ตอนที่ 50
**บทที่ 50 ต่อให้ขายเลือดก็จะหาเงินซื้อของบำรุงให้พี่สาวให้ได้**
“เจ็บ…” ซูเยว่กุมหน้าอก ร้องครางออกมาทันที เซี่ยเยี่ยนชิวเชื่อสนิท รีบประคองปลอบโยนด้วยความเป็นห่วงเป็นใย แต่ซูเยว่ก็เอาแต่ร้องโอดโอยว่าเจ็บ ทำให้เซี่ยเยี่ยนชิวร้อนใจอยากจะพาไปโรงพยาบาล
ซูจื้อหยงก็ตกใจตื่นขึ้นมา ขมวดคิ้วมุ่น ลูกสาวคนโตนี่ร่างกายไม่เอาไหนเอาเสียเลย เงินที่เสียไปกับโรงพยาบาล คงจะซื้อบ้านเดี่ยวหลังงามได้แล้วมั้ง แค่คิดถึงเรื่องนี้ก็เจ็บใจ
“เสี่ยวเยว่ไม่สบายตรงไหน?”
“เจ็บ…ไม่สบายตัว…” ซูเยว่ไม่ยอมบอกว่าเจ็บตรงไหน เอาแต่ครางฮือๆ สีหน้าซีดเผือด ดูท่าทางไม่ดีจริงๆ ซูจื้อหยงขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม ลังเลว่าจะพาไปโรงพยาบาลดีไหม
“จะเป็นเพราะกินมากไปหรือเปล่าคะ? เมื่อกี้พี่สาวกินข้าวไปตั้งสองชาม ปกติกินแค่นิดเดียว กินเยอะขนาดนี้ อาจจะจุกเสียดก็ได้…” ซูเหมยพูดอย่างอ้อมแอ้ม ซูจื้อหยงตาเป็นประกาย ใช่แล้ว ลูกสาวคนโตเมื่อกี้กินไม่น้อยเลย กินเข้าไปเยอะขนาดนั้น ท้องไส้ก็ต้องปั่นป่วนเป็นธรรมดา
“ช่างเถอะ เดินเล่นข้างล่างสักหน่อยก็หายแล้ว กินได้ก็ไม่มีอะไรหรอก ย่าเธอพูดถูก กินได้ นอนหลับ เดินได้ อายุยืนถึงเก้าสิบเก้า ย่าเธอไม่เคยไปโรงพยาบาลสักครั้ง ร่างกายแข็งแรงจะตายไป” ซูจื้อหยงยกแม่ของตัวเองมาเปรียบเทียบ ย่าซูเป็นหญิงชราชาวไร่ชาวนาที่แข็งแรง ปากคอร้ายกาจ พูดจาเสียดสี แถมยังใจแคบ เป็นยายแก่ที่รับมือยากที่สุดในหมู่บ้าน ใครๆ ก็รู้ดีว่าแกเป็นผีที่น่าหวาดกลัว ไม่มีใครกล้าไปยุ่งกับแก
ย่าซูไม่ชอบซูเยว่ เพราะแกชอบแต่หลานชาย แน่นอนว่าแกก็ไม่ชอบซูเหมยที่เป็นภาระติดสอยห้อยตามมาด้วยเหมือนกัน แถมย่าซูก็ยังไม่ชอบเซี่ยเยี่ยนชิวด้วย แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของเซี่ยเยี่ยนชิว
คุณย่าไม่ชอบจวงอวี้หลานเหมือนกัน ไม่ว่าใครจะมาเป็นลูกสะใภ้ของแก ความสัมพันธ์ระหว่างแม่สามีกับลูกสะใภ้ก็ไม่มีทางดีขึ้นได้
เพราะในใจของย่าซู ซูจื้อหยงคือลูกชายที่แกภาคภูมิใจที่สุด ผู้หญิงทั้งใต้หล้าก็ไม่คู่ควรกับลูกชายของแก ไม่ว่าซูจื้อหยงจะแต่งงานกับใคร แกก็ไม่พอใจทั้งนั้น ยิ่งไปกว่านั้นเซี่ยเยี่ยนชิวก็ให้กำเนิดหลานชายไม่ได้ ย่าแก่จะชอบได้อย่างไร
“ตาแก่ซู ไปโรงพยาบาลเถอะนะ?” เซี่ยเยี่ยนชิวอ้อนวอน
แม่ผัวแก่ๆ ที่ไม่มีหัวนอนปลายเทียนั่นจะรู้อะไรกัน เสี่ยวเยว่เป็นเครื่องกระเบื้องล้ำค่า จะใช้วิธีแบบชาวไร่ชาวนาได้ยังไง คนบ้านนอกชีวิตมันถูก กินอิ่มนอนหลับก็เป็นเรื่องใหญ่แล้ว จะกล้าป่วยได้อย่างไร
เธอตวัดสายตาจ้องซูเหมยอย่างอาฆาต เป็นความผิดของเด็กเหลือขอนี่ทั้งนั้น กลับมาก็ก่อเรื่อง เสี่ยวเยว่ต้องโกรธจนเป็นแบบนี้แน่ๆ
ซูจื้อหยงหน้ามืดลง นี่ไม่เชื่อแม่ของเขาหรือไง?
