ตอนที่ 1
คำโปรย: เพิ่งทะลุมิติมา ข้าก็กลายเป็นพระชายาที่ถูกใส่ร้ายว่าเป็นคนวางยาท่านอ๋อง ถูกคนทั้งจวนรังเกียจ และรอวันถูกลงโทษถึงตาย
ไม่มีผู้ใดเชื่อในความบริสุทธิ์ของข้า...
แต่พวกเขาไม่รู้ว่า ข้าพก "มิติครัวเทพ" จากโลกอนาคตติดตัวมาด้วย วัตถุดิบทุกชนิดในนั้นสามารถปรุงเป็นทั้งโอสถล้ำค่าและอาหารบำรุงชีวิตได้
ในเมื่อพวกมันใช้พิษทำลายข้า เช่นนั้นข้าก็จะใช้อาหารรักษาผู้คน
จากพระชายาที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกร ข้าค่อย ๆ พิสูจน์ตัวเองด้วยฝีมือการปรุงอาหารและการรักษา จนผู้คนยอมรับ และแม้แต่ท่านอ๋องผู้เคยเย็นชา ก็เริ่มมองเห็นความจริงที่ไม่มีใครกล้ายอมรับ
ส่วนคนที่เคยใส่ร้าย...
วันหนึ่งพวกมันจะต้องชดใช้ต่อหน้าผู้ที่เคยคิดกำจัด
***บทที่ 1: ลานประหารในจวนอ๋อง***
ความเจ็บปวดรวดร้าวแล่นพล่านจากข้อมือและข้อเท้าที่ถูกเชือกป่านมัดตรึง เสิ่นว่านชิงพยายามลืมตาขึ้นสู้แสงแดดยามบ่ายที่สาดส่องอย่างแรงกล้า กลิ่นคาวเลือดจางๆ และไอเย็นเยียบของพื้นศิลาบอกนางว่าที่นี่ไม่ใช่โรงพยาบาลที่นางเพิ่งเข้าเวรมาเมื่อครู่
เบื้องหน้าคือลานกว้างกลางจวนหลังใหญ่ที่โอ่อ่าแต่กลับแฝงกลิ่นอายแห่งความตาย ทหารยามในชุดเกราะยืนเรียงรายเป็นทิวแถวด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก สายตานับสิบคู่ของเหล่าบ่าวไพร่ที่มุงดูอยู่ห่างๆ เต็มไปด้วยความเกลียดชัง สมเพช และสาปแช่ง
นางอยู่ในร่างของสตรีผู้อื่น... และดูเหมือนว่าเจ้าของร่างเดิมเพิ่งก่อเรื่องร้ายแรงจนฟ้าดินมิอาจให้อภัย
“บังอาจ! สตรีแพศยาเช่นเจ้ายังกล้าลืมตาขึ้นมาอีกรึ!” เสียงแหลมเล็กบาดหูของผู้ที่ยืนอยู่ไม่ไกลดังขึ้น พร้อมกับร่างระหงในอาภรณ์สีชมพูอ่อนที่ก้าวเข้ามาใกล้ นางคือซูหว่านเอ๋อร์ อนุภรรยาคนโปรดของอวิ๋นชินอ๋อง
เสียงจอแจรอบข้างเงียบกริบลงในบัดดล เมื่อเงาร่างสูงใหญ่สง่างามในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มปักดิ้นทองลายเมฆาก้าวออกมาจากโถงใหญ่ ทั่วทั้งร่างของเขาแผ่กลิ่นอายกดดันที่ทำให้ผู้คนมิกล้าหายใจแรง แม้ใบหน้าหล่อเหลาจะซีดเผือดไร้สีเลือด แต่ดวงตาคมกริบคู่นั้นกลับทอประกายเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปี
“แค่ก...แค่กๆ!”
