ตอนที่ 8

***บทที่ 8: เดิมพันด้วยชีวิต***

แรงบีบที่ลำคอคลายลงอย่างกะทันหัน อากาศที่ขาดหายไปทะลักเข้าสู่ปอดของเสิ่นว่านชิงจนนางไอโขลกออกมาอย่างแรง ใบหน้าซีดเผือดบัดนี้แดงก่ำเพราะการสำลัก ทว่าดวงตาของนางยังคงจับจ้องบุรุษบนเตียงอย่างไม่ลดละ

เซียวอี้เฉินหอบหายใจหนักหน่วง มองฝ่ามือของตนสลับกับใบหน้าของสตรีตรงหน้าอย่างสับสน พลังปราณอันอบอุ่นที่นางส่งผ่านมายังคงไหลเวียนอยู่ในร่าง ขับไล่ความเย็นเยียบของพิษเหมันต์กลืนจิตให้บรรเทาลงอย่างน่าอัศจรรย์ สติสัมปชัญญะที่เคยขุ่นมัวกลับมาแจ่มชัดอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมานานหลายปี

“ท่านอ๋อง...” เสิ่นว่านชิงเปล่งเสียงที่แหบพร่า “หากประสงค์จะสังหารหม่อมฉัน ก็ขอให้รออีกสักเดือนเถิด”

คิ้วกระบี่ของเซียวอี้เฉินขมวดมุ่น นัยน์ตาคมกริบหรี่ลงจับจ้องนางอย่างประเมิน “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”

“พระชายา! ท่านอ๋อง พระชายาคือผู้ช่วยชีวิตท่านพ่ะย่ะค่ะ!” มู่ไป๋ที่คุกเข่าอยู่รีบกล่าวเสริม เขารู้ดีว่านี่คือโอกาสเดียวที่จะพลิกสถานการณ์ได้ “โจ๊กชามนั้น... น้ำแกงนั้น... ล้วนเป็นฝีมือของพระชายา!”

เสิ่นว่านชิงไม่สนใจคำพูดของมู่ไป๋ นางรวบรวมกำลังทั้งหมด จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเซียวอี้เฉินแล้วกล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ให้เวลาหม่อมฉันหนึ่งเดือน หม่อมฉันจะระงับพิษในกายท่าน และจะกระชากหน้ากากคนร้ายตัวจริงออกมาให้ได้ หากหม่อมฉันทำไม่สำเร็จ...”

นางเว้นจังหวะ ดวงตาฉายแววเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยมีผู้ใดได้เห็น “หม่อมฉันจะยอมดื่มยาพิษจบชีวิตตนเองต่อหน้าท่าน โดยไม่ปริปากร้องขอความเป็นธรรมแม้แต่ครึ่งคำ!”

สิ้นเสียงของนาง ทั้งห้องพลันตกอยู่ในความเงียบงัน แม้แต่เสียงลมหายใจก็แทบจะไม่ได้ยิน เซียวอี้เฉินจ้องมองนางนิ่งงัน แววตาของเขาล้ำลึกจนยากจะหยั่งถึง คำประกาศท้าทายที่เอาชีวิตเป็นเดิมพันนี้ มันช่างบ้าบิ่นและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจอย่างเหลือเชื่อ

“เหตุใดข้าต้องเชื่อเจ้า?” เขาถามเสียงเย็น

“ท่านไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว” เสิ่นว่านชิงตอบกลับทันควัน “หมอหลวงหมดหนทาง ท่านเองก็รู้ดีว่าร่างกายของท่านใกล้จะถึงขีดจำกัดแล้ว การสังหารหม่อมฉันตอนนี้อาจทำให้ท่านสะใจ แต่หาได้ช่วยให้พิษในกายท่านสลายไปไม่ การให้โอกาสหม่อมฉัน อาจหมายถึงการให้โอกาสตัวท่านเองได้มีชีวิตรอดต่อไป... ท่านอ๋องผู้ชาญฉลาดย่อมมองเห็นว่าทางเลือกใดคุ้มค่ากว่ากัน”

ทุกถ้อยคำของนางราวกับคมมีดที่กรีดลึกลงไปในใจของอวิ๋นชินอ๋อง นางพูดถูกต้อง เขาไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาต้องทนทุกข์ทรมานราวกับตกนรกทั้งเป็น การมีชีวิตอยู่ก็ไม่ต่างจากตายทั้งเป็น

“ท่านอ๋อง ได้โปรดเชื่อพระชายาสักครั้งเถิดพ่ะย่ะค่ะ!” มู่ไป๋โขกศีรษะลงกับพื้น “ข้าน้อยขอเอาชีวิตเป็นประกัน!”

