ตอนที่ 10

***บทที่ 10: ซ้อนแผนวางยา***

คำถามที่หนักอึ้งของมู่ไป๋แขวนค้างอยู่กลางอากาศที่เย็นเยียบ คล้ายกับคมดาบที่จ่ออยู่ตรงลำคอของเสิ่นว่านชิง ทว่านางกลับมิได้แสดงท่าทีตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ดวงตาคู่สวยที่เคยเรียบเฉยกลับทอประกายวูบหนึ่งอย่างมีเลศนัย

“องครักษ์มู่ช่างช่างสังเกต” นางยิ้มบางเบา ก่อนจะชูแขนเสื้อขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นผักกาดขาวที่นางถือไว้ในมืออีกข้างอย่างจงใจ “ข้าเพียงเห็นว่าในเมื่อท่านอ๋องทรงประทานครัวส่วนตัวให้ ข้าก็ควรทำหน้าที่พระชายาให้สมบูรณ์ จะปรุงอาหารทั้งที หากขาดวัตถุดิบสดใหม่ รสชาติจะดีเลิศได้อย่างไร”

มู่ไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย สายตาคมกริบยังคงจับจ้องที่ปลายหญ้าสุริยันซึ่งซ่อนอยู่ในแขนเสื้อของนาง “แต่สมุนไพรนั้น...”

“อ้อ นี่รึ” เสิ่นว่านชิงคล้ายเพิ่งนึกได้ นางดึงหญ้าสุริยันออกมาอย่างไม่รีบร้อน ใบหญ้าสีเขียวประกายทองสะท้อนแสงตะวันยามบ่ายเป็นประกายระยิบระยับ “นี่เป็นเครื่องเทศชนิดหนึ่งที่ข้าเคยเห็นในตำราโบราณของตระกูล ว่ากันว่าหากนำไปตุ๋นกับเนื้อปลา จะช่วยให้ร่างกายอบอุ่น ขับไล่ไอเย็นได้ดียิ่งนัก ข้าเห็นว่าในเรือนทิงอวี่มีมุมดินชื้นๆ อยู่มุมหนึ่ง จึงลองโปรยเมล็ดทิ้งไว้ ไม่คิดว่าจะเติบโตได้จริงๆ”

นางกล่าววาจาเท็จอย่างแนบเนียนที่สุด คำอธิบายของนางสมเหตุสมผลพอที่จะกลบเกลื่อนความจริงไปได้ชั่วขณะ แม้จะรู้ดีว่าองครักษ์ผู้นี้มิใช่คนที่จะเชื่อถือคำพูดใครง่ายๆ

มู่ไป๋นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขายังคงมองนางด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา แต่สุดท้ายก็ยอมถอยให้หนึ่งก้าว “เช่นนั้น เชิญพระชายาพ่ะย่ะค่ะ บ่าวจะนำทางไปยังโรงครัว”

เสิ่นว่านชิงลอบถอนหายใจในอก นางเดินตามหลังมู่ไป๋ไปยังโรงครัวเล็กๆ ท้ายเรือนทิงอวี่ โดยมีชุนเถาที่หน้าซีดเผือดรีบเดินตามมาติดๆ

“คุณหนูเจ้าคะ... ท่านองครักษ์เขา...” ชุนเถาเอ่ยเสียงสั่น

“ไม่ต้องกังวล” เสิ่นว่านชิงกล่าวเสียงเรียบ “ตราบใดที่เราไม่พูด เขาก็ทำได้แค่สงสัยเท่านั้น ไปเถิด วันนี้ข้าจะปรุงซุปปลาบำรุงให้ท่านอ๋องเอง”

โรงครัวเล็กๆ ถูกทำความสะอาดไว้เรียบร้อยแล้ว แม้จะมีเครื่องใช้ไม่มากนัก แต่ก็เพียงพอสำหรับการปรุงอาหารง่ายๆ เสิ่นว่านชิงสั่งให้ชุนเถาก่อไฟต้มน้ำ ขณะที่นางหันหลังให้ทุกคนชั่วครู่ ทำทีเป็นจัดเตรียมวัตถุดิบที่หยิบมาจากในเรือน

