ตอนที่ 17

บทที่ 17: การหายตัวไปของเธอ

ชีวิตของอันหนานกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง แม้ว่าเสียงทุบทำลายและปล้นสะดมต่างๆ ในหมู่บ้านจะรบกวนโสตประสาท แต่ก็ยังดีที่ไม่มีใครมารบกวนเธออีก

เธอจึงตั้งใจฝึกฝนร่างกายและทักษะการต่อสู้ที่บ้าน ฝึกจนเหงื่อท่วมตัว ครั้นเหนื่อยล้าก็ศึกษาเรื่องอาหารการกิน

ค่ำคืนหนึ่ง อันหนานกำลังเสียบเนื้ออยู่ที่บ้าน เตรียมทำบาร์บีคิวทานกับฟู่กุ้ย พลันได้ยินเสียงกรีดร้องดังลั่นมาจากชั้น 13

"กรี๊ด! ฆาตกรรม!"

อันหนานชะงัก ในชาติที่แล้วช่วงเวลานี้มีแค่ขโมยเล็กๆ น้อยๆ ยังไม่มีการฆ่าชิงทรัพย์นี่นา? ใครกันช่างโหดเหี้ยมลงมือฆ่าคนตั้งแต่เนิ่นๆ?

นับตั้งแต่เธอเกิดใหม่ ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปตามครรลองเหมือนชาติก่อน ข้อได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเธอคือความสามารถในการหยั่งรู้อนาคต ดังนั้น ตัวแปรที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันนี้จึงทำให้เธอให้ความสำคัญ

ลงไปดูหน่อย

อันหนานลงมาข้างล่าง พบว่าคนที่ร้องโวยวายคือชายหัวเกรียนห้อง 1301 เจ้านั่นรู้ว่าลุงอ้วนข้างห้อง เพิ่งจะซื้อหมูครึ่งตัวมาเก็บไว้ก่อนฝนตกหนัก แถมยังซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและบะหมี่เส้นมาในราคาสูงลิ่ว จึงย่องเข้าไปขโมยของในบ้าน

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในบ้านเหลือน้อยแล้ว แต่ในครัวกลับมีเนื้ออบแห้งทอดไว้มากมาย เนื่องจากตู้เย็นใช้การไม่ได้หลังไฟดับ เนื้อสัตว์จึงถูกนำมาทำเป็นเนื้ออบแห้งเพื่อให้เก็บรักษาได้นาน

ชายหัวเกรียนตื่นเต้นรีบยัดเนื้ออบแห้งใส่กระเป๋า ในที่สุดก็ไม่ต้องอดอยากแล้ว!

ขณะที่กำลังยัดอยู่นั้น พลันสังเกตเห็นใบหู

หูคน

ชายหัวเกรียนตกใจจนหน้าซีด เมื่อมองดูอีกครั้ง ก็เห็นนิ้วมือปะปนอยู่ในเนื้ออบแห้งด้วย!

นี่มันเนื้อ…คน?!

ความกลัวอย่างสุดขีดทำให้เขากรีดร้องออกมาทันที เสียงกรีดร้องปลุกให้ลุงอ้วนที่กำลังหลับสบายตื่นขึ้น ลุงอ้วนลุกขึ้นจากเตียงด้วยความตกใจ วิ่งตามเสียงไปยังห้องครัว

"แกทำอะไรน่ะ!"

ชายหัวเกรียนเห็นเจ้าของบ้านมาก็ตกใจจนตัวสั่น เดิมทีเห็นว่าผู้ชายคนนี้อ้วนท้วนสมบูรณ์ นึกว่าเป็นคนซื่อๆ ที่ไหนได้กลับซ่อนศพไว้ในบ้าน

ก่อนหน้านี้เขายังบอกว่ากำลังสับหมูอยู่กับเมีย แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่ามันไม่ใช่หมู แต่มันกำลังชำแหละศพ!

คิดได้ดังนั้น เขาก็หวาดผวาเมื่อนึกได้ว่าตอนที่พวกมันกำลังชำแหละศพ เขายังไปเคาะประตูเตือนไม่ให้ส่งเสียงดังรบกวน… น่ากลัวเกินไปแล้ว!

ในขณะนั้น ชายหัวเกรียนมองหน้าลุงอ้วนแล้วรู้สึกขนลุกขนพอง

ทันใดนั้นก็มีผู้หญิงงัวเงียเดินออกมาจากห้องนอน

"พี่ซุน มีอะไรเหรอคะ?"

ผู้หญิงคนนั้นดูอ่อนกว่าลุงอ้วนประมาณสิบปี รูปร่างองค์เอวได้สัดส่วน

ชายหัวเกรียนมองอย่างละเอียด นี่มันไม่ใช่เมียของบ้านนี้นี่นา… นี่มันโจ่งแจ้งเกินไปแล้ว เมียน้อยเข้ามาอยู่ในบ้านอย่างเปิดเผยเลยเหรอ?

เป็นไปไม่ได้นี่นา ผู้ชายคนนี้เป็นที่รู้กันว่าเป็นคนกลัวเมียไม่ใช่เหรอ

เดี๋ยวนะ… หรือว่า!

