ตอนที่ 20
**บทที่ 20 เหมียวตง (ซ่อนกายในเหมันต์)**
อวี๋เซียวเซียวอ้าปากเตรียมกล่าว แต่เสิ่นเย่ก็ชิงเอ่ยขึ้นก่อน "ท่านแม่ขอรับ เป็นความผิดของข้าเอง ที่มิอาจแบกรับภาระเลี้ยงดูครอบครัว ทำให้ท่านแม่ต้องเหนื่อยยาก มิหนำซ้ำยังละเลยการศึกษา ลูกชายผู้นี้ละอายใจต่อท่านแม่ ทั้งยังละอายต่อวิญญาณของท่านพ่อที่อยู่บนสวรรค์..." อวี๋เซียวเซียวถึงกับตะลึงงันกับคำพูดของเสิ่นเย่ รู้สึกผิดขึ้นมาในใจ เห็นทีนางคงจะกล่าวหนักเกินไป ทำร้ายจิตใจน้อยๆ ของเด็กคนนี้
"ท่านแม่ ข้าตั้งใจจะทำกระบะทรายสองอัน เพื่อฝึกเขียนอักษรกับน้องชาย"
อวี๋เซียวเซียวพยักหน้าหงึกๆ "อ้อ ดีๆ เย่เอ๋อร์ แม่..."
"ท่านแม่ เย่เอ๋อร์จะตั้งใจฝึกเขียนอักษรอย่างแน่นอน จะไม่ทำให้ท่านแม่ผิดหวังเป็นอันขาด"
อวี๋เซียวเซียวยังมิทันกล่าวคำปลอบโยน ก็ถูกคำพูดหนักแน่นของเสิ่นเย่ขัดเสียก่อน เมื่อได้ฟังคำพูดที่แน่วแน่ของบุตรชาย อวี๋เซียวเซียวก็มิรู้จะกล่าวสิ่งใดอีก ได้แต่ปิดปากเงียบ คิดในใจว่าเข้าใจผิดก็ช่างปะไร กระบวนการมิสำคัญ สิ่งสำคัญคือผลลัพธ์ หากผลลัพธ์ออกมาดีก็เป็นอันใช้ได้
เสิ่นเย่ก็เป็นคนลงมือทำโดยพลัน รีบพาน้องชายลงมือทำ อวี๋เซียวเซียวเกาหนังศีรษะ ลุกขึ้นอย่างเชื่องช้าไปทำธุระของตนเอง
ในห้อง นางนั่งลูบคลำกงล้อปั่นด้ายและกี่ทอผ้า พลางหวนรำลึกถึงข้อมูลที่เคยดูในชาติก่อน
เมื่อทบทวนจนแน่ใจว่ามิมีสิ่งใดตกหล่น อวี๋เซียวเซียวก็ไปนำต้นปอกระเจาที่เก็บกลับมาก่อนฤดูหนาวเข้ามาในห้องทั้งหมด แล้วเริ่มลอกเปลือกปอกระเจา
ลอกได้ไม่นาน อวี๋เซียวเซียวก็เห็นว่านิ้วมือเริ่มเปลี่ยนสี จึงคิดแล้วหยิบถุงมือคู่หนึ่งออกมาจากเกม พร้อมทั้งฟิล์มถนอมอาหาร
ห่อหุ้มนิ้วมืออย่างระมัดระวัง สวมถุงมือ ยกถังน้ำมาวางไว้ข้างกาย ใช้ผ้าเก่าที่เหลืออยู่จากเสื้อผ้าเก่าๆ คลุมไว้บนตัก จึงเริ่มลอกเปลือกปอกระเจาต่อไป
เมื่อลอกได้จำนวนหนึ่ง ใช้แผ่นไม้ไผ่กดทับเปลือกปอกระเจา ขูดออกจากแผ่นไม้กระดานแล้วคลี่ออก จากนั้นจึงจัดเรียงให้เข้าที่แล้วมัดไว้ แช่ลงในน้ำ
เพียงขั้นตอนเดียว อวี๋เซียวเซียวก็ยุ่งวุ่นวายไปทั้งวัน อาหารการกินล้วนเป็นเสิ่นเย่ที่จัดการ