แม่ของเขาเลี้ยงดูพี่น้องหกคนจนเติบใหญ่ ทุกคนแข็งแรงกระปรี้กระเปร่า แข็งแรงกว่าวัวเสียอีก เก่งกว่าผู้หญิงโง่ๆ นี่เป็นร้อยเท่า แม่ของเขาจะพูดผิดได้อย่างไร?
“ไม่ต้อง เสี่ยวเยว่ไปเดินเล่นข้างล่างครึ่งชั่วโมง!” สีหน้าของซูจื้อหยงดูไม่ดี เสียงทุ้มต่ำ ซูเยว่สะดุ้งโหยง รีบทำตามอย่างเชื่อฟัง เดินออกไปข้างนอกอย่างว่าง่าย ไส้ติ่งแทบขาด ตอนนี้ยังต้องทนรับลมหนาวออกไปเดินข้างนอกอีกครึ่งชั่วโมง เธอจะทนได้อย่างไร!
เซี่ยเยี่ยนชิวอยากจะตามไปด้วย แต่ถูกซูจื้อหยงเรียกไว้ “เธอจะไปทำอะไร? เสี่ยวเยว่ไม่ใช่เด็กสามขวบ ไปนั่งรออยู่ที่บ้าน!”
“คุณพ่อ หนูจะไปตุ๋นน้ำเชื่อมลูกแพรให้พี่สาว แล้วก็จะล้างชามด้วยค่ะ…แค่กๆ…” ซูเหมยพูดขึ้นอย่างเหมาะเจาะ เธอคิดถึงน้ำเชื่อมลูกแพรอยู่พอดี วันนี้ไอมากเกินไป ต้องบำรุงคอเสียหน่อย
“ตุ๋นเยอะๆ หน่อย เธอก็กินด้วย” ตอนนี้ซูจื้อหยงรู้สึกดีกับลูกสาวคนเล็กมาก พูดจาอ่อนโยนอย่างไม่รู้ตัว ภาพนี้เหมือนเข็มเป็นพันๆ เล่ม ทิ่มแทงเข้าไปในดวงตาของเซี่ยเยี่ยนชิว ทำให้เธอโกรธจนหน้าเสีย
ซูเหมยหัวเราะเยาะในใจ เพิ่งจะแค่นี้ก็ทนไม่ได้แล้วเหรอ?