เพียงชั่วพริบตาเดียวที่ไม่มีผู้ใดสังเกต สติของนางก็ดำดิ่งลงสู่มิติครัวเทพ ชั้นวางของที่ว่างเปล่าเมื่อวาน บัดนี้กลับมีวัตถุดิบสดใหม่ปรากฏขึ้นหลายชนิด นางเลือกปลาหลีฮื้อตัวอ้วนที่เกล็ดของมันสะท้อนแสงสีรุ้งจางๆ กับสมุนไพรบำรุงอีกสองสามชนิดที่ส่งกลิ่นหอมชื่นใจออกมา แล้วจึงถอนสติกลับคืนสู่ร่างเดิม ทั้งหมดเกิดขึ้นในชั่วลมหายใจเดียว

นางนำปลาและสมุนไพรที่เพิ่ง ‘ปรากฏ’ ขึ้นมาวางบนเขียง เริ่มต้นขั้นตอนการปรุงอย่างคล่องแคล่ว กลิ่นหอมของเนื้อปลาและเครื่องเทศค่อยๆ ลอยอบอวลไปทั่วโรงครัว เป็นกลิ่นที่ชวนให้ผู้คนรู้สึกสดชื่นและผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด

ขณะที่นางกำลังจะปิดฝาหม้อเพื่อเคี่ยวซุปให้เข้าที่นั้นเอง เสียงฝีเท้าแผ่วเบาก็ดังขึ้นที่หน้าประตู หลิ่วเอ๋อร์ สาวใช้คนสนิทของซูหว่านเอ๋อร์ปรากฏตัวขึ้นพร้อมรอยยิ้มประจบประแจง

“คารวะพระชายาเพคะ” นางยอบกายลงอย่างนอบน้อม “นายหญิงของบ่าวได้ยินว่าพระชายาทรงเข้าครัวด้วยพระองค์เอง จึงเป็นห่วงว่างานจะหนักเกินไป ให้บ่าวมาช่วยแบ่งเบาเพคะ”

เสิ่นว่านชิงปรายตามองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ไม่จำเป็น งานเล็กน้อยเพียงเท่านี้ ข้ายังจัดการได้”

“อย่าทรงตรัสเช่นนั้นเลยเพคะ” หลิ่วเอ๋อร์รีบก้าวเข้ามาใกล้ “การเคี่ยวซุปต้องใช้เวลา ให้บ่าวช่วยเฝ้าไฟให้ดีกว่านะเพคะ พระชายาจะได้ไม่เหนื่อย”

นางพูดพลางทำทีเป็นจัดแจงฟืนไฟ แต่สายตากลับลอบชำเลืองมองหม้อซุปบนเตา ในจังหวะที่เสิ่นว่านชิงหันไปหยิบถ้วยชาม แขนเสื้อของหลิ่วเอ๋อร์ก็สะบัดไหวเล็กน้อย ผงยาไร้สีไร้กลิ่นห่อเล็กๆ หลุดจากปลายนิ้วร่วงลงสู่หม้อซุปอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ

ทุกการกระทำของนางล้วนอยู่ในสายตาของเสิ่นว่านชิง ผู้ซึ่งมองเห็นภาพสะท้อนทั้งหมดจากผิวของช้อนโลหะที่นางถืออยู่

‘โง่เขลา!’ เสิ่นว่านชิงแค่นเสียงในใจ แต่ใบหน้ายังคงเรียบเฉย นางแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น หันกลับมาคนซุปในหม้อเบาๆ

“ในเมื่อเจ้ามีน้ำใจ เช่นนั้นก็ช่วยข้าถือถาดตามไปที่เรือนใหญ่แล้วกัน” เสิ่นว่านชิงกล่าว “ซุปชามนี้ต้องส่งให้ถึงพระหัตถ์ท่านอ๋อง ห้ามเกิดข้อผิดพลาดใดๆ ทั้งสิ้น”

“เพคะ พระชายา” หลิ่วเอ๋อร์รับคำอย่างยินดี ดวงตาฉายแววแห่งความสำเร็จอย่างปิดไม่มิด