หลังจากแช่น้ำจนนุ่มแล้ว ก็สะเด็ดน้ำอย่างง่ายๆ ค่อยๆ ใช้กงล้อปั่นด้ายปั่นให้เป็นเส้นด้าย แล้วมัดรวมกัน
รอจนตากแห้งสนิท อวี๋เซียวเซียวก็เริ่มลงแป้งบนเส้นด้ายปอกระเจา เพื่อให้เส้นด้ายมีความเหนียวและลื่นมากยิ่งขึ้น
เมื่อลงแป้งแล้ว เส้นด้ายปอกระเจาก็สามารถนำมาทอผ้าได้ การทอผ้านั้นเป็นงานที่ละเอียดอ่อน อวี๋เซียวเซียวในตอนแรกยังไม่คุ้นเคย ต้องกลับไปกลับมาอยู่เสมอ กว่าหนึ่งเดือนผ่านไปจึงทอผ้าได้เพียงผืนเดียว
จากข้อมูลในชาติก่อน โดยทั่วไปแล้วหนึ่งเดือนจะสามารถทอผ้าได้หนึ่งผืนครึ่งถึงสองผืน แต่อวี๋เซียวเซียวต้องทำงานล่วงเวลาทั้งวันทั้งคืนจึงจะสำเร็จได้เพียงเท่านี้
แม้กระทั่งการทำอาหารก็มอบให้เสิ่นเย่จัดการทั้งหมด ถึงกระนั้นก็ได้ผ้ามาเพียงผืนเดียวเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นเพียงผ้าดิบที่ยังมิได้ย้อมสี เป็นสีเหลืองอมน้ำตาล เมื่อสัมผัสจะรู้สึกหยาบเล็กน้อย นอกนั้นก็ถือว่าดี
เพียงแต่ผ้าชนิดนี้เป็นผ้าที่ถูกที่สุด ผืนหนึ่งขายได้เพียง 300 เหวิน เท่านั้น กล่าวได้ว่าหนึ่งเดือนเงินที่ได้มายังไม่พอค่าอาหาร แม้ว่ากินแต่อาหารหยาบก็เพียงพอสำหรับสามคนในครอบครัว
อวี๋เซียวเซียวถอนหายใจ ตั้งเป้าหมายเล็กๆ ให้กับตนเอง เดือนนี้จะต้องทอผ้าให้ได้สองผืน
หลังจากรับประทานอาหารเย็น อวี๋เซียวเซียวก็ทอผ้าต่อไป เสิ่นเย่เติมถ่านหินลงในเตา กับน้องชายเสิ่นชี ต่างคนต่างมีกระบะทรายคนละอัน ใช้กิ่งไม้เล็กๆ ฝึกเขียนอักษร
ท้องฟ้าค่อยๆ มืดลง เสิ่นเย่รีบจุดเทียนไขให้ท่านแม่ของตน วางไว้ใกล้ๆ กลัวว่าอวี๋เซียวเซียวจะทำงานหนักจนเสียสายตา
ตนเองไปทำอาหารเย็น ให้น้องชายฝึกเขียนอักษรต่อไป
เมื่ออาหารเย็นเสร็จ อวี๋เซียวเซียวก็รับประทานอาหารเย็นแล้วทำงานต่อไป เสิ่นเย่เก็บกวาดชาม
เมื่อพระจันทร์ขึ้นสู่ท้องฟ้า อวี๋เซียวเซียวหาวออกมา มองดูเด็กทั้งสองที่ยังอยู่เป็นเพื่อนตนเอง รีบให้เด็กๆ ไปพักผ่อน ตนเองก็ง่วงแล้วเช่นกัน
ในบรรยากาศเช่นนี้ ชีวิตดำเนินไปอย่างสบาย เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว อวี๋เซียวเซียวทำงานเสร็จล่วงหน้าหนึ่งวัน
