ตอนที่ 4

***บทที่ 4: กลิ่นหอมในยามวิกาล***

ความเงียบสงัดในยามค่ำคืนถูกทำลายลงโดยสิ้นเชิง เสียงที่ดังขึ้นนั้นไม่ต่างจากก้อนหินที่โยนลงในสระน้ำนิ่ง ก่อให้เกิดระลอกคลื่นแห่งความหวาดระแวงแผ่ซ่านไปทั่ว

"เสียงอะไรน่ะเพคะ พระชายา!" ชุนเถากระซิบถามเสียงสั่น ร่างกายที่เพิ่งฟื้นไข้สั่นสะท้านด้วยความกลัว นางขยับเข้ามายืนชิดหลังเสิ่นว่านชิงราวกับหาที่กำบัง

เสิ่นว่านชิงมิได้ตื่นตระหนก นางเพียงหรี่ตาลง จ้องมองไปยังมุมกำแพงสูงทะมึนที่แสงจันทร์สาดส่องไม่ถึง ความมืดบริเวณนั้นดูราวกับปากอสูรกำลังอ้าออกรอขย้ำเหยื่อ นางยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากเป็นสัญญาณให้ชุนเถาเงียบเสียง

"เจ้าอยู่ตรงนี้ อย่าส่งเสียง" นางสั่งการเสียงเรียบ ก่อนจะย่อกายลง เคลื่อนไหวอย่างแผ่วเบาราวกับเงาภูตพรายยามราตรี แม้ร่างนี้จะไร้วรยุทธ์ แต่สัญชาตญาณจากชาติก่อนที่ต้องเอาตัวรอดตลอดเวลายังคงฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณ

ย่างเท้าของนางไร้เสียง กลิ่นอับชื้นของดินและใบไม้แห้งลอยคละคลุ้ง เมื่อเข้าใกล้ต้นเสียงมากขึ้น นางก็ได้ยินเสียงหอบหายใจที่ติดขัดและพยายามสะกดกลั้นความเจ็บปวดดังชัดเจนขึ้น พร้อมกับกลิ่นคาวโลหิตจางๆ ที่ลอยมาตามลม

เสิ่นว่านชิงหยุดชะงักอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง แอบมองผ่านช่องใบไม้ออกไป ร่างในชุดสีดำสนิทของบุรุษผู้หนึ่งกำลังพิงกายกับกำแพงอย่างอ่อนแรง แสงจันทร์สลัวที่ลอดลงมาเผยให้เห็นใบหน้าซีดขาวราวกับกระดาษ เหงื่อเม็ดโตผุดพรายเต็มหน้าผาก มือข้างหนึ่งกุมหน้าอกไว้แน่น ราวกับกำลังต่อสู้กับความเจ็บปวดสุดแสนสาหัสจากภายใน

"องครักษ์เงา?" นางพึมพำกับตนเองเบาๆ แม้จะเห็นไม่ชัดเจน แต่เครื่องแบบและตราสัญลักษณ์เล็กๆ ที่อกเสื้อนั้นเป็นของหน่วยองครักษ์เงาประจำจวนอวิ๋นชินอ๋องอย่างไม่ต้องสงสัย

สภาพของเขาดูย่ำแย่ยิ่งนัก ลมหายใจขาดห้วง ลมปราณทั่วร่างปั่นป่วนอย่างรุนแรงจนนางซึ่งเป็นคนธรรมดายังรู้สึกได้ถึงพลังงานที่ผิดปกติรอบกายเขา นี่คืออาการของคนที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการฝืนใช้พลังภายใน!

"ชุนเถา ไปตักน้ำมาให้ข้าที" เสิ่นว่านชิงหันไปกระซิบกับสาวใช้ที่ตามมาอย่างเงียบเชียบ "แล้วคอยดูต้นทางไว้ หากมีคนมาให้รีบส่งสัญญาณ"

"แต่ว่า... เขาเป็นใครก็ไม่รู้ อาจจะเป็นคนร้ายนะเพคะ" ชุนเถาแย้งด้วยความเป็นห่วง

"เขาสวมเครื่องแบบองครักษ์ของจวนอ๋อง" เสิ่นว่านชิงกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว "และดูจากอาการแล้ว คงเป็นเพราะพยายามเดินลมปราณเพื่อช่วยสกัดพิษให้ท่านอ๋องจนบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้... ไปเถอะ"

เมื่อชุนเถารับคำและรีบวิ่งกลับไปยังเรือนร้าง เสิ่นว่านชิงก็หันกลับมามองบุรุษผู้นั้นอีกครั้งด้วยแววตาครุ่นคิด ในสถานการณ์เช่นนี้ การช่วยเหลือองครักษ์คนสนิทของเซียวอี้เฉินอาจเป็นหมากอีกตัวบนกระดานที่นางสามารถวางได้ นางไม่มีพวกพ้อง ไม่มีใครเชื่อใจ การสร้างบุญคุณเล็กๆ น้อยๆ อาจนำมาซึ่งโอกาสที่คาดไม่ถึงในอนาคต