ไม่นานนัก ซุปปลาก็ถูกตักใส่ชามกระเบื้องเคลือบอย่างดี วางบนถาดไม้สลักลายงดงาม เสิ่นว่านชิงเป็นผู้ยกถาดด้วยตนเอง โดยมีหลิ่วเอ๋อร์และชุนเถาเดินตามหลัง ขณะที่กำลังจะเดินออกจากเขตเรือนทิงอวี่ มุ่งหน้าไปยังเรือนหลักของท่านอ๋อง เสิ่นว่านชิงก็แกล้งทำเป็นสะดุดก้อนหินเล็กๆ ร่างของนางโซซัดโซเซ ถาดในมือเกือบจะหลุดลอย

“ว้าย!” ชุนเถาร้องอุทานด้วยความตกใจ

เสิ่นว่านชิงทรงตัวได้อย่างหวุดหวิด แต่น้ำซุปในชามกระฉอกหกออกมาเล็กน้อย นางขมวดคิ้วทำหน้าไม่พอใจ ก่อนจะหันไปมองหลิ่วเอ๋อร์

“ดูสิ! เพราะเจ้าเดินไม่ระวังจนมาชนข้า ซุปของท่านอ๋องจึงหกเสียแล้ว” นางกล่าวหาอย่างไม่มีเหตุผล

หลิ่วเอ๋อร์หน้าซีดเผือด รีบคุกเข่าลงทันที “พระชายาโปรดประทานอภัย บะ...บ่าวมิได้ตั้งใจเพคะ!”

“ไม่ได้ตั้งใจรึ! นี่เป็นของบำรุงสำหรับท่านอ๋อง หากมีสิ่งใดปนเปื้อนลงไป เจ้าจะรับผิดชอบไหวหรือ!” เสิ่นว่านชิงตวาดเสียงกร้าว เรียกสายตาของบ่าวไพร่ที่เดินผ่านไปมาให้หันมามองเป็นตาเดียว

“ข้า...ข้า...” หลิ่วเอ๋อร์ตัวสั่นงันงก พูดไม่ออก

เสิ่นว่านชิงมองนางด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มบางๆ ที่ดูน่าขนลุก “เอาเถิด... ข้าจะให้โอกาสเจ้าพิสูจน์ความบริสุทธิ์”

นางกล่าวพลางยื่นชามซุปที่พร่องไปเล็กน้อยส่งให้หลิ่วเอ๋อร์ “ในเมื่อเจ้ายืนยันว่าไม่ได้ทำสิ่งใดผิดปกติ เช่นนั้นก็จงดื่มซุปที่เหลือนี้ให้หมดต่อหน้าทุกคน เพื่อแสดงให้เห็นว่าซุปชามนี้ปลอดภัยดี”

ใบหน้าของหลิ่วเอ๋อร์พลันขาวซีดราวกับกระดาษ เหงื่อกาฬผุดขึ้นเต็มหน้าผาก “มะ...ไม่ได้นะเพคะ! นี่เป็นของเสวยของท่านอ๋อง บ่าวไพร่ชั้นต่ำเช่นหม่อมฉันจะล่วงเกินได้อย่างไร!”

“เจ้ากลัวอะไร?” เสิ่นว่านชิงหรี่ตาลง น้ำเสียงเยียบเย็นขึ้นอีกหลายส่วน “หรือว่าในซุปชามนี้...มีอะไรที่เจ้ากินไม่ได้อยู่กันแน่?”

คำพูดของนางดังก้องไปทั่วลานกว้าง บ่าวไพร่เริ่มจับกลุ่มซุบซิบนินทา ทุกสายตาจับจ้องมาที่หลิ่วเอ๋อร์ด้วยความสงสัย

ในขณะเดียวกัน ณ ศาลาริมสระบัวที่อยู่ไม่ไกลนัก ร่างสูงสง่าของเซียวอี้เฉินกำลังยืนทอดสายตามองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่เงียบๆ ข้างกายเขามีมู่ไป๋ยืนรายงานด้วยเสียงอันแผ่วเบา

“...ดูเหมือนว่าอนุซูจะเริ่มลงมือแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

เซียวอี้เฉินมิได้เอ่ยวาจาใด ดวงตาสีนิลของเขาสะท้อนภาพของเสิ่นว่านชิงที่กำลังบีบคั้นสาวใช้ของอนุภรรยาอีกคนอย่างเลือดเย็น แต่แฝงไปด้วยความเฉียบขาด แววตาของเขาปราศจากความเห็นใจอนุซูที่เคยแสดงออก กลับกลายเป็นความผิดหวังระคนเย้ยหยันจางๆ

“ดูต่อไป” เขากล่าวเพียงสั้นๆ

กลับมาที่กลางลาน หลิ่วเอ๋อร์จนตรอกแล้ว นางมองซ้ายมองขวาก็เห็นแต่สายตาที่กดดัน นางรู้ดีว่าในซุปนั้นมีอะไร หากดื่มเข้าไป...ผลที่ตามมาคงน่าอับอายขายหน้าไปทั่วทั้งจวน แต่หากไม่ดื่ม ก็เท่ากับยอมรับว่านางลอบวางยาจริงๆ!

