ตอนที่ 36
**บทที่ 36 เจ้าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกินสามปี**
วิชาเปิดล็อคที่ได้มานั้น ซูเหมยร่ำเรียนมาจากพี่สาวนักย่องเบาในคุกเมื่อชาติที่แล้ว พี่สาวคนนี้สามารถเปิดได้แม้กระทั่งประตูกรงเหล็ก แต่พอเปิดได้ก็ไม่หนี แค่เปิดเล่นๆ เท่านั้น การติดคุกสำหรับพี่สาวคนนี้ก็เหมือนการพักผ่อน พอเบื่อหน่ายโลกภายนอก ก็จะให้ตำรวจจับส่งเข้ามา พักสักหน่อยแล้วค่อยออกไปเริงร่าต่อ
ห้องนั่งเล่นถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เมื่อก้าวเข้าไปจะเห็นตู้ลิ้นชักห้าชั้นชิดผนัง บนนั้นมีนาฬิกาตั้งโต๊ะวางอยู่ สองข้างนาฬิกาเป็นดอกไม้พลาสติกสองขวด ข้างประตูเป็นโซฟาคลุมด้วยผ้าโปร่งสีขาว บนโต๊ะน้ำชาวางถ้วยชาและที่เขี่ยบุหรี่
ตรงกลางเป็นโต๊ะกลมและเก้าอี้ ห้องนั่งเล่นไม่ใหญ่มาก แค่สิบห้าหกตารางเมตร พื้นทาสีแดงเข้มที่ถูกม็อบถูจนสีซีดจางไปบ้างแล้ว เป็นภาพที่เธอคุ้นเคยในความทรงจำ
แต่ที่นี่ไม่ใช่บ้านของเธอ เธอแค่มาอาศัยชั่วคราวเพื่อแก้แค้น
ห้องมีสองห้อง ห้องหนึ่งเป็นห้องนอนใหญ่ เซี่ยเยี่ยนชิวและซูจื้อหยงพัก อีกห้องเป็นห้องนอนเล็กของซูเยว่ เธอไม่มีสิทธิ์อยู่ในห้อง ห้องเก็บของมีเตียงเดี่ยวตั้งอยู่ นั่นคือห้องนอนของเธอ
ห้องเก็บของไม่มีหน้าต่าง ทั้งแคบและเล็ก ในฤดูหนาวยังพอทน แต่ในฤดูร้อนจะร้อนเหมือนซึ้งนึ่ง ซูเหมยไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้เธออยู่ได้อย่างไร ช่างเป็นคนยอมคนเสียจริง
ประตูห้องของซูเยว่ปิดสนิท ได้ยินเสียงไอเป็นระยะ ซูเหมยหัวเราะเยาะในใจ ก่อนจะไปที่ห้องเก็บของ เปิดประตู กลิ่นอับชื้นโชยมาแตะจมูก เมื่อเปิดไฟ ภาพที่เห็นทำให้เธอขำออกมาด้วยความโกรธ
เตียงเดี่ยวของเธอเต็มไปด้วยของรกระเกะระกะ บนพื้นก็วางเต็มไปหมด ในห้องเก็บของแคบๆ เต็มไปด้วยของใช้จิปาถะที่เปรอะเปื้อนฝุ่น ดูเหมือนว่าเธอเพิ่งจะออกจากบ้านไปได้ไม่นาน ของพวกนี้ก็ถูกขนมาวางทับแล้ว
หึ...
ซูเหมยไม่โกรธ เธอไม่ได้คาดหวังอะไรจากคนพวกนี้อยู่แล้ว ผลลัพธ์เช่นนี้ก็ไม่น่าแปลกใจ เธอวางสัมภาระลง ถลกแขนเสื้อขึ้นแล้วเริ่มเก็บกวาดของรกพวกนี้ นี่คือสมบัติล้ำค่า หากเธอไม่ทำเรื่องให้เป็นเรื่องขึ้นมา จะเรียกว่าตอบแทน ‘ความหวังดี’ ของพวกสารเลวนี้ได้อย่างไร
ซูเยว่ได้ยินเสียงดังข้างนอก คิดว่าเซี่ยเยี่ยนชิวกลับมาแล้ว จึงร้องเรียกจากในห้อง “แม่ เอาปอเปี๊ยะมาให้หนูหรือยัง?” เธออยากกินปอเปี๊ยะ ตอนเช้าตอนไปทำงาน เซี่ยเยี่ยนชิวรับปากว่าจะซื้อปอเปี๊ยะมาให้ ซูเยว่คิดว่าจะมีของอร่อยกินแล้วก็ดีใจเปิดประตูออกมา แต่กลับเห็นคนที่เธอไม่ควรจะเห็นอยู่ที่บ้าน ทำให้เธอชะงักไป
“ซูเหมย? เธอกลับมาทำไม?” ซูเยว่ถามอย่างไม่พอใจ เงินยังไม่ส่งกลับมา แต่คนกลับมาแล้ว แถมยังไม่บอกกล่าวล่วงหน้า ไอ้เด็กเหลือขอนี่จะทำอะไรกันแน่?
