ตอนที่ 3

***บทที่ 3: จดหมายตัดขาดจากตระกูล***

เมื่อเสียงหัวเราะอันน่ารังเกียจของบ่าวไพร่จางหายไปในความมืด ความเงียบอันเยียบเย็นก็กลับมาปกคลุมเรือนร้างอีกครั้ง ชุนเถากำหมัดแน่นด้วยความโกรธแค้นจนตัวสั่นเทา

“พวกมัน... พวกมันช่างใจดำอำมหิตนัก! คุณหนูซูนั่น... นางถึงกับต้องการให้พระชายาสิ้นพระชนม์!”

เสิ่นว่านชิงตบหลังมือสาวใช้เบาๆ แววตาของนางสงบนิ่งดุจผืนน้ำในบ่อลึก ปราศจากความหวาดหวั่นใดๆ “ความปรารถนาของนาง คือสิ่งที่ทำให้ข้ายิ่งต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป”

“แต่... แต่พวกเราจะทำอย่างไรดีเพคะ?” ชุนเถาหน้าซีดเผือด “ท่านอ๋องสั่งห้ามส่งข้าวส่งน้ำ พวกเราจะทนได้สักกี่วันกันเชียว”

เสิ่นว่านชิงมุมปากยกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มที่อ่านไม่ออก “ใครว่าเราจะอดตายกันเล่า?”

นางจูงมือชุนเถาเข้าไปในห้องที่พอจะใช้หลบซ่อนสายตาผู้คนได้ แม้จะซอมซ่อแต่ก็ยังดีกว่าอยู่กลางแจ้ง นางสำรวจรอบกายอย่างรวดเร็ว เมื่อแน่ใจว่าปลอดภัยแล้ว จึงหลับตาลงครู่หนึ่ง

พลันในห้วงจิตของนาง ‘มิติครัวเทพ’ ก็ปรากฏขึ้น ชั้นวางวัตถุดิบส่องประกายเรืองรอง ข้าวสารเม็ดงามที่อาบพลังปราณบริสุทธิ์กองเป็นภูเขาเลากา ผักสดนานาชนิดยังคงมีหยาดน้ำค้างเกาะพราว

เสิ่นว่านชิงใช้เพียงความคิดสั่งการ ข้าวสารสีขาวขุ่นกำมือหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในฝ่ามือของนางจริงๆ นางแสร้งทำทีเป็นล้วงเข้าไปในอกเสื้อที่ขาดวิ่น แล้วจึงแบมือออก

“ดูนี่สิ”

ชุนเถาเบิกตากว้าง “ข้าวสาร! พระชายาไปเอามาจากที่ใดกันเพคะ?”

“ข้าซ่อนไว้ในแขนเสื้อตั้งแต่ตอนถูกลากมาที่นี่” เสิ่นว่านชิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ถึงจะไม่มาก แต่ก็พอให้เราทำโจ๊กประทังชีวิตไปได้”

นี่คือคำโกหกที่จำเป็นที่สุดในยามนี้ ชุนเถาพยักหน้ารับอย่างเชื่อสนิทใจ น้ำตาคลอหน่วยด้วยความซาบซึ้งในความรอบคอบของนายหญิง

ทั้งสองช่วยกันก่อไฟจากเศษไม้แห้งและหินไฟเก่าๆ ที่พอหาได้ในเรือนร้าง ไม่นานนัก กลิ่นหอมอ่อนๆ ของโจ๊กขาวก็ลอยอวลขึ้นมา แม้จะเป็นเพียงโจ๊กเปล่าๆ ที่ไร้เครื่องปรุง แต่สำหรับผู้ที่อดอยากมาทั้งวัน มันกลับหอมหวนยิ่งกว่าอาหารเหลาชั้นเลิศใดๆ

เสิ่นว่านชิงแอบใช้พลังจากมิติถ่ายทอดปราณโอสถลงไปในหม้อโจ๊ก ทำให้น้ำข้าวที่ขาวขุ่นกลับมีประกายใสราวกับหยกเจืออยู่ เมื่อชุนเถากินเข้าไปเพียงคำแรก นางก็รู้สึกถึงกระแสความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง บรรเทาความอ่อนเพลียและความเจ็บปวดที่หลงเหลืออยู่จนหมดสิ้น

“โจ๊กของพระชายา... อร่อยเหลือเกินเพคะ” สาวใช้น้อยรำพึงออกมาอย่างลืมตัว “ข้ารู้สึกมีเรี่ยวแรงขึ้นมาทันที”

เสิ่นว่านชิงยิ้มบางๆ ขณะที่นางกำลังจะตักโจ๊กเข้าปาก เสียงแหลมเล็กอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากหน้าประตูเรือนที่ผุพัง

“แหม... นึกว่ากลายเป็นผีเฝ้าเรือนร้างไปเสียแล้ว ที่แท้ก็ยังมีแรงต้มข้าวกินกันอยู่นี่เอง”

ซูหว่านเอ๋อร์นั่นเอง!