เซียวอี้เฉินยกมือขึ้นป้องปาก ไออย่างรุนแรงจนตัวโยน โลหิตสีแดงสดสายหนึ่งไหลซึมออกมาจากมุมปากของเขา ชั่วขณะนั้น บรรยากาศทั่วทั้งลานพลันหนักอึ้งลงราวกับมีภูผาถล่มทับ
“ท่านอ๋อง!” ซูหว่านเอ๋อร์รีบรุดเข้าไปประคองด้วยสีหน้าตื่นตระหนกสุดขีด น้ำตาของนางไหลพราวดั่งไข่มุกร่วงหล่น “ท่านอ๋องเพคะ! พิษเหมันต์กลืนจิตกำเริบอีกแล้ว! ทั้งหมดเป็นเพราะนางสารเลวผู้นี้! ได้โปรด...ได้โปรดสั่งประหารนางเสียเถิดเพคะ! อย่าให้นางมีโอกาสได้ทำร้ายท่านอ๋องอีกเลย!”
ทุกถ้อยคำของซูหว่านเอ๋อร์คือการสาดน้ำมันเข้ากองเพลิง เซียวอี้เฉินปัดมือนางออกเบาๆ ก่อนจะหันสายตาอำมหิตมายังเสิ่นว่านชิงที่คุกเข่าอยู่บนพื้น
“เสิ่นว่านชิง... เปิ่นหวาง*ไว้ใจให้เจ้าดูแลเรื่องยาบำรุง แต่เจ้ากลับใช้โอกาสนี้ลอบวางยาพิษสังหารเปิ่นหวาง” น้ำเสียงของเขาแหบพร่าแต่เต็มไปด้วยเจตนาฆ่าฟัน “ใจเจ้าช่างอำมหิตนัก!”
เสิ่นว่านชิงเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาตรงๆ ในฐานะแพทย์พิษวิทยาอันดับต้นๆ ของยุคสมัยที่นางจากมา แค่เพียงได้ยินชื่อ ‘พิษเหมันต์กลืนจิต’ และเห็นอาการกระอักเลือดของเขา ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมและองค์ความรู้ของนางก็ผสานรวมกันในบัดดล
“ข้าไม่ได้ทำ” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่งจนน่าประหลาดใจ แม้ร่างกายจะสั่นสะท้านจากความเจ็บปวดและความหนาวเหน็บ
“หุบปาก!” ซูหว่านเอ๋อร์ชี้หน้านาง “หลักฐานมัดตัวถึงเพียงนี้ เจ้ายังกล้าปฏิเสธอีกหรือ! ถ้วยยาที่เจ้าประคองมากับมือ หมอหลวงก็ตรวจพบยาพิษแล้ว!”
“ท่านอ๋อง... โปรดมีรับสั่งด้วยเถิดเพคะ!” นางหันไปอ้อนวอนเซียวอี้เฉินอีกครั้ง “อย่าได้หลงเชื่อคำพูดของนางงูพิษนี่เลย!”
เซียวอี้เฉินจ้องลึกลงไปในดวงตาของเสิ่นว่านชิง สตรีที่เคยอ่อนแอและหวาดกลัวเขาทุกครั้งที่พบหน้า บัดนี้กลับมีแววตาที่เด็ดเดี่ยวและท้าทายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“ทหาร!” เขาสั่งเสียงเย็น “ลากตัวไปประหาร!”
สิ้นคำสั่ง ทหารยามสองนายก็ก้าวออกมาจากแถว ดาบยาวในมือสะท้อนเงาอันเย็นเยียบพร้อมจะปลิดชีวิตนางได้ทุกเมื่อ
“ช้าก่อน!” เสิ่นว่านชิงตะโกนสุดเสียง “ท่านอ๋อง! ท่านคือแม่ทัพผู้ผ่านสมรภูมินับร้อย ชนะศึกมานับครั้งไม่ถ้วนด้วยสติปัญญาและความรอบคอบ แต่เหตุใดวันนี้กลับตัดสินโทษประหารคนเพียงเพราะคำพูดของอนุภรรยาและหลักฐานที่ยังเต็มไปด้วยข้อกังขา!”