อวี๋เซียวเซียวตั้งใจจะพักผ่อนสักสองสามวันแล้วค่อยทำต่อ การนั่งทอผ้าตลอดเวลานั้นน่าเบื่อหน่ายเกินไป อวี๋เซียวเซียวเริ่มนั่งไม่ติดแล้ว
วันนี้ อวี๋เซียวเซียวกับเสิ่นเย่และเสิ่นชีสามคนล้อมรอบเตาผิงกินอาหารกระป๋อง พลันได้ยินเสียงคนเรียกตนเองอยู่หน้าประตู อวี๋เซียวเซียวสงสัยว่าเป็นใคร ในช่วงฤดูหนาวเช่นนี้ไม่ซ่อนกายในเหมันต์ ยังมาเยี่ยมเยียนกันอีก รีบเก็บอาหารกระป๋องอย่างคล่องแคล่ว
จึงสวมเสื้อคลุมผ้าฝ้ายออกไปเปิดประตูรั้วไม้ไผ่ ดูว่าเป็นใคร
เนื่องจากรั้วไม้ไผ่ของตนเองนั้นทำไว้อย่างหนาแน่นและสูง จึงมองไม่เห็นจากภายนอกเข้าไปในลาน มองไม่เห็นจากภายในลานออกไปภายนอก
เมื่อเปิดประตูออกก็เห็นว่าเป็นพี่สะใภ้หลัว อวี๋เซียวเซียวรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย นางจำได้ว่าบ้านของพี่สะใภ้หลัวอยู่ใกล้กับบ้านผู้ใหญ่บ้าน ค่อนข้างไกลจากบ้านของตนเอง โดยปกติแล้วไม่มีธุระอะไรก็จะไม่มา
วันนี้จู่ๆ ก็มา เห็นทีจะมีเรื่องอะไร
อวี๋เซียวเซียวคิดในใจ แต่บนใบหน้ากลับยิ้มแย้มเชื้อเชิญให้เข้ามาในบ้าน "พี่สะใภ้หลัว มาได้อย่างไร เข้ามาเร็วเข้า ข้างนอกหนาวมาก ในบ้านมีเตาผิง อุ่นร่างกายก่อน" พี่สะใภ้หลัวหนาวจนหน้าแดงก่ำ กระทืบเท้า เมื่อได้ยินคำพูดของอวี๋เซียวเซียวก็ไม่เกรงใจ รีบก้าวเท้าเข้าไปในบ้านตรงไปยังห้องโถง
อวี๋เซียวเซียวปิดประตูรั้ว ดึงเสื้อคลุมผ้าฝ้ายให้กระชับก็รีบเข้าไปในห้องเช่นกัน หนาวจนแทบตาย
ในห้อง เสิ่นเย่มองเห็นพี่สะใภ้หลัวเข้ามาในห้องก็ทักทายอย่างสุภาพ "ท่านป้าหลัวเชิญนั่ง ข้าจะตักน้ำร้อนให้ท่านดื่มให้อุ่น"
บนเตามีหม้อเหล็กวางอยู่ตลอดเวลา ต้มน้ำอยู่พอดี ตักน้ำร้อนให้พี่สะใภ้หลัวดื่มให้อุ่นมือ
อวี๋เซียวเซียวเข้ามาในห้องปิดประตู จึงสั่นเสื้อคลุมผ้าฝ้าย วางไว้ข้างเตียง ยกเก้าอี้มานั่งข้างเตาผิงผิงไฟ
"พี่สะใภ้หลัวมาวันนี้มีธุระอะไรหรือเจ้าคะ ในช่วงฤดูหนาวเช่นนี้เดินทางมาลำบากแท้"
พี่สะใภ้หลัวคลายความหนาวลงได้บ้างแล้ว ลูบหน้าแล้วจึงยิ้มกล่าว "นี่ก็ซ่อนกายในเหมันต์ไม่มีอะไรทำ มิใช่หรืออย่างไร สามีของข้าทำครกหินเอง ข้าคิดว่าว่างๆ ก็ว่างเปล่า สู้ทำเต้าหู้ขายเสียเลย ในช่วงฤดูหนาวให้ชาวบ้านได้มีอาหารเพิ่มสักหน่อย"
