ตอนที่ 9
***บทที่ 9: เพาะปลูกโอสถในมิติ***
ทันทีที่แผ่นหลังของมู่ไป๋ลับหายไปจากคลองจักษุ เสิ่นว่านชิงก็ปิดประตูเรือนทิงอวี่ลงทันที เสียงกลอนไม้ที่เลื่อนลงดังก้องในความเงียบ ประโยคทิ้งท้ายที่เย็นเยียบของเขายังคงกังวานอยู่ในโสตประสาท ‘หนึ่งเดือน’ และ ‘จับตาดูทุกการกระทำ’
เวลาของนางมีจำกัด และอิสรภาพของนางก็ถูกพันธนาการไว้ด้วยสายตาขององครักษ์เสื้อแพรผู้นั้น
“คุณหนู” ชุนเถาที่กำลังสำรวจห้องหับด้วยความตื่นเต้นระคนดีใจ หันมาหาผู้เป็นนายด้วยรอยยิ้ม “เรือนนี้ดีกว่าเรือนร้างนั่นมากนักเจ้าค่ะ ถึงจะเล็กไปบ้าง แต่ก็สะอาดสะอ้าน อากาศถ่ายเทดี ท่านจะได้พักผ่อนอย่างสบายเสียที”
เสิ่นว่านชิงเพียงพยักหน้ารับเบาๆ สายตาของนางกวาดมองไปรอบห้องอย่างประเมินสถานการณ์ ที่นี่มีห้องนอนหลักหนึ่งห้องและห้องด้านข้างอีกหนึ่งห้อง แม้จะดูเรียบง่าย แต่ก็เป็นส่วนตัวมากพอสำหรับแผนการของนาง
“ชุนเถา ข้าจะพักผ่อนสักครู่ เจ้าไปตักน้ำสะอาดมาเตรียมไว้ให้ข้า แล้วช่วยจัดข้าวของด้านนอกไปก่อน อย่าเพิ่งให้ใครเข้ามาวุ่นวาย” นางสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความเด็ดขาด
“เจ้าค่ะคุณหนู” ชุนเถาขานรับอย่างว่าง่าย นางเห็นสีหน้าเหนื่อยล้าของผู้เป็นนายจึงไม่ได้ซักไซ้ถามสิ่งใดอีก รีบเดินออกไปทำตามคำสั่งอย่างแข็งขัน
เมื่อแน่ใจว่าอยู่ตามลำพังแล้ว เสิ่นว่านชิงจึงเดินเข้าไปในห้องนอนและลงกลอนจากด้านในอีกชั้นหนึ่ง นางทรุดกายนั่งลงบนตั่งไม้ สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อรวบรวมสมาธิ เวลาทุกชั่วยามมีค่าดั่งทองคำ นางจะปล่อยให้มันสูญเปล่ามิได้
นางหลับตาลง ใช้จิตตั้งมั่นแน่วแน่...และในชั่วพริบตา ทิวทัศน์รอบกายก็พลันเปลี่ยนไป!