นางตัดสินใจอย่างรวดเร็ว จิตของนางจดจ่อและดำดิ่งลงสู่ห้วงมิติพิเศษในบัดดล

*วูบ!*

โลกภายนอกเลือนหายไป ทุ่งข้าวสาลีสีทองอร่ามและแปลงสมุนไพรทิพย์ปรากฏขึ้นตรงหน้า พลังปราณบริสุทธิ์เข้มข้นจนน่าใจหายอบอวลอยู่ทั่วทุกอณู เสิ่นว่านชิงไม่รอช้า นางรวบรวมแป้งสาลีที่อาบพลังปราณจากในมิติ ก่อนจะใช้น้ำจากลำธารศักดิ์สิทธิ์นวดแป้งอย่างรวดเร็ว ในชั่วพริบตา หมั่นโถวสีขาวนวลร้อนกรุ่นขนาดเท่ากำปั้นเด็กสองลูกก็ปรากฏขึ้นในมือนาง มันส่งกลิ่นหอมสะอาดบริสุทธิ์ที่แตกต่างจากอาหารทั่วไปโดยสิ้นเชิง

นางเรียกมันว่า ‘หมั่นโถวปราณโอสถ’ แม้มิใช่ยาโดยตรง แต่สรรพคุณในการฟื้นฟูพลังและสมานลมปราณที่ปั่นป่วนนั้นย่อมไม่ธรรมดา

เมื่อออกจากมิติ ทุกอย่างกลับสู่สภาพเดิมราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น นางสูดหายใจเข้าลึกๆ ย่องเข้าไปใกล้ร่างที่ใกล้หมดสติเต็มทีอย่างระมัดระวังที่สุด ก่อนจะวางหมั่นโถวที่ยังอุ่นๆ ห่อด้วยใบไม้สะอาดลงบนพื้นหญ้าในจุดที่เขาจะมองเห็นได้ทันทีที่ลืมตา จากนั้นนางก็ถอยกลับไปซ่อนตัวอยู่ที่เดิมอย่างรวดเร็ว

ทางด้านตำหนักใหญ่ของอวิ๋นชินอ๋อง บรรยากาศกลับตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก

"ท่านหมอหลวง! ท่านต้องช่วยท่านอ๋องให้ได้นะ!" ซูหว่านเอ๋อร์ร้องบอกด้วยน้ำเสียงร้อนรน ใบหน้างดงามซีดเผือดขณะมองดูร่างสูงใหญ่ที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง

หมอหลวงชราผมขาวโพลนถอนหายใจยาวเหยียดหลังจากปล่อยข้อมือของเซียวอี้เฉิน เขาหันมาโค้งคำนับให้นาง "เรียนพระชายารอง พิษเหมันต์กลืนจิตในวรกายท่านอ๋องกำเริบขึ้นมารุนแรงกว่าครั้งก่อนๆ ลมปราณเย็นยะเยือกได้กัดกร่อนเส้นชีพจรไปมาก ข้าน้อยทำได้เพียงใช้ยาประคองอาการไว้เท่านั้น สุดปัญญาจะแก้ไขแล้วพ่ะย่ะค่ะ"

"หมายความว่าอย่างไร!" ซูหว่านเอ๋อร์เสียงสูงขึ้น "ท่านเป็นถึงหมอหลวงนะ! เหตุใดจึงรักษาไม่ได้!"

"พิษนี้แปลกประหลาดเกินไป คล้ายกับถูกกระตุ้นด้วยบางสิ่งบางอย่าง... กระหม่อมจนปัญญาแล้วจริงๆ" หมอหลวงส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ก่อนจะขอตัวไปจัดยาประคองอาการ ทิ้งให้ซูหว่านเอ๋อร์ยืนกำหมัดแน่นด้วยความขัดใจและหวาดกลัว

นางลงทุนไปมากมายเพื่อตำแหน่งพระชายาเอก หากเซียวอี้เฉินสิ้นลมไปเสียก่อน ทุกอย่างที่นางทำก็สูญเปล่า!

ขณะเดียวกันนั้น ที่มุมมืดหลังเรือนร้าง...