คำพูดของนางทำให้เซียวอี้เฉินชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาของเขาหรี่ลงอย่างอันตราย “เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
“ท่านอ๋องกล่าวว่าข้าลอบวางยาในถ้วยยาบำรุงใช่หรือไม่” เสิ่นว่านชิงกล่าวอย่างไม่เกรงกลัว “เช่นนั้นข้าขอทอดพระเนตรถ้วยยานั้นได้หรือไม่เพคะ!”
ซูหว่านเอ๋อร์หน้าซีดเผือด “นางเพียงต้องการถ่วงเวลาเท่านั้นเพคะท่านอ๋อง!”
แต่เซียวอี้เฉินกลับโบกมือเป็นสัญญาณให้มู่ไป๋ องครักษ์เงาคนสนิทที่ยืนอยู่ข้างกายนำของกลางมา มู่ไป๋คำนับรับคำสั่งก่อนจะหายตัวไปชั่วพริบตาและกลับมาพร้อมถาดไม้ที่วางถ้วยกระเบื้องเคลือบใบหนึ่งซึ่งมีคราบยาแห้งกรังติดอยู่
“ท่านอ๋องโปรดดู” เสิ่นว่านชิงกล่าวต่อเมื่อถ้วยยาถูกวางลงตรงหน้า “พิษเหมันต์กลืนจิตเป็นพิษไร้สีไร้กลิ่น แต่มีคุณสมบัติกัดกร่อนโลหะและทำปฏิกิริยากับสมุนไพรบางชนิดจนเกิดเป็นตะกอนสีดำคล้ำ แต่ในกากยาที่เหลืออยู่ก้นถ้วยนี้ กลับมีเพียงสีน้ำตาลเข้มของตัวยาบำรุงตามปกติ”
นางหยุดหายใจเล็กน้อย ก่อนจะชี้ไปที่อาการของเขา “อีกทั้งพิษเหมันต์กลืนจิต เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะทำให้เส้นชีพจรเย็นเฉียบจนเป็นน้ำแข็ง ลมปราณแตกซ่าน ผู้ถูกพิษจะมีสภาพคล้ายคนใกล้ตาย ไม่ใช่แค่อาการไอและกระอักเลือดเช่นนี้ อาการของท่านอ๋อง... ไม่ตรงกับตำราพิษแม้แต่น้อย!”
ทั่วทั้งลานเงียบกริบ มีเพียงเสียงลมหายใจที่สั่นระรัวของซูหว่านเอ๋อร์ ทุกสายตาจับจ้องไปที่เซียวอี้เฉิน รอคอยคำตัดสินของเขา
เซียวอี้เฉินขมวดคิ้ว แม้จะเกลียดชังสตรีตรงหน้าจนแทบอยากจะบีบคอนางให้ตายคามือ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่นางพูดมานั้นมีเหตุผล เขาเองก็รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างในร่างกายเช่นกัน มันไม่ใช่ความรู้สึกเจ็บปวดรุนแรงเหมือนที่เคยถูกพิษในสมรภูมิ แต่เป็นความปั่นป่วนภายในที่ค่อยๆ กัดกินพลังของเขา
“เหลวไหลสิ้นดี! เจ้าไม่ใช่หมอ จะไปรู้อะไร!” ซูหว่านเอ๋อร์ยังคงไม่ยอมแพ้ “นางต้องกุเรื่องขึ้นมาเพื่อเอาตัวรอดแน่ๆ เพคะ!”
“เช่นนั้นก็ให้หมอหลวงมาพิสูจน์อีกครั้ง!” เสิ่นว่านชิงสวนกลับทันควัน “เชิญหมอหลวงทุกคนในเมืองหลวงมาเลยก็ได้! หากสิ่งที่ข้าพูดเป็นเท็จ ข้ายินดีรับโทษประหารโดยไม่ปริปากร้องขอชีวิตอีก!”
