ตอนที่ 32

**บทที่ 32 ผู้ชายคนนี้มันร้าย**

หานจิ่งชวนอ้าปากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดออกมา เขาขบเม้มริมฝีปากด้วยความหงุดหงิด แผนการไม่แน่นอน เปลี่ยนแปลงได้เสมอ โทษตัวเองที่ไม่ใจร้ายพอ คราวหน้าเขาจะโยนซูเหมยลงไปว่ายน้ำในแม่น้ำให้รู้แล้วรู้รอด ว่ายสักชั่วโมงคงได้ผล

หานจิ่งชวนที่กำลังหงุดหงิดในใจเดินนำหน้าไปเงียบๆ ซูเหมยก็เดินตามหลังเขาไปติดๆ แพทย์หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งเดินลงมาจากตึก บังเอิญเห็นหานจิ่งชวนเข้าพอดี จึงร้องเรียกด้วยความยินดี “จิ่งชวน!” แต่หานจิ่งชวนกำลังคิดว่าจะโยนซูเหมยไปว่ายน้ำในแม่น้ำหวงผู่ยังไงดี เลยไม่ได้ยินเสียง เรียก เดินออกจากประตูโรงพยาบาลไปอย่างรวดเร็ว ซูเหมยได้ยินจึงหันกลับไปมอง แต่คนเยอะเกินไป มองไม่ออกว่าเป็นใครเรียก จึงดึงแขนเสื้อหานจิ่งชวนแล้วพูดว่า “เหมือนมีคนเรียกคุณนะ”

“หูแว่วไปเอง” หานจิ่งชวนไม่หันกลับไปมอง เดินตรงไปข้างหน้า ซูเหมยก็ขี้เกียจสนใจ ปล่อยไป เพราะไม่ได้เรียกเธออยู่แล้ว

หลินม่านเว่ยวิ่งตามออกมา ก็เห็นหลานชายขี่จักรยาน โดยมีหญิงสาวสวยนั่งซ้อนท้ายอยู่ แถมยังคุยเล่นหัวเราะกับหลานชายอีกต่างหาก ดูท่าทางของหลานชายแล้ว ดูเหมือนจะอดทนกับผู้หญิงคนนี้เป็นพิเศษ ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน

เธอรู้ดีว่าหลานชายของเธอมีนิสัยเสียๆ ยังไง พอเห็นผู้หญิงก็หงุดหงิด ไม่เคยทำหน้าดีๆ ให้ แต่ผู้หญิงคนนี้กลับนั่งรถของหลานชายได้ แถมยังทำให้หลานชายอดทนพูดคุยด้วยได้ แสดงว่าความสัมพันธ์ต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ

หรือว่าจะเป็นแฟนของจิ่งชวน?

แต่ทำไมไม่เคยได้ยินพี่สาวและพี่เขยพูดถึงเลย?

แต่พี่สาวและพี่เขยของเธอก็เป็นแบบนั้นแหละ ไม่เคยใส่ใจจิ่งชวน ไม่รู้ก็ไม่แปลก หลินม่านเว่ยถอนหายใจ รู้สึกสงสารหลานชาย และสงสารพี่สาวของเธอด้วย แต่นี่ไม่ใช่เหตุผลที่พี่สาวละเลยหลานชาย

วันไหนเธอจะชวนจิ่งชวนมากินข้าวที่บ้าน แล้วค่อยถามไถ่ดู จิ่งชวนก็อายุไม่น้อยแล้ว ถ้ามีคนที่เหมาะสมจริงๆ ก็ให้แต่งงานสร้างครอบครัวกันไป จะได้ใช้ชีวิตดีๆ

หานจิ่งชวนพาซูเหมยกลับมาที่บ้านของเขา ตอนนี้ก็สิบเอ็ดโมงแล้ว ผ่านไปทั้งเช้า แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรสำเร็จ หานจิ่งชวนไม่พอใจอย่างมาก ตลอดทางก็ไม่ได้พูดอะไร

ซูเหมยมั่นใจแล้วว่าผู้ชายคนนี้ชอบเธอจริงๆ กำลังคิดว่าจะบอกให้ผู้ชายคนนี้รู้ยังไงดี ว่าชอบเธอไปก็ไม่มีผลลัพธ์อะไร สละทิ้งไปเสียแต่เนิ่นๆ จะดีกว่า

พูดตรงๆ คงไม่ได้ หานจิ่งชวนยังไม่ได้สารภาพรัก แค่แอบชอบเธอเงียบๆ เธอจะพูดว่า ‘อย่าชอบฉันเลย’ ได้ยังไง ถ้าเกิดเขาไม่ยอมรับขึ้นมา เธอจะไม่เสียหน้าแย่เหรอ?