กลิ่นอายเย็นชื้นของเรือนทิงอวี่เลือนหายไป กลายเป็นอากาศอันแสนบริสุทธิ์ที่อบอวลด้วยพลังชีวิต เสียงลมพัดหวีดหวิวภายนอกถูกแทนที่ด้วยเสียงธารน้ำไหลรินแผ่วเบา ที่นี่คือ ‘มิติครัวเทพ’ โลกส่วนตัวที่เป็นไพ่ตายเพียงใบเดียวของนาง
ครั้งก่อนๆ ที่นางเข้ามา ล้วนเป็นไปด้วยความรีบร้อนเพื่อหาวัตถุดิบมาช่วยชีวิตผู้อื่น แต่วันนี้นางตั้งใจจะสำรวจมันอย่างจริงจัง พื้นที่ภายในมิตินั้นกว้างใหญ่ไพศาลกว่าที่คิดไกลสุดลูกหูลูกตาคือผืนดินสีดำสนิทที่อุดมสมบูรณ์ มีลำธารใสสะอาดสายเล็กๆ ไหลทอดผ่านกลางพื้นที่ บนฝั่งลำธารมีกระท่อมไม้หลังย่อมตั้งอยู่อย่างเงียบสงบ ข้างกันนั้นคือชั้นวางของที่ว่างเปล่าเสียส่วนใหญ่ มีเพียงหมั่นโถวโอสถและวัตถุดิบพื้นฐานไม่กี่ชนิดวางอยู่
เสิ่นว่านชิงไม่สนใจสิ่งอื่น นางเดินตรงไปยังผืนดินสีดำขลับนั้นแล้วย่อตัวลง ใช้ปลายนิ้วสัมผัสเนื้อดินอย่างแผ่วเบา
ทันทีที่สัมผัส ความรู้สึกอุ่นร้อนระคนชุ่มชื้นก็แผ่ซ่านเข้ามาในร่างกายนางราวกับกระแสพลังงาน ดินเหล่านี้...ไม่ธรรมดา มันเปี่ยมไปด้วยพลังปราณบริสุทธิ์อย่างน่าอัศจรรย์ใจ
‘พิษเหมันต์กลืนจิต’ ในกายของเซียวอี้เฉินนั้นมีคุณสมบัติเป็นหยินขั้นสุดยอด มันกัดกร่อนเส้นชีพจรและลมปราณด้วยความเย็นยะเยือก การจะถอนพิษชนิดนี้ได้ จำเป็นต้องใช้สมุนไพรที่มีคุณสมบัติเป็นหยางเข้มข้นเท่านั้น’ นางทบทวนความรู้ทางการแพทย์จากชาติก่อน
การทำซุปไก่รากโสมครั้งก่อนเป็นเพียงการประคองอาการและฟื้นฟูพลังชีวิตชั่วคราวเท่านั้น หากต้องการถอนรากถอนโคนพิษร้าย นางจำเป็นต้องใช้โอสถที่ปรุงขึ้นจากสมุนไพรหยางล้ำค่าหลายชนิด ซึ่งเป็นของหายากและมีราคาแพงลิบลิ่วในโลกภายนอก ต่อให้นางมีเงินทองมากมายก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้ในเวลาอันสั้น
แต่ที่นี่...ในมิติแห่งนี้...อาจเป็นความหวังของนาง
เสิ่นว่านชิงลองรวบรวมสมาธิ นึกถึงเมล็ดพันธุ์สมุนไพรพื้นฐานที่นางพอจะรู้จัก ในบัดดลนั้นเอง ที่มุมหนึ่งของชั้นวางในกระท่อมพลันปรากฏถุงผ้าใบเล็กๆ ขึ้นสามสี่ถุง นางรีบเดินไปหยิบมาเปิดดู พบว่าเป็นเมล็ดพันธุ์จริงๆ! มีทั้งเมล็ดตังกุย เมล็ดหวงฉี และที่ทำให้นางใจเต้นแรงที่สุดคือเมล็ด ‘หญ้าสุริยัน’ ซึ่งเป็นสมุนไพรคุณสมบัติหยางขนานแท้
นางไม่รอช้า กลับไปยังแปลงดิน เตรียมจะลงมือเพาะปลูก แต่แล้วพลันมีข้อความสายหนึ่งปรากฏขึ้นในจิตสำนึกของนาง
[การเพาะปลูกในมิติครัวเทพ จำต้องใช้ ‘พลังวิญญาณ’ ของผู้เป็นนายในการเร่งการเจริญเติบโต ยิ่งใช้พลังวิญญาณมากเท่าใด สมุนไพรยิ่งเติบโตเร็วและมีสรรพคุณสูงขึ้นเท่านั้น]
“พลังวิญญาณ?” เสิ่นว่านชิงพึมพำกับตนเอง นางลองหลับตาและเพ่งสมาธิไปที่ผืนดินเบื้องหน้า พยายามส่งผ่าน ‘บางสิ่ง’ ที่อยู่ในร่างของนางออกไป มันเป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย คล้ายกับการใช้พลังใจทั้งหมดผลักดันกระแสพลังงานอุ่นๆ ให้ไหลจากร่างลงสู่พื้นดิน
วูบ!