“องค์กรให้ฉันกลับมา ฉันก็ต้องกลับมาสิ หลีกไปหน่อย!” ซูเหมยถือถุงใส่ของรกขนาดใหญ่สองถุง เสื้อผ้าเก่า ขวดน้ำร้อนเก่า รองเท้าเก่า ฯลฯ โดยไม่แม้แต่จะมองซูเยว่ที่ยืนขวางประตูอยู่
“พวกนี้แม่เอามาวางไว้ เธอจะทิ้งทำไม? เดี๋ยวแม่กลับมาด่าเธอ!” ซูเยว่ไม่พอใจเป็นอย่างมาก ไอ้เด็กเหลือขอนี่ปีกกล้าขาแข็งแล้ว ถึงกับไม่ตอบคำถามของเธอ แถมยังไม่สนใจเธออีก รอให้แม่เลิกงานกลับมา เธอจะรอให้แม่ตีสั่งสอนไอ้เด็กเหลือขอนี่
“นี่คือห้องที่ฉันนอน ถ้าเธอเสียดาย ก็เอาไปไว้ในห้องเธอสิ?” ซูเหมยทำท่าจะเอาของรกไปกองไว้ในห้องของซูเยว่ ปรากฏว่าซูเยว่ตกใจ รีบขวางประตูห้องของตัวเองไว้ พร้อมทั้งด่าทออย่างโกรธเคือง “เธอเป็นบ้าไปแล้วเหรอ กลับมาก็อาละวาด เธออยากโดนตีเหรอ? แค่กๆ...” ซูเยว่ไอกระหน่ำ สีหน้าซีดเผือดกลายเป็นแดงก่ำ ทั้งโกรธทั้งแค้น
โกรธที่ซูเหมยไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ยอมให้เธอทุกอย่าง แค้นที่ซูเหมยยิ่งโตยิ่งสวย ไอ้เด็กเหลือขอนี่ไปอยู่ตงเป่ยตั้งสองปี ทำไมผิวยังขาวผ่องขนาดนี้?
ไม่ได้บอกว่าที่ตงเป่ยมีแต่หิมะและลมหนาวพัดกระหน่ำเหรอ ทำไมซูเหมยถึงไม่กลายเป็นเปลือกไม้เก่าๆ ล่ะ?
“คนที่ป่วยคือเธอต่างหาก ไออีกแล้วใช่ไหม? กินยาแล้วไม่หายใช่ไหมล่ะ? ซูเยว่ เธอเป็นโรคร้ายที่ไม่มียารักษาหรอกนะ กินยาก็เปล่าประโยชน์ กินข้าวก็เปล่าประโยชน์ ตายๆ ไปซะจะได้ไปผุดไปเกิด อยู่ไปก็เป็นภาระเปล่าๆ!” ซูเหมยพูดอย่างใจเย็น แทงใจดำทุกคำพูด แต่เธอไม่ได้พูดโกหกแม้แต่คำเดียว
ชาติที่แล้วซูเยว่เป็นโรคไตวาย แล้วมันจะไม่ใช่โรคร้ายได้ยังไงกัน คนที่ทั้งหน้าตาอัปลักษณ์และจิตใจชั่วร้ายแบบนี้ มีชีวิตอยู่ก็เปลืองข้าวสุกเปลืองอากาศ
“เธอ...เธอพูดอีกทีสิ? แค่กๆ...” ซูเยว่อ้าปากค้างด้วยความไม่เชื่อ สีหน้าแดงก่ำจากการที่โกรธจนไอหนักกว่าเดิม
“หูเธอก็ไม่ดีแล้วเหรอ? ฉันได้ยินมาว่าไอมากๆ จะทำให้หูหนวก ดูท่าจะเป็นเรื่องจริง ฉันว่าแล้วไง คนไร้ประโยชน์อย่างเธอมีชีวิตอยู่ไปก็เท่านั้น หน้าตาก็ขี้เหร่ ทำงานก็ไม่ได้เรื่อง กินอะไรก็เลือกกินไปหมด เธอมันก็แค่ใจสูงเกินเอื้อม ชีวิตต่ำต้อยกว่าขี้ เธอว่าเธอมีชีวิตอยู่ไปทำไม? ถ้าเป็นฉัน ตอนนี้ฉันจะกระโดดลงมาจากระเบียง กลายเป็นปุ๋ยให้โลกใบนี้เป็นครั้งสุดท้าย!” ซูเหมยด่าอย่างใจเย็น ไม่รีบร้อน พูดจาชัดถ้อยชัดคำ แม้เสียงจะไม่ดัง แต่ก็มีพลังทำลายล้างมากพอที่จะทำให้ซูเยว่ตายได้ เธอไออย่างเจ็บปวด แสบทรวง เส้นเลือดที่คอและหน้าผากปูดโปน ใบหน้าบิดเบี้ยว ยิ่งดูน่าเกลียดเหมือนผี
แต่ผู้หญิงน่าเกลียดคนนี้ กลับทำให้หานเจี้ยนหมิงรักจนแทบเป็นแทบตาย ซูเหมยไม่เข้าใจรสนิยมของหานเจี้ยนหมิงมาโดยตลอด บางทีก็คงเป็นเพราะคนประเภทเดียวกันถึงอยู่ด้วยกันได้ ผู้ชายเฮงซวยก็ต้องคู่กับผู้หญิงสารเลว มันเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลอยู่แล้ว
