ตอนที่ 2

***บทที่ 2: เปิดมิติครัวเทพ***

ผลั่ก!

ร่างของเสิ่นว่านชิงถูกโยนเข้ามาในเรือนร้างราวกับเศษผ้า ทหารยามสองนายปิดประตูลงดาลดังกึกก้อง ตัดขาดนางออกจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง

ภายในเรือนอบอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้นและฝุ่นหนาเตอะ แสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างผุพังเผยให้เห็นใยแมงมุมที่เกาะเกี่ยวตามเครื่องเรือนที่พังทลาย ความเย็นเยียบกัดกินเข้าสู่กระดูกพร้อมกับความเจ็บปวดจากบาดแผลที่ถูกลากมา

แต่เสิ่นว่านชิงมิได้สนใจความเจ็บปวดของตนเองแม้แต่น้อย สายตาของนางกวาดมองไปรอบๆอย่างร้อนรน

“ชุนเถา! ชุนเถา! เจ้าอยู่ที่ใด?”

นางเรียกชื่อสาวใช้คนสนิทที่ถูกลากตัวมาพร้อมกัน เสียงแหบพร่าของนางสะท้อนกลับมาในความเงียบสงัด นางพยุงร่างที่โซซัดโซเซเดินลึกเข้าไปในเรือน จนกระทั่งสะดุดเข้ากับร่างหนึ่งที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นหญ้ารกชื้นหลังเรือน

“ชุนเถา!” เสิ่นว่านชิงถลาเข้าไปประคองร่างนั้นขึ้นมาในอ้อมแขน หัวใจของนางพลันร่วงหล่นสู่ปลายเท้า

ใบหน้าของสาวใช้อาบไปด้วยคราบเลือดและดิน ลมหายใจแผ่วเบาราวกับจะขาดห้วง ร่างกายเย็นชืด สภาพน่าอนาถเกินกว่าจะบรรยายได้ นี่คือผลจากการที่นางพยายามปกป้องผู้เป็นนายระหว่างทาง

“ชุนเถา... ตื่นสิ... ข้าขอโทษ...” น้ำเสียงของเสิ่นว่านชิงสั่นเครือ ความรู้สึกผิดและโทสะเดือดพล่านอยู่ในอก นางเป็นต้นเหตุให้เด็กสาวผู้ภักดีต้องมาตกระกำลำบากถึงเพียงนี้

นางพยายามจะฉีกลายชายกระโปรงของตนเพื่อห้ามเลือด แต่ในความมืดสลัวและไร้ซึ่งอุปกรณ์ใดๆ การกระทำของนางก็ไม่ต่างจากการตักน้ำรดกองทราย

ความหิวโหยและความเจ็บปวดถาโถมเข้าใส่พร้อมกับความสิ้นหวัง ท่านอ๋องสั่งห้ามส่งข้าวส่งน้ำ หมายจะให้นางและชุนเถาอดตายอย่างช้าๆ ในสถานที่รกร้างแห่งนี้

หนึ่งเดือน... ในสภาพเช่นนี้ แม้แต่สามวันนางยังไม่แน่ใจว่าจะรอดไปได้หรือไม่!

ในขณะที่ความมืดมนกำลังจะกลืนกินสติสัมปชัญญะของนาง พลันเกิดความรู้สึกอุ่นวาบขึ้นที่ข้อมือข้างขวาของนางอย่างกะทันหัน!

เสิ่นว่านชิงชะงักไปเล็กน้อย นางพลิกข้อมือขึ้นมอง ใต้แสงจันทร์สลัว ปานรูปดอกเหมยเล็กๆ ที่ติดตัวมาแต่กำเนิดกำลังเปล่งแสงสีทองเรืองรองออกมาอย่างน่าประหลาด

ก่อนที่นางจะได้ประหลาดใจไปมากกว่านี้ แสงสีทองนั้นก็สว่างวาบขึ้นจนแสบตา พลังดูดมหาศาลพลันดึงสติของนางให้ดำดิ่งลงสู่ห้วงมิติอันแปลกประหลาด!