นางรู้สึกราวกับเรี่ยวแรงส่วนหนึ่งถูกสูบออกไปจนร่างกายอ่อนเพลียลงเล็กน้อย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหน้ากลับทำให้นางเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
ดินบริเวณที่นางส่งพลังลงไปพลันส่องประกายสีทองจางๆ ก่อนจะหวนคืนสู่สภาพเดิม
ได้ผล!
เสิ่นว่านชิงไม่ลังเลอีกต่อไป นางบรรจงฝังเมล็ดหญ้าสุริยันลงในดินที่ส่องประกายนั้น จากนั้นก็รวบรวมพลังวิญญาณทั้งหมดที่มีถ่ายทอดลงไปอีกครั้ง คราวนี้นางรู้สึกถึงพลังที่ถูกดูดออกจากร่างอย่างมหาศาลจนหน้าผากชื้นเหงื่อ แต่ทว่า...ปาฏิหาริย์ก็บังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา!
เมล็ดหญ้าสุริยันที่เพิ่งถูกฝังลงไปได้ไม่ถึงหนึ่งเค่อ (สิบห้านาที) พลันแทงหน่ออ่อนสีเขียวสดขึ้นมาจากพื้นดิน มันเติบโตอย่างรวดเร็วจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จากหน่ออ่อนกลายเป็นต้นกล้า จากต้นกล้าก็เริ่มผลิใบที่เรียวยาวราวกับคมดาบ แต่ละใบมีประกายสีทองเรื่อๆ ราวกับอาบแสงตะวัน
นางรู้สึกได้ถึงพลังหยางอันร้อนแรงที่แผ่ออกมาจากต้นหญ้าเหล่านั้น นี่มัน...น่าอัศจรรย์เกินไปแล้ว!
เพียงชั่วเวลาไม่นาน หญ้าสุริยันก็เติบโตเต็มที่พร้อมเก็บเกี่ยวได้ เสิ่นว่านชิงถอนหายใจอย่างโล่งอก แม้จะสูญเสียพลังไปมากจนรู้สึกวิงเวียน แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มค่าอย่างยิ่ง
ด้านนอกเรือน ชุนเถาที่จัดเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้วกลับมายืนรออยู่หน้าห้องนอนของผู้เป็นนาย นางรออยู่ครู่ใหญ่ก็ไม่เห็นเสิ่นว่านชิงออกมาเสียทีจึงเริ่มรู้สึกกระวนกระวายใจ
“คุณหนูเจ้าคะ...น้ำเตรียมพร้อมแล้วนะเจ้าคะ” นางลองเคาะประตูเรียกเบาๆ แต่ไร้เสียงตอบรับ
ความกังวลฉายชัดขึ้นบนใบหน้าของสาวใช้ หรือว่าคุณหนูจะเป็นอะไรไป? นางกำลังจะตัดสินใจเรียกให้ดังขึ้น แต่แล้วเสียงปลดกลอนก็ดังขึ้นเสียก่อน
บานประตูเปิดออก เสิ่นว่านชิงก้าวออกมาด้วยใบหน้าที่ซีดเซียวเล็กน้อย แต่ดวงตายังคงสุกใส “ข้าเผลอหลับไป มีอะไรรึ?”