หึ นี่เพิ่งจะเริ่มต้น ยังไม่นับว่าเป็นอาหารเรียกน้ำย่อยด้วยซ้ำ ชาติที่แล้วเธอต้องทนทุกข์ทรมานมากขนาดนั้น ถ้าไม่ทรมานพวกคนชั่วพวกนี้ให้หนัก เธอก็คงจะเกิดใหม่มาเสียเปล่า
ซูเหมยเดินเข้าไปในครัว ก้มหลังไอไม่หยุด ซูจื้อหยงขมวดคิ้วแน่น หันไปพูดกับเซี่ยเยี่ยนชิวที่ยืนอยู่เฉยๆ ว่า “ไปล้างชาม!” ยิ่งมองผู้หญิงคนนี้ก็ยิ่งเบื่อหน่าย ทั้งโง่ทั้งขี้เกียจ สู้ปลายเล็บของจวงอวี้หลานก็ไม่ได้
ภาพใบหน้าสวยเฉิดฉายปรากฏขึ้นในใจของซูจื้อหยง ดวงตาเหลือบมองอย่างหยิ่งยโส มองเขาเหมือนมองขยะ ซูจื้อหยงรู้สึกเจ็บแปลบในใจ ใครใช้ให้ผู้หญิงคนนั้นหยิ่งทะนงตนขนาดนั้น ไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาเลย เขาเป็นผู้ชายที่มีหน้ามีตา มีศักดิ์ศรี จะยอมให้ผู้หญิงมาขี่คอได้อย่างไร
จะโทษก็ต้องโทษจวงอวี้หลานที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ไม่รู้จักกฎเกณฑ์ของผู้หญิง
เซี่ยเยี่ยนชิวยังยืนนิ่งอยู่ เธอไม่อยากล้างชาม มันทำร้ายมือเกินไป แถมเด็กเหลือขอกลับมาแล้ว งานบ้านก็ต้องให้เด็กเหลือขอทำอยู่แล้ว แต่ก่อนก็เป็นแบบนี้
“ไม่ได้ยินหรือไง? จะให้ฉันช่วยรักษาหูให้ไหม?” เสียงเย็นชาของซูจื้อหยงดังขึ้น เซี่ยเยี่ยนชิวอดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้าน เธอไม่อยากโดนแทงอีกแล้ว ความเจ็บปวดที่กัดกินกระดูกหัวใจแบบนั้น หลายวันก็ยังไม่หาย แถมยังบอกใครไม่ได้ จะให้ใครมาตรวจดูตรงที่ลับๆ แบบนั้นได้อย่างไร?
“ฉันจะไปล้างเดี๋ยวนี้ค่ะ ตาแก่ซู ที่บ้านเหลือเงินไม่เท่าไหร่แล้ว ใกล้จะตรุษจีนแล้ว ของเซ่นไหว้ก็ยังไม่ได้เตรียมเลย แล้วเงินของเสี่ยวเหมยล่ะคะ?” เซี่ยเยี่ยนชิวเริ่มคิดถึงเงินร้อยหยวนของซูเหมย ถึงแม้ว่าจะน้อยไปหน่อย แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย จะได้เอาไปซื้ออาหารบำรุงให้เสี่ยวเยว่ได้
ซูเหมยที่กำลังหั่นลูกแพรอยู่ในครัว ยกยิ้มเย็นเยียบขึ้นมา สมแล้วที่อยากจะกลืนเงินของเธอลงท้อง หึ…ยายแก่คนนี้โดนแทงน้อยเกินไป หนังหน้ามันหนาเกินไป ต้องแทงอีกหลายๆ ทีถึงจะเข็ด
ซูจื้อหยงขมวดคิ้ว เมื่อก่อนลูกสาวคนโตเข้าโรงพยาบาลบ่อยๆ ทำให้เสียเงินไปเยอะจริงๆ เขาไม่เคยดูแลเรื่องเงินเลย ไม่รู้ว่าในบ้านมีเงินเก็บเท่าไหร่ นึกว่าไม่มีเงินจริงๆ เสียแล้ว
“ถ้าอย่างนั้นก็เอาไปใช้ก่อน…” ตอนที่ซูจื้อหยงกำลังจะตอบตกลง ซูเหมยก็เดินออกมาจากครัว พูดเสียงเบาว่า “คุณพ่อคะ หนูว่าจะคุยเรื่องเงินกับคุณพ่อพอดีเลยค่ะ หนูทำตามเป้าหมายที่คุณแม่ตั้งไว้ไม่สำเร็จ ได้มาแค่ร้อยหยวน ไม่พอให้พี่สาวซื้ออาหารบำรุงหรอกค่ะ แต่หนูไม่ได้ใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายเลยนะคะ ที่นั่นมันหนาวมาก หนูต้องซื้อถุงเท้าหนาๆ ต้องซื้อของใช้ส่วนตัว แล้วก็ต้องกินอาหารดีๆ บ้าง ถึงจะต้องใช้เงิน” พอพูดถึงตรงนี้ ซูเหมยก็หันไปมองเซี่ยเยี่ยนชิว ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ยิ้มเยาะเย้ย พูดด้วยริมฝีปากว่า “คนชั่ว!” เธอหันหลังให้ซูจื้อหยง เลยทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ ได้อย่างไม่เกรงใจ เซี่ยเยี่ยนชิวอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง กว่าจะรู้สึกตัวก็ใช้เวลาครู่ใหญ่ โกรธจัดด่าทอว่า “ตาแก่ซู มันด่าฉัน ไอ้ลูกหมานี่ด่าฉัน!” บังอาจนัก เด็กเหลือขอเบื่อโลกแล้วหรือไง!