“ซูเหมย เธอ...แค่กๆ...เธอไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือไง?” ซูเยว่กัดฟันด่า เธอไม่เคยคิดเลยว่าไอ้เด็กเหลือขอนี่ไปอยู่ตงเป่ยสองปี จะกลายเป็นเหมือนหญิงชาวบ้านที่ปากร้ายขนาดนี้ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเจี้ยนหมิงเกอถึงเขียนจดหมายมาทุกครั้ง แล้วพูดจาดูถูกเหยียดหยามไอ้เด็กเหลือขอนี่ บอกว่าเธอไม่สามารถขึ้นไปอยู่บนเวทีได้
“ซูเยว่ ช่วงนี้ฉันไปเรียนดูดวงกับผู้มีวิชามา ฉันทำนายดวงให้เธอแล้ว เธอรู้ไหมว่าผลลัพธ์คืออะไร?” ซูเหมยถามอย่างจริงจัง
“คืออะไร?” แม้จะรู้ว่าไอ้เด็กเหลือขอนี่คงไม่พูดอะไรดีๆ แต่ซูเยว่ก็อดไม่ได้ที่จะอยากรู้
“ดวงชะตาเป็นลางร้าย ซูเยว่อายุขัยของเธอเหลือน้อยแล้ว อย่างมากก็แค่สามปีเท่านั้น แถมสามปีสุดท้ายนี้ ครอบครัวของเธอจะประสบเคราะห์ร้าย ชีวิตจะยากลำบาก กินแต่ผักกับข้าวคลุกน้ำปลา ชีวิตจะลำบากยิ่งกว่ายาจกเสียอีก ดังนั้นเธอควรจะรีบฆ่าตัวตายซะตอนนี้ ในเมื่อครอบครัวยังไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้น จะได้จบๆ ไป!” ซูเหมยพูดด้วยรอยยิ้ม เมื่อเห็นสีหน้าของซูเยว่เปลี่ยนจากขาวเป็นแดง แล้วเปลี่ยนเป็นเขียว สุดท้ายก็กลับมาซีดเซียวอีกครั้ง อารมณ์ของเธอก็ดีขึ้นมาในทันที เธอถือถุงใส่ของรกขนาดใหญ่สองถุง กระแทกซูเยว่อย่างแรงแล้วออกไปทิ้งขยะ
ซูเยว่ถูกกระแทกจนเซเกือบจะล้มลงกับพื้น เธอคว้าขอบประตูไว้แน่นจึงทรงตัวอยู่ได้ เธอไม่สามารถสงบสติอารมณ์จากคำพูดที่เกินเลยของซูเหมยได้ ไอ้เด็กเหลือขอนี่กล้าดียังไง?
หรือว่าเธอจะบ้าไปแล้ว?
ไม่ว่าจะบ้าจริงหรือแกล้งบ้า วันนี้ไอ้เด็กเหลือขอนี่บังอาจลบหลู่เธอ เธอจะต้องให้แม่สั่งสอนไอ้เด็กเหลือขอนี่อย่างหนักให้ได้
ซูเยว่กัดฟันแน่น แววตาเต็มไปด้วยความอาฆาต จินตนาการถึงภาพซูเหมยร้องไห้คร่ำครวญอยู่ภายใต้แส้ของเซี่ยเยี่ยนชิว เธอก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา อารมณ์ก็ดีขึ้นมาก ปิดประตูแล้วกลับไปนอนพักบนเตียง
ไอ้เด็กเหลือขอนั่นไปทำงานอยู่ที่นั่นสองปี เงินเดือนเดือนละ 32 หยวน คงจะใช้ไม่หมด เงินที่เหลือจะต้องเอาออกมาให้หมด เอาไปซื้อยาบำรุงให้เธอ เธอจะต้องรีบหายป่วย เธอจะต้องแต่งงานกับเจี้ยนหมิงเกอให้ได้!
เมื่อนึกถึงหานเจี้ยนหมิง ใบหน้าซีดเซียวของซูเยว่ก็ปรากฏรอยยิ้มขวยเขิน ดวงตาเต็มไปด้วยความรักใคร่ เธอและหานเจี้ยนหมิงได้หมั้นหมายกันอย่างลับๆ แล้ว เพียงแค่รอให้หานเจี้ยนหมิงกลับเข้าเมือง พวกเธอก็สามารถแต่งงานกันได้
แต่ในเมื่อซูเหมยกลับเข้าเมืองมาแล้ว ทำไมหานเจี้ยนหมิงถึงยังไม่กลับมา?