ชายหัวเกรียนรู้แล้วว่าเนื้ออบแห้งพวกนั้นเป็นเนื้อใคร

เมียเขา?!

เขารู้สึกเย็นเยียบไปทั้งตัว คว้ามีดทำครัวบนเขียงมาแกว่งไปมาอย่างแรง

"ผมเตือนพวกคุณแล้วนะ! อย่าเข้ามา!"

"พวกคุณมันวิปริต กินเนื้อคน! ผมจะสู้ตาย!"

ทั้งสองคนเห็นท่าทางแกว่งมีดอย่างบ้าคลั่งของเขา ไม่กล้าเข้าไปใกล้ ผู้หญิงคนนั้นยิ่งตกใจจนร้องลั่น เขาจึงวิ่งหนีออกมาจากประตูได้อย่างราบรื่น

ตอนที่ลุงอ้วนวิ่งตามออกไป เขาก็วิ่งกลับไปถึงบ้านตัวเองแล้ว

ผู้หญิงคนนั้นพูดอย่างตื่นตระหนกว่า "พี่ซุน ทำยังไงดี? มีคนมาเห็นแล้ว"

ผู้ชายคนนั้นโอบเธอไว้ "ไม่เป็นไร ยังไงตอนนี้เขาก็แจ้งตำรวจไม่ได้ อีกหน่อยเนื้อก็หมดแล้ว จะเหลือหลักฐานอะไร"

"นั่นสินะ" ผู้หญิงคนนั้นวางใจ "ถ้ามีตำรวจมา ก็บอกว่าเมียพี่ลงไปหาสิ่งของแล้วหายตัวไป ตอนนี้ไม่มีกล้องวงจรปิดอยู่แล้ว"

"เสี่ยวอวี่ของพี่ฉลาดจริงๆ ไปเถอะ กลับไปนอนกัน"

ว่าไปแล้วสองคนนี้ก็หน้าด้านไม่เบา

ผู้ชายชื่อซุนเผิง เดิมทีเป็นคนธรรมดา แต่โชคดีที่ปากหวานจึงได้แต่งงานกับเมียที่ทำธุรกิจเก่ง เมียมีเงิน ฐานะทางสังคมของเขาก็สูงขึ้นตามไปด้วย แต่เขากลับมีจิตใจไม่ซื่อ ตรงเข้ามายุ่งกับหวังเสี่ยวอวี่เพื่อนร่วมงานใหม่ในบริษัท แถมยังพาเข้าบ้าน

ภรรยาที่กลับบ้านก่อนเวลามาพบเข้า จึงคุกเข่าขอโทษ ภรรยาโกรธจัด ยืนกรานจะหย่ากับเขา ให้เขาตัวเปล่าเล่าเปลือย เขาจึงโมโหหน้ามืด คว้ามีดฆ่าเธอในระหว่างการทะเลาะวิวาท

เดิมทีตั้งใจจะชำแหละศพแล้วนำไปทิ้งตามภูเขาเป็นส่วนๆ แต่ยังไม่ทันได้ทิ้งศพ ภัยพิบัติทางธรรมชาติก็มาถึง กักขังคนสองคนและศพไว้ในบ้าน

พวกเขากลัวว่าศพจะส่งกลิ่นเหม็น จึงนำไปทอดให้แห้ง

เสบียงอาหารเหลือน้อยลงเรื่อยๆ แต่เนื้อกลับยิ่งทอดหอมมากขึ้นเรื่อยๆ สถานการณ์ภายนอกยิ่งเลวร้ายลงเรื่อยๆ ทั้งสองคนจึงเกิดความคิดชั่วร้ายขึ้นมาในที่สุด เนื้อพวกนี้ตอนที่เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง จะต่างอะไรกับเนื้อวัวอบแห้ง?

นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาความหิวโหยแล้ว ยังช่วยทำลายหลักฐานได้ดีกว่าอีกด้วย

จึงเกิดเหตุการณ์วันนี้ขึ้น

อันหนานหลบอยู่ตรงมุมบันได ได้ยินเรื่องราวทั้งหมด เธอไม่ได้ตกใจเท่าชายหัวเกรียน ในชาติที่แล้วเธอเห็นความมืดมิดในจิตใจคนมามากเกินไปแล้ว ในช่วงท้ายของวันสิ้นโลกถึงขั้นมีการแลกเปลี่ยนลูกเพื่อเอาชีวิตรอด การวิพากษ์วิจารณ์ความดีความชั่วของอีกฝ่าย สู้หลีกหนีให้ไกลแต่เนิ่นๆ ไม่ได้ ในวันสิ้นโลกที่ไม่มีกฎหมายควบคุม คนพวกนี้จะยิ่งทำอะไรตามอำเภอใจมากขึ้น

อันหนานเดินกลับบ้านพลางคิด ชาติที่แล้วรู้แค่ว่าผู้ชายห้อง 1302 ชอบยุแยงตะแคงรั่ว แต่ไม่มีใครรู้ว่าเขายังฆ่าเมียตัวเองอีกด้วย ทำไมชาติ นี้ถึงถูกชายหัวเกรียนมาเจอเข้าได้?