วูบ!

เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง เสิ่นว่านชิงก็พบว่าตนเองไม่ได้อยู่ในเรือนร้างที่น่าสะพรึงกลัวอีกต่อไป แต่กลับยืนอยู่กลางทุ่งหญ้าเขียวขจีอันไร้ที่สิ้นสุด เบื้องหน้าของนางคือบ้านไม้ไผ่หลังเล็กที่ดูเรียบง่ายทว่าสะอาดสะอ้าน ด้านข้างมีธารน้ำใสราวกระจกไหลเอื่อยๆ ส่งไอเย็นสดชื่นไปทั่วบริเวณ

อากาศที่นี่บริสุทธิ์ยิ่งนัก ทุกครั้งที่สูดหายใจเข้าไป ความเจ็บปวดตามร่างกายของนางก็คล้ายจะบรรเทาลง ลมปราณอันอบอุ่นสายหนึ่งไหลเวียนเข้าสู่ร่าง ฟื้นฟูพละกำลังที่เหือดหายไปอย่างน่าอัศจรรย์

“ที่นี่... ที่ใดกัน?” นางพึมพำกับตนเองอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา

นางลองเดินเข้าไปในบ้านไม้ไผ่หลังนั้นอย่างระมัดระวัง ภายในถูกจัดแจงไว้ราวกับครัวในฝัน มีเตาไฟที่พร้อมใช้งาน ชั้นวางของที่เต็มไปด้วยเครื่องปรุงนานาชนิด และโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ที่ว่างเปล่ารอการใช้งาน

เสิ่นว่านชิงเดินไปที่ชั้นวางของ หยิบขวดเครื่องเทศขึ้นมาเปิดดม กลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ลอยเตะจมูก มันคือเครื่องเทศธรรมดาที่นางคุ้นเคยในภพก่อน แต่กลับให้ความรู้สึกที่แตกต่าง... ทุกอณูของมันราวกับเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต

นางเดินออกไปนอกตัวบ้าน กวาดตามองไปยังแปลงผักที่อยู่ไม่ไกล ผักกาดขาวหัวอวบอ้วน ต้นหอมเขียวชอุ่ม และหัวไชเท้าที่โผล่พ้นดินขึ้นมาล้วนดูสดใหม่กว่าผักใดๆ ที่นางเคยเห็นในโลกนี้

ทันใดนั้น ความทรงจำและความเข้าใจสายหนึ่งก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวของนางราวกับเขื่อนแตก!

นี่คือ ‘มิติครัวเทพ’ ของขวัญที่ติดตัวนางมาตั้งแต่ชาติก่อน มันคือพื้นที่พิเศษที่นางซึ่งเป็นสุดยอดเชฟในยุคสมัยใหม่ได้รับมาโดยบังเอิญ วัตถุดิบทุกอย่างในนี้ เมื่อผ่านการปรุงด้วยกรรมวิธีในมิติแห่งนี้ จะแปรเปลี่ยนจากอาหารธรรมดาให้กลายเป็นโอสถทิพย์ที่มีสรรพคุณล้ำเลิศ!

หัวใจของเสิ่นว่านชิงเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น นี่ไม่ใช่ความฝัน! สวรรค์ยังไม่ทอดทิ้งนาง!

“ชุนเถา... ข้าช่วยเจ้าได้แล้ว!” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แววตาที่เคยสิ้นหวังกลับมาทอประกายแห่งความหวังอีกครั้ง

นางไม่รอช้า รีบกลับเข้าไปในครัวด้วยความรวดเร็ว ในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่มีสิ่งใดจะดีไปกว่าน้ำแกงร้อนๆ ที่ช่วยฟื้นฟูพลังชีวิตได้ทันที นางตั้งชื่อให้มันว่า ‘น้ำแกงฟื้นพลัง’