“เปล่าเจ้าค่ะ บ่าวเพียงเห็นว่าท่านเข้าไปนานจึงเป็นห่วง” ชุนเถาตอบ ก่อนที่สายตาของนางจะเหลือบไปเห็นบางสิ่งในห้องที่คุณหนูเพิ่งเดินออกมา บนโต๊ะตัวเล็กข้างหน้าต่าง มีตะกร้าใบหนึ่งวางอยู่ ภายในมีผักกาดขาวที่สดใหม่จนมีหยดน้ำเกาะพราว และ...สมุนไพรบางอย่างที่นางไม่รู้จัก แต่กลับส่งกลิ่นหอมสดชื่นออกมาจางๆ
ชุนเถาขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ นางจำได้แม่นยำว่าตอนที่เข้ามาทำความสะอาดครั้งแรก ในห้องไม่มีตะกร้าใบนี้อย่างแน่นอน แล้วผักสดๆ เหล่านี้มาจากที่ใดกัน? จวนอ๋องแม้จะมีห้องเครื่อง แต่ก็ใช่ว่าจะหยิบฉวยของสดใหม่เช่นนี้มาได้ง่ายๆ โดยเฉพาะในเรือนพักเล็กๆ ที่ถูกจับตาเช่นนี้
นางเงยหน้าขึ้นมองเสิ่นว่านชิง เห็นเพียงผู้เป็นนายส่งยิ้มบางๆ มาให้โดยไม่เอ่ยคำใด ทันใดนั้น ชุนเถาก็ตัดสินใจได้ในบัดดล คุณหนูของนางมีความลับ แต่ความลับนั้นช่วยให้นางรอดพ้นจากความตายและกำลังจะพลิกชะตากรรมของตนเอง ไม่ว่าความลับนั้นจะเป็นสิ่งใด ในฐานะบ่าวผู้ภักดี นางมีหน้าที่เพียงอย่างเดียวคือการปกป้องและเชื่อใจ
ชุนเถาจึงก้มหน้าลง ปิดปากเงียบสนิท ทำราวกับว่าตนไม่เห็นสิ่งผิดปกติใดๆ เลยแม้แต่น้อย
เสิ่นว่านชิงเห็นปฏิกิริยาของสาวใช้คนสนิทก็ลอบพยักหน้าในใจ นางเลือกคนไม่ผิดจริงๆ
นางเก็บหญ้าสุริยันที่เพิ่งเติบโตเต็มที่ใส่แขนเสื้อไว้ ส่วนผักกาดขาวนั้นเป็นเพียงของที่นางหยิบติดมือออกมาเพื่อบังหน้า การมีมิติแห่งนี้ทำให้นางไม่ต้องกังวลเรื่องเสบียงอีกต่อไป
“หนึ่งเดือน...ข้าจะทำให้ทุกคนในจวนอ๋องแห่งนี้ต้องตกตะลึง” นางเอ่ยกับตนเองในใจขณะที่ก้าวเดินออกจากห้องนอน ความมั่นใจได้กลับคืนมาเต็มเปี่ยมอีกครั้ง
ทว่า...ทันทีที่นางก้าวพ้นธรณีประตูห้องนอนออกมายังโถงด้านนอก ร่างของนางก็พลันแข็งทื่อ รอยยิ้มแห่งความหวังบนใบหน้าเลือนหายไปในทันที
เบื้องหน้าของนาง ห่างออกไปไม่กี่ก้าว มู่ไป๋ในชุดองครักษ์สีนิลกำลังยืนกอดอกพิงเสาเรือนอยู่เงียบๆ ไม่รู้ว่าเขามายืนอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อใด
สายลมยามบ่ายพัดเข้ามาในเรือน ทำให้แขนเสื้อของเสิ่นว่านชิงสะบัดไหวเล็กน้อย เผยให้เห็นปลายใบหญ้าสุริยันสีเขียวประกายทองที่นางซ่อนไว้ออกมาแวบหนึ่ง
ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวของมู่ไป๋หรี่ลง จับจ้องไปยังสิ่งที่โผล่ออกมาจากแขนเสื้อของนางอย่างไม่วางตา ก่อนจะเลื่อนสายตาขึ้นมาสบกับนางตรงๆ น้ำเสียงของเขาเรียบสนิท แต่แฝงไว้ด้วยคำถามที่หนักอึ้ง
“ในเรือนทิงอวี่ที่ว่างเปล่า...พระชายาทรงไปได้ ‘สมุนไพร’ สดใหม่เช่นนี้...มาจากที่ใดรึพ่ะย่ะค่ะ?”