ช่างเถอะ ไว้ค่อยหาโอกาสพูดทีหลัง

ซูเหมยขึ้นไปเอาสัมภาระบนห้อง เตรียมตัวกลับโรงงานเครื่องจักร ความรู้สึกตึงเครียดพลันแผ่ซ่านไปทั่วร่าง เข้าสู่สภาวะพร้อมรบเต็มรูปแบบ

รบกับพวกคนสารเลว

รวมถึงพ่อบังเกิดเกล้าของเธอ ซูจื้อหยง

หานจิ่งชวนรู้สึกได้ว่าออร่าของเธอเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด เหมือนกำลังจะไปออกรบ เขาจึงอดไม่ได้ที่จะมองเธอมากขึ้นอีกสองสามครั้ง สาวน้อยคนนี้ หลังจากไปอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือมาสองปี ก็เปลี่ยนแปลงไปมากจริงๆ

เมื่อก่อนเป็นลูกน้องของหานเจี้ยนหมิง ประจบประแจงต่อหน้าซูจื้อหยงและภรรยา เคารพเชื่อฟังซูเยว่ทุกอย่าง ตอนนี้กลับไม่เห็นสิ่งเหล่านั้นอีกแล้ว มองดูแล้วกลับดูดีกว่าเมื่อก่อนเยอะ

ซูเหมยรู้สึกได้ถึงสายตาที่จ้องมองมาไม่หยุดหย่อน ใบหูของเธอร้อนผ่าวเล็กน้อย แถมยังรู้สึกภาคภูมิใจเล็กๆ อีกด้วย ไม่รู้ว่าหานจิ่งชวนชอบเธอตั้งแต่เมื่อไหร่?

ก่อนไปตะวันออกเฉียงเหนือ?

หรือว่าตกหลุมรักเธอตั้งแต่แรกเห็นที่ซานหลี่ถุนเมื่อไม่กี่วันก่อน?

น่าจะตกหลุมรักเธอที่ซานหลี่ถุน เพราะก่อนไปตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวนครั้งที่เธอและหานจิ่งชวนเจอกัน สามารถนับได้ด้วยมือข้างเดียว

“ฉันนั่งรถเมล์กลับเองก็ได้ ไม่รบกวนคุณหรอก” ซูเหมยพูดอย่างเกรงใจ

“ขึ้นรถ” หานจิ่งชวนเข็นจักรยานออกมา ทำหน้าเย็นชาเป็นสัญญาณให้เธอขึ้นรถ เขาไม่ได้พูดอะไรมาก เขาอยากจะถามเรื่องปาน เลยต้องจำใจมาส่งผู้หญิงคนนี้

ใบหน้าของซูเหมยร้อนผ่าวขึ้นมา เธอขึ้นรถอย่างว่าง่าย ในใจกลับรู้สึกฮึกเหิม หานจิ่งชวนใช้เปลือกนอกที่เย็นชา ปิดบังหัวใจที่อ่อนโยนของเขา ถึงปากจะไม่พูดจาดีๆ แต่การกระทำกลับสนับสนุนเต็มที่

จิตใจที่แน่วแน่ของเธออดสั่นคลอนไม่ได้ หรือจะลองคบกับหานจิ่งชวนดู?

แต่เธอก็แค่แวบความคิดเท่านั้น แล้วก็ปฏิเสธไปในทันที เธอต้องหาเงินเป็นเศรษฐีรุ่นแรกอย่างแน่วแน่ เป้าหมายของการกลับชาติมาเกิดใหม่ของเธอคือการเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ เรื่องความรักความใคร่เป็นเรื่องที่เสียเวลาเกินไป ไม่ต้องพูดถึง

“พี่หาน วันนี้คุณไม่ไปทำงานเหรอคะ?” ซูเหมยถามเพื่อชวนคุย

“อืม” หานจิ่งชวนครางออกมาจากลำคอ ซูเหมยพูดอะไรไม่ออกแล้ว เขาตอบแค่ ‘อืม’ แล้วเธอจะต่อยังไง?

บรรยากาศกลับมาเงียบอีกครั้ง ซูเหมยเลยไม่พูดอะไรอีก นั่งเงียบๆ อยู่ข้างหลัง คิดว่าอีกเดี๋ยวพอเจอซูเยว่จะเป็นยังไง?

ซูเยว่อายุเท่าเธอ ในทะเบียนบ้านอายุมากกว่าเธอครึ่งเดือน แต่จริงๆ แล้วอายุน้อยกว่าเธอครึ่งเดือน ซูเยว่ต่างหากที่เป็นลูกสาวของเซี่ยเยี่ยนชิวและซูจื้อหยง ซูจื้อหยงผู้ชายสารเลวคนนี้ ตอนที่แม่ของเธอกำลังตั้งท้อง ก็แอบไปมีความสัมพันธ์กับเซี่ยเยี่ยนชิวแล้ว

จวงอวี้หลานผู้เป็นแม่ของเธอคลอดเธอออกมาอย่างยากลำบาก สุขภาพร่างกายทรุดโทรมอย่างหนัก ต้องพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตลอดเวลา ครึ่งเดือนต่อมา เซี่ยเยี่ยนชิวก็คลอดซูเยว่ที่โรงพยาบาลเดียวกัน ผู้หญิงคนนี้ใจร้ายสาส เธอสับเปลี่ยนตัวเธอและซูเยว่ สับเปลี่ยนชีวิตของพวกเธอ