นางจุดไฟในเตาอย่างคล่องแคล่วราวกับทำมานับครั้งไม่ถ้วน มือเรียวหยิบผักกาดขาว หัวไชเท้า และเห็ดหอมสองสามดอกที่ขึ้นอยู่ใกล้ธารน้ำมาล้างในน้ำใสดุจแก้วจากลำธารนั้น จากนั้นจึงนำทุกอย่างใส่ลงในหม้อดิน เติมน้ำจากลำธารลงไปจนท่วม

เมื่อไฟเริ่มลุกโชน ไอร้อนก็เริ่มส่งกลิ่นหอมละมุนออกมา ไม่ใช่แค่กลิ่นหอมของอาหาร แต่เป็นกลิ่นอายของพลังปราณบริสุทธิ์ที่อัดแน่นอยู่ภายใน คละเคล้าจนกลายเป็นกลิ่นโอสถทิพย์ที่ชวนให้จิตใจสงบ

เพียงไม่นาน น้ำแกงในหม้อก็เดือดปุดๆ กลายเป็นสีทองอำพันใส เสิ่นว่านชิงตักมันขึ้นใส่ชามกระเบื้องใบเล็ก ในใจพลันบังเกิดความตั้งมั่น ‘ข้าต้องการออกจากที่นี่’

สิ้นความคิดนั้น สติของนางก็วูบไหวอีกครั้ง และในพริบตาเดียว นางก็กลับมายืนอยู่ในเรือนร้างอันมืดมิดดังเดิม แต่ที่น่าอัศจรรย์คือ ชามน้ำแกงร้อนๆ ยังคงอยู่ในมือของนาง!

เสิ่นว่านชิงไม่รีรอ นางประคองร่างของชุนเถาขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะค่อยๆ ป้อนน้ำแกงสีทองนั้นเข้าปากของสาวใช้อย่างยากลำบาก ของเหลวอุ่นๆ ไหลผ่านริมฝีปากที่แห้งผากลงสู่ลำคอทีละน้อย

หลังจากป้อนไปได้ครึ่งชาม นางจึงยกส่วนที่เหลือขึ้นดื่มเอง ทันทีที่น้ำแกงสัมผัสลิ้น กระแสความอบอุ่นก็แผ่ซ่านไปทั่วร่างราวกับสายฟ้าแลบ ความเจ็บปวดจากบาดแผลภายนอกทุเลาลงอย่างรวดเร็ว ความเหนื่อยล้าและความหิวโหยที่กัดกินก้อนใจมลายหายไปสิ้น พละกำลังที่เคยเหือดแห้งกลับคืนมาอย่างน่าเหลือเชื่อ!

นี่มัน... ยอดเยี่ยมเกินไปแล้ว!

นางหันกลับไปมองชุนเถาด้วยความคาดหวัง และแล้วปาฏิหาริย์ก็บังเกิด!

ใบหน้าที่เคยซีดขาวราวกับกระดาษของชุนเถาเริ่มมีสีเลือดฝาดขึ้น ลมหายใจที่เคยรวยรินกลับมาสม่ำเสมอและหนักแน่นขึ้นเรื่อยๆ

“แค่ก... แค่ก...”

ชุนเถาไอออกมาสองสามครั้งก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างมึนงง แววตาของนางยังคงเลื่อนลอย “พระชายา... ที่นี่... ที่ใดกันเพคะ... บ่าว... บ่าวยังไม่ตายหรือเพคะ?”

“ชุนเถา! เจ้าฟื้นแล้ว!” เสิ่นว่านชิงร้องออกมาด้วยความดีใจจนแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

ชุนเถามองผู้เป็นนาย ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นสภาพของตนเอง บาดแผลที่เคยเจ็บปวดรวดร้าวกลับหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่ นางยกมือขึ้นลูบใบหน้าและร่างกายของตนเองอย่างไม่อยากเชื่อ

“พระชายา... บาดแผลของบ่าว... หายไปได้อย่างไรกันเพคะ?” นางถามด้วยน้ำเสียงสั่นเทา ก่อนจะนึกขึ้นได้แล้วรีบกล่าวอย่างร้อนรน “แล้วพระชายาเล่าเพคะ ทรงบาดเจ็บหรือไม่!”