“ว่าอย่างไร? หรือจะให้ข้าไปเชิญนายหญิงของเจ้า...ซูหว่านเอ๋อร์ มาเป็นพยานด้วยตัวเอง!” เสิ่นว่านชิงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง เป็นประโยคที่ทำลายปราการสุดท้ายของหลิ่วเอ๋อร์ลงโดยสิ้นเชิง

หลิ่วเอ๋อร์ตัวสั่นเทา นางจำใจยื่นมือที่สั่นระริกออกไปรับชามซุปมาถือไว้ ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวัง นางหลับตาปี๋ ยกชามซุปขึ้นจรดริมฝีปากแล้วดื่มรวดเดียวจนหมด

“แค่ก! แค่ก!” นางสำลักเล็กน้อย แต่ก็พยายามฝืนกลืนลงไปจนหมดทุกหยด

เสิ่นว่านชิงยิ้มมุมปาก “ดีมาก ในเมื่อซุปปลอดภัยดี ข้าจะได้กลับไปปรุงให้ท่านอ๋องใหม่”

นางกล่าวจบก็หันหลังกลับไปยังเรือนทิงอวี่ทันที ทว่ายังไม่ทันที่นางจะก้าวไปได้สามก้าว เสียงโครกครากอันดังผิดปกติก็ดังมาจากร่างของหลิ่วเอ๋อร์ ตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด

“โอ๊ย! ปวดท้อง! ข้า...ข้าปวดท้อง!”

สาวใช้ผู้โชคร้ายทิ้งชามเปล่าลงพื้นเสียงดังเพล้ง! สองมือของนางกุมท้องของตนเองแน่น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความทุกข์ทรมาน ก่อนจะรีบวิ่งกระหืดกระหอบออกไปจากบริเวณนั้นอย่างไม่คิดชีวิต ท่ามกลางเสียงหัวเราะคิกคักและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของบ่าวไพร่ที่เห็นเหตุการณ์

ภาพลักษณ์อันดีงามและบอบบางของซูหว่านเอ๋อร์ที่สั่งสมมา บัดนี้ได้ถูกสาวใช้ของนางเองทำลายจนเกิดรอยร้าวที่ยากจะประสานในสายตาของทุกคน

เสิ่นว่านชิงมองตามร่างนั้นไปด้วยสายตาว่างเปล่า ก่อนจะหันไปทางชุนเถาที่ยืนตัวแข็งทื่อด้วยความตกตะลึง “ไปเถอะชุนเถา ท่านอ๋องยังรออาหารของพวกเราอยู่”

นางก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคง คล้ายกับว่าเรื่องวุ่นวายเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น ทว่าขณะที่กำลังจะก้าวเท้าเข้าสู่เขตเรือนของตนเอง ทันใดนั้น พ่อบ้านใหญ่ของจวนก็รีบวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาขวางทางไว้เสียก่อน

“พระชายา! พระชายาพ่ะย่ะค่ะ!” พ่อบ้านร้องเรียกเสียงหลง “แย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ที่หน้าจวน...มีคนจากจวนจงหย่งโหวมาขอเข้าพบ... บอกว่าเป็นคนของฮูหยินผู้เฒ่า นำของขวัญมาประทานให้พระชายาพ่ะย่ะค่ะ!”

รอยยิ้มบนใบหน้าของเสิ่นว่านชิงเลือนหายไปในทันที ‘จวนจงหย่งโหว’ ตระกูลที่ตัดหางปล่อยวัดนาง บัดนี้กลับส่งคนมาหาถึงที่... ‘ของขวัญ’ จากย่าผู้ซึ่งเกลียดชังนางเข้ากระดูกดำ จะเป็นของดีไปได้อย่างไร