มู่ไป๋ องครักษ์เงาอันดับหนึ่งของเซียวอี้เฉิน ลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก ความเจ็บปวดราวกับมีเข็มนับพันทิ่มแทงอยู่ภายในทำให้สติของเขาเลือนราง เขาฝืนใช้ลมปราณทั้งหมดที่มีเพื่อช่วยนายเหนือหัวต้านทานพิษเหมันต์ จนลมปราณของตนเองตีกลับจนบาดเจ็บสาหัส อวัยวะภายในแทบจะแหลกสลาย

เขาหนีมาที่นี่เพื่อหลบซ่อนและพยายามโคจรลมปราณรักษาตัวเอง แต่ยิ่งฝืนก็ยิ่งเจ็บปวด ความหิวโหยและอ่อนเพลียกำลังกัดกินเรี่ยวแรงสุดท้ายของเขาไปจนหมดสิ้น

ทันใดนั้นเอง กลิ่นหอมละมุนอันแปลกประหลาดก็ลอยมาเตะจมูก

มันเป็นกลิ่นหอมของแป้งสาลีที่บริสุทธิ์และสดชื่นอย่างไม่เคยได้กลิ่นมาก่อน กลิ่นที่ทำให้จิตใจอันสับสนวุ่นวายของเขาสงบลงได้อย่างน่าประหลาด

มู่ไป๋ฝืนเปิดเปลือกตาที่หนักอึ้งและมองไปยังต้นตอของกลิ่น เขาเห็นก้อนสีขาวนวลสองก้อนวางอยู่บนใบไม้ไม่ไกลนัก... หมั่นโถว?

ในสถานที่รกร้างเช่นนี้... ในยามวิกาลเช่นนี้... เหตุใดจึงมีหมั่นโถวมาวางอยู่ได้? หรือจะเป็นกับดักของศัตรู?

ความระแวงสั่งให้เขาเมินเฉย แต่ร่างกายที่ใกล้จะพังทลายกลับร่ำร้องหาอาหารเพื่อประทังชีวิต กลิ่นหอมนั้นช่างยั่วยวนเกินต้านทาน สุดท้าย ความหิวและความสิ้นหวังก็เป็นฝ่ายชนะ

เขาเอื้อมมือที่สั่นเทาไปหยิบมันขึ้นมา ความอุ่นที่สัมผัสได้ทำให้เขาประหลาดใจยิ่งขึ้น มู่ไป๋กัดเข้าไปคำหนึ่งอย่างลังเล

ทันทีที่เนื้อหมั่นโถวสัมผัสลิ้น รสชาติหวานละมุนอย่างเป็นธรรมชาติก็แผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก แต่สิ่งที่น่าตกตะลึงยิ่งกว่าคือ ทันทีที่กลืนลงไป กระแสพลังงานอันอบอุ่นสายหนึ่งก็พลันไหลจากช่องท้องแผ่กระจายไปทั่วร่างอย่างรวดเร็ว!

ลมปราณอันปั่นป่วนวุ่นวายที่เคยบ้าคลั่งราวกับพายุคลั่งในกายเขา พลันสงบลงอย่างน่าอัศจรรย์ราวกับถูกสายน้ำเย็นเข้าปลอบประโลม ความเจ็บปวดที่ทิ่มแทงอยู่ภายในบรรเทาลงอย่างเห็นได้ชัด

"นี่มัน... อะไรกัน!" มู่ไป๋เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด เขาก้มลงมองหมั่นโถวในมือราวกับเห็นของวิเศษ นี่ไม่ใช่แค่อาหารธรรมดา แต่มันคือโอสถทิพย์ชั้นเลิศชัดๆ!

เขารีบกินหมั่นโถวทั้งสองลูกเข้าไปจนหมดสิ้น พลังงานอุ่นสายนั้นยิ่งไหลเวียนไปทั่วทุกเส้นชีพจร ซ่อมแซมอาการบาดเจ็บภายในของเขาด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ แม้จะไม่หายดีในทันที แต่ก็ช่วยให้เขามีแรงลุกขึ้นยืนและโคจรลมปราณได้อีกครั้ง

ใครกัน? ใครคือผู้ที่นำของล้ำค่าเช่นนี้มาให้เขา? และมีจุดประสงค์อันใด?

ขณะที่มู่ไป๋กำลังจมอยู่ในความสับสนและตื่นตะลึงนั้นเอง...

*วูบ!*

เขาสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังปราณเย็นยะเยือกที่ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงจากทิศทางของตำหนักใหญ่ พลังงานอันชั่วร้ายของพิษเหมันต์กลืนจิตที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี!

ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก... หรือว่า... ท่านอ๋อง!

มู่ไป๋ไม่มีเวลาให้ขบคิดอีกต่อไป เขาทิ้งความสงสัยทั้งหมดไว้เบื้องหลัง ร่างของเขากลายเป็นเพียงเงาสีดำสายหนึ่ง พุ่งทะยานหายวับไปในความมืดมุ่งหน้าสู่ตำหนักใหญ่ทันที ทิ้งไว้เพียงใบไม้ว่างเปล่าที่มีเศษหมั่นโถวติดอยู่เล็กน้อย เป็นหลักฐานเดียวของเหตุการณ์มหัศจรรย์ที่เพิ่งเกิดขึ้น...