ภายนอก เธอมีสถานะเป็นลูกสาวของเซี่ยเยี่ยนชิวและซูฟู่กุ้ย สามีของเซี่ยเยี่ยนชิว ซูฟู่กุ้ยและซูจื้อหยงเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน แถมยังเป็นญาติห่างๆ กันอีกด้วย ซูฟู่กุ้ยเป็นนักพนัน ไม่ดีกับเซี่ยเยี่ยนชิวเท่าไหร่ แต่ก็ดีกับลูกสาวคนนี้พอสมควร แต่ความรักของพ่อที่เป็นนักพนันจะหนักแน่นได้สักแค่ไหน ก็แค่ทำหน้าดีๆ ให้บางครั้งเท่านั้น

ส่วนซูจื้อหยงก็ไม่ดีกับเธอ เพราะผู้ชายสารเลวคนนี้สงสัยในชาติกำเนิดของเธอมาตลอด คิดว่าเธอเป็นลูกสาวของซูฟู่กุ้ย เซี่ยเยี่ยนชิวหลอกเขา เขาเลยไม่ชอบเธอ ไม่เคยทำหน้าดีๆ ให้เลย

สิ่งเหล่านี้ควรจะเป็นสิ่งที่ซูเยว่ต้องแบกรับ แต่ซูเยว่กลับได้รับความรักและการดูแลเอาใจใส่จากซูจื้อหยงและเซี่ยเยี่ยนชิว ส่วนเธอกลับต้องทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำเหมือนคนรับใช้ คนที่ควรจะไปทางตะวันออกเฉียงเหนือควรจะเป็นซูเยว่ ในทะเบียนบ้านเธอเป็นพี่คนโต แต่สุดท้ายคนที่ไปกลับเป็นเธอ ส่วนซูเยว่กลับใช้ชีวิตสุขสบายเหมือนคุณหนูอยู่ที่บ้าน

ถึงอย่างนั้นซูเยว่ก็ยังไม่สำนึกบุญคุณ มองเธอเป็นศัตรูหัวใจ ชาติที่แล้วร่วมมือกับหานเจี้ยนหมิงทำร้ายเธอทั้งชีวิต แถมยังต้องการชีวิตของเธออีกด้วย!

ซูเหมยอดไม่ได้ที่จะกำหมัดแน่น ดวงตาฉายแววแห่งความแค้น ทุกสิ่งที่เธอต้องเผชิญในชาติที่แล้ว จะถูกตอบแทนคืนให้ซูเยว่ผู้หญิงสารเลวคนนั้นเป็นทวีคูณ

“เธอมีปานไหม?” หานจิ่งชวนถามออกมาในที่สุด ใกล้จะถึงโรงงานเครื่องจักรแล้ว เขาต้องรีบถามให้ชัดเจน

ซูเหมยชะงักไป ไม่ได้ยินชัดเจน “อะไรนะคะ?”

“ปาน” หานจิ่งชวนพูดซ้ำอีกครั้ง รู้สึกเห็นใจซูเหมยเล็กน้อย ไม่เพียงแต่สายตาจะไม่ดี หูยังไม่ดีอีก แถมสมองก็ไม่ฉลาด น่าสงสารจริงๆ

ซูเหมยรู้สึกงงงวย ถามเธอเรื่องปานขึ้นมาเฉยๆ ผู้ชายคนนี้ต้องการจะทำอะไรกันแน่?

หรือว่าหานจิ่งชวนมีปาน ก็เลยหวังว่าเธอจะมีปานเหมือนกัน เพื่อแสดงว่าพวกเขามีวาสนาต่อกันมาสามชาติสามภพ?

“คุณมีปานไหม?” ซูเหมยถามกลับ ต้องการจะหยั่งเชิง

“มี” หานจิ่งชวนตอบตามตรง ที่หน้าอกของเขามีไฝสีแดงสดจริงๆ เขาไม่พอใจที่ซูเหมยจู้จี้จุกจิก มีก็มี ไม่มีก็ไม่มี ตอบยากตรงไหน?

ซูเหมยแลบลิ้นเลียกระพุ้งแก้มอยู่ข้างหลัง เป็นอย่างที่เธอคิดจริงๆ ผู้ชายคนนี้มันร้าย

“ไม่มี” ซูเหมยให้คำตอบปฏิเสธ ความจริงแล้วเธอเองก็ไม่รู้ว่ามีหรือเปล่า ที่หน้าอกไม่มีแน่นอน แต่ที่หลังและที่ก้นเธอไม่เห็น ไม่มีใครช่วยเธอส่องดู ถึงจะมี เธอก็จะบอกว่าไม่มี เพื่อให้หานจิ่งชวนตัดใจ พวกเขาไม่มีวาสนาต่อกันมาสามชาติสามภพ