“ข้าไม่เป็นไรแล้ว” เสิ่นว่านชิงส่งยิ้มบางๆ ให้นาง “ข้ามีเคล็ดลับโอสถโบราณที่ท่านแม่ทิ้งไว้ให้ โชคดีที่มันยังใช้การได้”

นางเลือกที่จะไม่เปิดเผยเรื่องมิติ แต่สรรหาเหตุผลที่สมเหตุสมผลที่สุดขึ้นมาแทน

ชุนเถามองหน้าผู้เป็นนายด้วยแววตาซาบซึ้งและเทิดทูนจนถึงขีดสุด นางรู้ดีว่าสภาพของตนเองก่อนหน้านี้หนักหนาสาหัสเพียงใด หากไม่มีโอสถทิพย์ของพระชายา ป่านนี้นางคงกลายเป็นศพไปแล้ว

ทันใดนั้น นางก็ทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น โขกศีรษะลงกับพื้นดินเย็นเฉียบสามครั้งติดกัน

“ชีวิตของชุนเถาเป็นของพระชายา! นับจากนี้ต่อไป แม้จะต้องบุกน้ำลุยไฟ หรือสละชีพเพื่อพระชายา ชุนเถาหาได้มีความเสียดายไม่เพคะ!”

เสิ่นว่านชิงรีบประคองนางให้ลุกขึ้น “ดีแล้ว... ต่อจากนี้ไป เราสองคนต้องพึ่งพากันและกัน”

ในที่สุด... ในโลกที่แปลกแยกและเต็มไปด้วยศัตรูแห่งนี้ นางก็ได้พบพันธมิตรคนแรกที่พร้อมจะร่วมเป็นร่วมตายไปกับนาง

ขณะที่ทั้งสองกำลังประคองกันและกันให้ลุกขึ้นยืนนั่นเอง...

“เจ้าว่าพวกนางจะทนได้สักกี่วันกัน?” เสียงกระซิบกระซาบแหลมเล็กของสตรีดังขึ้นจากนอกกำแพงเรือนร้าง ทำให้ทั้งสองชะงักงันไปทันที

เสิ่นว่านชิงรีบทำสัญญาณให้ชุนเถาเงียบ ทั้งสองค่อยๆ ขยับไปแอบฟังใกล้กำแพงที่ผุพัง

“ฮึ! ข้าให้ไม่เกินสามวัน ท่านอ๋องสั่งห้ามส่งข้าวส่งน้ำ บาดเจ็บสาหัสปานนั้น อีกไม่นานคงได้อดตายกันอยู่ในนี้แหละ สมน้ำหน้า!” เสียงของสตรีอีกคนตอบกลับมาอย่างสะใจ

“นั่นสิ คุณหนูซูของเราจะได้สบายใจเสียที คอยดูเถอะ อีกไม่นานตำแหน่งพระชายาเอกก็ต้องตกเป็นของคุณหนูเป็นแน่!”

เสียงหัวเราะคิกคักของคนทั้งสองค่อยๆ จางหายไปในความมืด

ซูหว่านเอ๋อร์...

เสิ่นว่านชิงกำหมัดแน่น ดวงตาของนางวาวโรจน์ขึ้นในความมืดด้วยประกายแสงอันเย็นเยียบ นางมิได้หวาดกลัว แต่กลับรู้สึกถึงไฟแห่งการต่อสู้ที่ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง

พวกมันคิดว่าจะปล่อยให้นางอดตายอย่างง่ายดายในเรือนร้างแห่งนี้งั้นหรือ?

ฝันไปเถอะ! ในเมื่อพวกมันหยิบยื่นความตายมาให้... นางก็จะขอใช้ ‘โอสถทิพย์’ ในมิติครัวเทพนี้ พลิกชะตาของตนเอง และกระชากหน้ากากอันสวยงามของพวกมันออกมาให้ทุกคนได้เห็น