ความเด็ดเดี่ยวในน้ำเสียงของนางทำให้แม้แต่มู่ไป๋ที่ยืนนิ่งเป็นเงาอยู่ข้างกายนายเหนือหัวยังต้องเหลือบมองด้วยความประหลาดใจ
เซียวอี้เฉินจ้องมองเสิ่นว่านชิงนิ่งนานราวกับจะมองให้ทะลุไปถึงจิตวิญญาณ เขาไม่เชื่อว่านางจะมีความรู้เรื่องพิษลึกซึ้งถึงเพียงนี้ แต่ความมั่นใจในแววตาคู่นั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่คนใกล้ตายจะเสแสร้งทำได้ หากนางพูดจริง... นั่นหมายความว่าคนร้ายตัวจริงยังคงลอยนวลอยู่ในจวนแห่งนี้
การประหารนางตอนนี้ เท่ากับเป็นการตัดเบาะแสสำคัญทิ้งไป
“ท่านอ๋อง...” มู่ไป๋กระซิบเสียงเบา “สิ่งที่พระชายาตรัส... ก็มีเหตุผลอยู่บ้างพ่ะย่ะค่ะ การสืบสวนยังมีจุดน่าสงสัย หากคนร้ายเป็นผู้อื่น...”
คำพูดขององครักษ์คนสนิทเป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้าย เซียวอี้เฉินสูดลมหายใจลึก พยายามข่มความปั่นป่วนในอก
“ดี!” เขากล่าวเสียงเย็นชา “ในเมื่อเจ้าร้องขอความตายช้าลง เปิ่นหวางก็จะสนองให้!”
เขาสะบัดชายแขนเสื้ออย่างเกรี้ยวกราด “เปิ่นหวางให้เวลาเจ้าหนึ่งเดือน! ภายในหนึ่งเดือนนี้ เจ้าต้องหาตัวคนร้ายตัวจริงและหลักฐานมายืนยันความบริสุทธิ์ของตนเองให้ได้! หากทำไม่ได้... ไม่ใช่แค่เจ้า แต่เปิ่นหวางจะสั่งฝังคนทั้งตระกูลเสิ่นของเจ้าไปพร้อมกัน!”
เสิ่นว่านชิงกำหมัดแน่นใต้แขนเสื้อ หนึ่งเดือน... กับการหาตัวคนร้ายในจวนที่เต็มไปด้วยศัตรู มันแทบไม่ต่างจากการงมเข็มในมหาสมุทร แต่มันก็ยังดีกว่าการถูกตัดศีรษะในตอนนี้
“ข้า... รับคำท้า” นางตอบรับอย่างหนักแน่น
“ท่านอ๋อง! ไม่ได้นะเพคะ!” ซูหว่านเอ๋อร์ร้องออกมาอย่างลืมตัว ก่อนจะรีบสงบสติอารมณ์เมื่อเห็นสายตาเย็นชาของเซียวอี้เฉินตวัดมองมา
“ลากตัวนางไป!” เซียวอี้เฉินไม่แม้แต่จะชายตามองซูหว่านเอ๋อร์ เขาสั่งทหารยาม “นำตัวไปขังไว้ที่เรือนร้างท้ายจวน! ห้ามผู้ใดเข้าใกล้ ห้ามส่งข้าวส่งน้ำ จนกว่าจะได้รับคำสั่งจากเปิ่นหวาง!”
ทหารยามสองนายเข้ามาปลดเชือกแล้วกระชากร่างของเสิ่นว่านชิงให้ลุกขึ้น ก่อนจะลากนางผ่านสายตาสมเพชเวทนาและสาปแช่งของผู้คน มุ่งตรงไปยังเรือนร้างที่ว่ากันว่ามีภูตผีปีศาจสิงสู่อยู่ท้ายจวน
ขณะที่ร่างของนางกำลังจะลับหายไปจากลานกว้าง เสิ่นว่านชิงหันกลับมามองเซียวอี้เฉินเป็นครั้งสุดท้าย ในแววตาของนางไม่มีความหวาดกลัวอีกต่อไป มีเพียงประกายแสงแห่งความท้าทายที่สว่างวาบขึ้นมา...
การต่อสู้ของนางในโลกใบใหม่นี้ เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
---
*เปิ่นหวาง (本王): สรรพนามแทนตัวของอ๋อง (เจ้าชาย) มีความหมายว่า "อ๋องผู้นี้" หรือ "ข้า"