นางเดินกรีดกรายเข้ามาในอาภรณ์ผ้าไหมสีชมพูสดใส บนศีรษะประดับปิ่นผีเสื้อทองคำระยิบระยับ ขัดกับสภาพอันรกร้างของสถานที่อย่างสิ้นเชิง ด้านหลังมีสาวใช้สองคนยืนถือพัดโบกให้อย่างเอาอกเอาใจ

นางปรายตามองเสิ่นว่านชิงและชุนเถาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า หวังว่าจะได้เห็นสภาพอิดโรยใกล้ตาย แต่กลับต้องผิดหวังอย่างรุนแรง นอกจากเสื้อผ้าที่มอมแมมแล้ว ทั้งสองกลับดูมีเลือดฝาด ใบหน้าของเสิ่นว่านชิงยังคงเรียบเฉยสง่างาม ไม่มีความทุกข์ร้อนให้เห็นแม้แต่น้อย

“พี่หญิงช่างสุขสบายดีเหลือเกินนะเพคะ” ซูหว่านเอ๋อร์กล่าวด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน “น้องอุตส่าห์เป็นห่วง กลัวว่าพี่หญิงจะทนความลำบากไม่ไหว”

เสิ่นว่านชิงวางชามโจ๊กลงช้าๆ แล้วเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายโดยตรง “ขอบใจในความห่วงใยของอนุซู แต่ข้ายังไม่ตายง่ายๆ หรอก คงต้องทำให้เจ้าผิดหวังไปอีกนาน”

คำว่า ‘อนุซู’ ที่เน้นย้ำอย่างชัดเจน ทำให้ใบหน้าของซูหว่านเอ๋อร์กระตุกวูบหนึ่ง

“ปากดียิ่งนัก! ดูซิว่าเจ้าจะปากดีไปได้อีกกี่น้ำ!” นางแค่นเสียงเย็นชา “อีกไม่นานจวนโหวตระกูลเสิ่นก็คงส่งคนมาจัดการเจ้า ถึงตอนนั้น... ข้าจะคอยดูว่าใครจะช่วยเจ้าได้!”

ราวกับคำพูดของนางเป็นประกาศิต เพียงไม่นานหลังจากนั้น ก็มีเสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นจากด้านนอก คราวนี้ไม่ใช่แค่สาวใช้ แต่เป็นกลุ่มบุรุษฉกรรจ์ในชุดองครักษ์ของจวนจงหย่งโหว นำโดยพ่อบ้านชราผู้มีแววตาเย็นชา

ซูหว่านเอ๋อร์เห็นดังนั้นก็เผยรอยยิ้มอย่างผู้มีชัย “เห็นหรือไม่... ความตายของเจ้ามาถึงแล้ว” นางกล่าวก่อนจะถอยออกไปยืนดูละครฉากสำคัญอยู่ห่างๆ

พ่อบ้านชราเดินเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าเสิ่นว่านชิง เขาชำเลืองมองนางด้วยสายตาดูแคลนราวกับมองสิ่งสกปรก ก่อนจะโยนม้วนกระดาษลงบนพื้นตรงหน้านาง

“ฮูหยินมีคำสั่ง” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงไร้ความรู้สึก “นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ตระกูลเสิ่นไม่มีบุตรสาวที่ชื่อเสิ่นว่านชิงอีกต่อไป! เจ้าก่อเรื่องร้ายแรงจนอาจนำภัยมาสู่ตระกูล เพื่อรักษาชื่อเสียงของจวนจงหย่งโหวไว้ ฮูหยินจึงได้เขียนจดหมายตัดขาดฉบับนี้ขึ้นมา”

ชุนเถาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง “พวกท่านทำเช่นนี้ได้อย่างไร! พระชายาถูกใส่ร้ายนะเพคะ!”

พ่อบ้านชราแค่นหัวเราะ “ใส่ร้ายหรือไม่ หาใช่เรื่องที่จวนโหวจะสนใจ บัดนี้เจ้าเป็นเพียงนักโทษที่รอวันตาย ไม่มีค่าพอให้ตระกูลต้องเสี่ยงด้วยอีกแล้ว”

ถ้อยคำแต่ละคำช่างเฉียบแหลมและเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งพันปีแทงทะลุหัวใจ ซูหว่านเอ๋อร์ที่ยืนมองอยู่ถึงกับต้องยกพัดขึ้นมาปิดปากซ่อนรอยยิ้มสะใจไว้

ทว่า... เสิ่นว่านชิงกลับไม่มีปฏิกิริยาอย่างที่ทุกคนคาดหวัง นางไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายหรือคุกเข่าอ้อนวอน

นางเพียงแค่ก้มลงหยิบม้วนกระดาษขึ้นมาอย่างเชื่องช้า คลี่มันออกอ่านด้วยสายตาที่สงบนิ่ง ก่อนจะพับเก็บแล้วยื่นส่งคืนให้พ่อบ้าน

“ข้าไม่ต้องการสิ่งนี้”

ทุกคนในที่นั้นต่างตะลึงงันไปตามๆ กัน พ่อบ้านชราขมวดคิ้วมุ่น “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”

เสิ่นว่านชิงเงยหน้าขึ้น ดวงตาของนางสาดประกายกล้าแกร่งและเด็ดเดี่ยวออกมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “ข้าหมายความว่า... ไม่ใช่ตระกูลเสิ่นที่เป็นฝ่ายตัดขาดข้า แต่เป็นข้า... เสิ่นว่านชิง ที่ขอตัดขาดจากตระกูลเสิ่นนับแต่บัดนี้เป็นต้นไป!”