อวี๋เซียวเซียวพยักหน้า เข้าใจแล้วว่าขายเต้าหู้เพื่อดึงดูดลูกค้า อวี๋เซียวเซียวให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี "ดีจริงๆ ในช่วงฤดูหนาวไม่มีผักอะไร กินเต้าหู้ก็พอดี เพียงแต่ไม่ทราบว่าเต้าหู้ของพี่สะใภ้ขายอย่างไร"
พี่สะใภ้หลัวยิ้มกล่าว "ขายอะไรกัน ใช้ถั่วแลกก็พอแล้ว ถั่วหนึ่งชามหยาบแลกได้สองก้อน"
อวี๋เซียวเซียวพยักหน้าก็ไม่เลว ถั่วหนึ่งชามหยาบประมาณครึ่งชั่ง เต้าหู้สองก้อนก็ประมาณครึ่งชั่งเช่นกัน กล่าวคือได้กำไรครึ่งชั่งเต้าหู้
"ตกลง ข้ารู้แล้ว สองวันนี้พอดีจะแลกมากินสักสองก้อน แก้ความอยาก"
พี่สะใภ้หลัวกล่าวจบแล้ว แต่ไม่มีทีท่าว่าจะกลับเลย ถือชามดื่มน้ำ มองสำรวจไปรอบๆ ห้อง มองเห็นกงล้อปั่นด้ายที่มุมห้อง และผ้าที่ทอไปได้ครึ่งหนึ่งบนกี่ทอผ้าก็เกิดความสนใจ
"เซียวเม่ย เจ้ายังทอผ้าเป็นด้วยหรือ"
อวี๋เซียวเซียวมองตามสายตาของพี่สะใภ้หลัวไป มองแล้วยิ้มอย่างเขินอาย "ใช่แล้วเจ้าค่ะ นี่ก็ซ่อนกายในเหมันต์ไม่มีอะไรทำ ก็คิดเหมือนกับพี่สะใภ้ ทำอะไรสักหน่อยหารายได้พิเศษ"
"อ้อ เจ้าก็ขายด้วยหรือ" พี่สะใภ้หลัวถามอย่างตื่นเต้น
อวี๋เซียวเซียวพยักหน้า "อืม ท่านก็เห็นแล้ว ข้าทำแต่ผ้าดิบ ไปที่ร้านขายผ้าผืนหนึ่งก็ได้แค่ 300 เหวิน จะขายที่ไหนก็เหมือนกัน"
"ก็จริง ขายในหมู่บ้านยังช่วยประหยัดค่าเดินทาง น้องสาวผ้าของเจ้าขายเมตรละเท่าไหร่ พี่สะใภ้ว่าจะซื้อไปตัดเสื้อผ้าให้คนในบ้านสักหน่อย" พี่สะใภ้หลัวถามอย่างหยั่งเชิง
อวี๋เซียวเซียวกัดฟันตั้งใจจะซื้อ ผ้าดิบที่ร้านขายผ้าเมตรละสี่เหวิน
อวี๋เซียวเซียวหัวเราะ "เมตรละ 3 เหวิน ผ้าดิบก็ราคานี้แหละเจ้าค่ะ พี่สะใภ้จะเอาเท่าไหร่หรือเจ้าคะ"
พี่สะใภ้หลัวกัดฟันตั้งใจจะซื้อ "30 เมตรเถอะ"
"ตกลง พี่สะใภ้รอก่อน ข้าจะตัดให้เดี๋ยวนี้" อวี๋เซียวเซียวตัดผ้าตามที่พี่สะใภ้หลัวต้องการ พับแล้วส่งให้พี่สะใภ้หลัว
พี่สะใภ้หลัวรับไป จึงนึกขึ้นได้ว่าเต้าหู้ในตะกร้ายังไม่ได้ให้แก่อวี๋เซียวเซียว จึงกล่าว "แหม ข้าลืมไปเสียสนิท..."