ที่จริงแล้วอันหนานไม่รู้ว่า นี่คือผลกระทบผีเสื้อที่เกิดจากการที่เธอเกิดใหม่ ในชาติที่แล้วเธอไม่ได้แตกหักกับไป๋เหวินปินพี่น้อง แถมยังรับเลี้ยงพวกเขาไว้ พี่น้องตระกูลหลิวจึงไม่ได้มางัดห้อง 1402 หมู่บ้านจึงไม่วุ่นวายเร็วขนาดนี้ ตอนที่คนแอบเข้ามางัดแงะบ้าน ซุนเผิงกินเนื้ออบแห้งไปเกือบหมดแล้ว…

แต่ในชาตินี้กลับถูกชายหัวเกรียนมาเจอเข้าอย่างจัง

เขาวิ่งกลับบ้านอย่างหอบหายใจ

นั่งลงบนโซฟาอย่างหมดแรง

ผู้หญิงคนหนึ่งงัวเงียเดินออกมาจากห้องนอน "ที่รัก เมื่อกี้เสียงอะไรน่ะ? ไม่นอนมานั่งทำอะไรตรงโซฟา"

"เมีย!"

ชายหัวเกรียนเห็นชูเพ่ยเพ่ยภรรยา ก็โผเข้ากอดทั้งน้ำตา

"เมีย! ตกใจแทบแย่!"

เขาสั่นเทาเล่าเรื่องที่ได้ยินได้เห็นจากห้อง 1302 ให้ฟัง

ชูเพ่ยเพ่ยเบิกตากว้างด้วยความตกใจ "มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ?!"

เธอเพิ่งตั้งครรภ์ได้สามเดือน ช่วงต้นของการตั้งครรภ์จะง่วงนอนมาก นอนหลับสนิทมาตลอดทั้งคืน เพิ่งจะตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วพบว่าสามีไม่อยู่ข้างๆ

"ที่รัก ฉันบอกแล้วไงว่าอย่าไปเลียนแบบพวกนั้นงัดแงะบ้านคนอื่น"

"มันอันตรายนะ! ยังดีที่คุณไม่เป็นอะไร"

"เราไม่ขโมยไม่ปล้น พึ่งตัวเองก็พอ พรุ่งนี้เราค่อยพายกะละมังออกไปหาของกันต่อ"

ชายหัวเกรียน "แต่ว่าคุณยังท้องอยู่นะ…"

"กลัวอะไร ยังไม่เห็นท้องเลย ลูกของฉันไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น"

คิดดูแล้วเธอก็พูดอีกว่า "ตอนนี้สถานการณ์วุ่นวาย เรื่องของห้อง 1302 เก็บไว้ในใจก่อน อย่าเพิ่งไปป่าวประกาศที่ไหน หลังจากนี้จำไว้ว่าให้อยู่ห่างๆ เขาไว้ คอยระวังตัวด้วย"

ชายหัวเกรียนพยักหน้า "ครับ ผมรู้แล้ว"

เวลาผ่านไปสองสามวัน

หมู่บ้านก็เงียบลงในที่สุด

ท้ายที่สุดไม่ว่าจะแย่งชิงกันไปมาอย่างไร อาหารในหมู่บ้านก็มีอยู่แค่นั้น ไม่นานก็ไม่มีอะไรให้แย่งชิงกันแล้ว ทุกคนอดอยากปากแห้งเหมือนกันหมด

แต่ยังดีที่ฝนหยุดตกหลังจากที่น้ำท่วมถึงชั้นหก เมฆดำมลายหายไป ท้องฟ้าก็สว่างขึ้น แม้ว่าเมืองจะยังคงจมอยู่ใต้น้ำ แต่ผู้คนก็เหมือนเห็นความหวัง ต่างพากันออกไปหาเสบียงอาหารอย่างขะมักเขม้น

ชั่วขณะหนึ่ง บนผิวน้ำเต็มไปด้วยกะละมังพลาสติก อ่างอาบน้ำ ฯลฯ ที่บรรทุกผู้คน

บางคนเจอมันฝรั่งทอดกรอบลอยอยู่ในน้ำ บางคนเก็บแตงโมที่แช่น้ำจนไม่รู้ว่าจะกินได้หรือเปล่า…

ยังมีคนไปเจอเรือคายัคของบริษัทอุปกรณ์เดินป่ามากมายในอาคารสำนักงานด้านนอก

ส่วนที่เหลือก็เอามาขายให้เพื่อนบ้าน ไม่รับเงิน รับแต่ธัญพืช

ความสามารถในการเอาชีวิตรอดของมนุษย์อาจจะไม่เก่งเท่าแมลงสาบ แต่ก็แข็งแกร่งมากเช่นกัน

อันหนานเฝ้าดูอยู่สองวัน มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นผู้คนไปมา ก็คิดว่าถึงเวลาออกไปเดินเล่นบ้างแล้ว