นางเชิดหน้าขึ้น กล่าววาจาด้วยเสียงอันดังฟังชัด “จดหมายฉบับนี้พวกท่านนำกลับไปเถิด บอกฮูหยินหลินหรงด้วยว่า... นับแต่วินาทีนี้ ข้ากับจวนจงหย่งโหว ไม่มีสิ่งใดติดค้างกันอีก สะพานขาด เส้นทางแยก อย่าได้มาข้องเกี่ยวกันอีกเลยตลอดชีวิต!”

ประกาศิตอันกร้าวแกร่งของนางทำให้ทุกคนตกอยู่ในความเงียบงัน แม้แต่ซูหว่านเอ๋อร์ยังต้องตะลึงจนรอยยิ้มแข็งค้างบนใบหน้า

นี่คือการถูกทอดทิ้งอย่างสิ้นเชิง แต่เหตุใดสตรีตรงหน้ากลับเปลี่ยนมันให้กลายเป็นการประกาศอิสรภาพอันน่าเกรงขามไปได้!

พ่อบ้านชราหน้าเปลี่ยนสีจากขาวเป็นเขียวด้วยความโกรธ “บังอาจ! เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน!”

“ข้าคือพระชายาเอกแห่งจวนอวิ๋นชินอ๋อง!” เสิ่นว่านชิงตวาดกลับเสียงกร้าว “แม้จะตกยาก แต่ตำแหน่งนี้ฮ่องเต้เป็นผู้ประทานให้ ตราบใดที่ยังไม่มีราชโองการถอดถอน พวกเจ้าก็ยังเป็นเพียงบ่าวไพร่ที่ต้องคุกเข่าให้ข้า! ไสหัวไปให้พ้น!”

พลังอำนาจที่แผ่ออกมาจากร่างบอบบางนั้น ทำให้กลุ่มคนจากจวนโหวถึงกับผงะถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว พ่อบ้านชรากำหมัดแน่น แต่ก็ไม่กล้าทำสิ่งใดบุ่มบ่ามในจวนอ๋อง เขาทำได้เพียงเก็บจดหมายกลับไปอย่างเสียหน้า ก่อนจะพาคนจากไปพร้อมกับสายตาอาฆาต

ซูหว่านเอ๋อร์เห็นสถานการณ์ไม่เป็นอย่างที่คิดก็รีบสะบัดแขนเสื้อเดินจากไปอย่างหัวเสีย

เมื่อทุกคนจากไปแล้ว ในที่สุดเรือนร้างก็กลับสู่ความสงบอีกครั้ง ชุนเถาทรุดตัวลงกับพื้นอย่างหมดแรง “พระชายา... ต่อไปพวกเราจะทำอย่างไรดีเพคะ ตอนนี้ท่านไม่มีตระกูลหนุนหลังอีกแล้ว”

เสิ่นว่านชิงมองตามหลังกลุ่มคนที่เพิ่งจากไป แววตาของนางมิได้มีความเสียใจแม้แต่น้อย มีเพียงความว่างเปล่าและความมุ่งมั่นอันเย็นเยียบ

“ไม่มีก็ดีแล้ว” นางกล่าวเสียงเรียบ “คนพวกนั้นไม่เคยเห็นข้าเป็นครอบครัวอยู่แล้ว การตัดขาดกันเช่นนี้ ถือเป็นการปลดโซ่ตรวนให้ข้าเสียอีก... จากนี้ไป ชีวิตของข้า ข้าจะเป็นผู้กำหนดเอง”

นางเชื่อมั่นว่าด้วยความสามารถจาก ‘มิติครัวเทพ’ ต่อให้ไร้ญาติขาดมิตร นางก็สามารถพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้อย่างแน่นอน!

ขณะที่นางกำลังคิดแผนการในขั้นต่อไปนั่นเอง...

*ตุบ!*

เสียงของหนักบางอย่างร่วงหล่นลงมาจากกำแพงสูงด้านหลังเรือน ตามมาด้วยเสียงครวญครางอย่างเจ็บปวดที่ถูกสะกดกลั้นไว้ดังแว่วมาแผ่วเบา

เสิ่นว่านชิงและชุนเถาหันขวับไปมองหน้ากันด้วยความตกใจ

ในยามวิกาลเช่นนี้... ในสถานที่รกร้างห่างไกลผู้คนเช่นนี้...

เสียงที่ดังขึ้นนั้น... เป็นมิตรหรือศัตรูกันแน่?