ซูเหมยตกใจจนตัวสั่น รีบซบซูจื้อหยงอย่างหวาดกลัว “หนูไม่ได้ด่าค่ะ คุณพ่อ หนูไม่ได้ด่าจริงๆ นะคะ…แค่กๆๆๆ…หลังจากที่คุณแม่ให้หนูไปอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ เดือนนึงหนูใช้เงินได้แค่สิบหยวน ที่เหลือต้องเก็บไว้ให้พี่สาวซื้ออาหารบำรุง แต่หนูเก็บไม่ได้เลยค่ะ แค่กๆ…คนอื่นๆ เขามีเสื้อผ้าอาหารที่บ้านส่งมาให้ หนูไม่เคยได้เลยสักครั้ง ต้องเสียเงินซื้อเองทั้งนั้น คุณพ่อคะ หนูไม่ได้ตั้งใจใช้เงินเยอะขนาดนั้นจริงๆ นะคะ เงินร้อยหยวนนี้ให้พี่สาวซื้อยาบำรุงก่อนนะคะ ถ้ายังไม่พอ ต่อให้หนูขายเลือดก็จะหามาให้ได้ค่ะ…แค่กๆ…” เสียงไอที่เจ็บปวด ทำให้ซูจื้อหยงรู้สึกหงุดหงิดใจ แถมท่าทางอ่อนแอซีดเซียวของซูเหมยก็แสดงให้เห็นว่าคนที่ควรจะกินของบำรุงมากที่สุดคือเธอ
แล้วก็—
“ทำไมไม่ส่งของให้เสี่ยวเหมย? ที่บ้านไม่มีเงินหรือไง?” ซูจื้อหยงถามเสียงเย็น
คนอื่นเขามีกันหมด แต่ซูเหมยไม่มี คิดดูแล้วพวกปัญญาชนคงคิดว่าบ้านเขาจนแทบไม่มีอะไรกินแล้วกระมัง?
“คุณพ่อคะ ไม่ส่งก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนูรู้ว่าเงินในบ้านต้องให้พี่สาวใช้ก่อน หนูไม่เป็นอะไรจริงๆ ค่ะ” ซูเหมยพูดเสริมอย่างอ่อนแอ ราวกับเติมเชื้อเพลิงลงบนกองไฟ ความโกรธของซูจื้อหยงแทบจะเผาผมให้ไหม้หมดแล้ว
“ตาแก่ซู…” เซี่ยเยี่ยนชิวมีสีหน้าหวาดกลัว อยากจะพูดจาดีๆ สักสองสามคำเพื่อปลอบโยน แต่เพิ่งจะเรียกคำว่า ‘ตาแก่ซู’ ก็ถูกซูจื้อหยงลากเข้าไปในห้อง ปิดประตูเสียงดังปัง เงินร้อยหยวนนั่นก็ไม่ได้พูดถึงอีกเลย
ซูเหมยหัวเราะในลำคออย่างสมใจ อยากจะลากเข้าไปในห้องแล้วแทงแน่ๆ ซูจื้อหยงไอ้โรคจิตนั่นชอบทำแบบนี้ วันละสองครั้ง คงจะทำให้ยายแก่คนนี้เจ็บปวดมากพอ