เซียวอี้เฉินปรายตามององครักษ์คนสนิท ก่อนจะหันกลับมามองสตรีที่ยังคงยืนหยัดอย่างทระนงตรงหน้า ในที่สุด เขาก็เอ่ยปากขึ้นช้าๆ น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธได้

“ดี ข้าจะให้เวลาเจ้าหนึ่งเดือน”

เสิ่นว่านชิงลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกในใจ ทว่าสีหน้ายังคงเรียบนิ่ง

“แต่มีเงื่อนไข” เซียวอี้เฉินกล่าวต่อ “เจ้าจะมีอิสระในการเข้าออกเรือนของข้าและครัวใหญ่เท่านั้น ห้ามก้าวออกจากเขตที่ข้ากำหนดแม้แต่ก้าวเดียว มู่ไป๋จะเป็นผู้จับตาดูเจ้าทุกฝีก้าว หากเจ้าคิดเล่นตุกติกหรือหลบหนี... ข้าจะทำให้เจ้าได้รู้ว่าความตายยังน่าปรารถนากว่าการมีชีวิตอยู่”

“ตกลง” เสิ่นว่านชิงรับคำโดยไม่ลังเล “แต่หม่อมฉันก็มีเงื่อนไขเช่นกัน วัตถุดิบและสมุนไพรทุกอย่างที่หม่อมฉันต้องการ ท่านต้องจัดหามาให้โดยไม่มีข้อโต้แย้ง”

ขณะที่กล่าว นางนึกถึงรายการวัตถุดิบวิเศษในมิติครัวเทพของตนเอง ‘หญ้าสุริยันอุ่น’ และ ‘รากเก้าหยาง’ คือสิ่งจำเป็นที่สุดในการปรุงโอสถต้านพิษเหมันต์ นางต้องเริ่มเพาะปลูกมันในมิติทันที เวลาหนึ่งเดือนช่างสั้นนัก

เซียวอี้เฉินพยักหน้าเบาๆ เป็นการตอบรับ ถือเป็นการทำสัญญาสงบศึกชั่วคราวระหว่างทั้งสองอย่างเป็นทางการ เขาโบกมือไล่อย่างอ่อนล้า “ออกไปได้แล้ว”

เสิ่นว่านชิงคารวะตามธรรมเนียม ก่อนจะหมุนกายเดินออกจากห้องไปพร้อมกับมู่ไป๋ ทิ้งไว้เพียงความเงียบและกลิ่นอายของยาจางๆ เบื้องหลัง

ข่าวการปล่อยตัวพระชายาออกจากเรือนร้างท้ายจวนแพร่สะพัดไปทั่วจวนอ๋องราวกับไฟลามทุ่ง บรรดาบ่าวไพร่ต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความประหลาดใจ แต่ที่ตกตะลึงที่สุดเห็นจะเป็นที่เรือนจื่อเถิงของอนุภรรยาซู

เพล้ง!

ถ้วยชาชั้นดีถูกปาใส่ผนังจนแตกกระจายละเอียด ซูหว่านเอ๋อร์มีสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น ดวงตาที่เคยอ่อนหวานบัดนี้วาวโรจน์ราวกับอสรพิษ

“เจ้าว่าอย่างไรนะ? นางแพศยานั่น... ออกจากเรือนร้างแล้ว?!” นางตวาดถามสาวใช้คนสนิทเสียงแหลม

“เจ้าค่ะ... คุณหนู” สาวใช้ตัวสั่นงันงก “บ่าวได้ยินมาว่า... ท่านอ๋องอนุญาตให้พระชายาย้ายไปอยู่ที่เรือนทิงอวี่ ทั้งยังมอบหมายให้ผู้บัญชาการมู่ไป๋คอยรับใช้อยู่ข้างกายอีกด้วยเจ้าค่ะ!”

“เป็นไปไม่ได้!” ซูหว่านเอ๋อร์กรีดร้อง นางลงทุนลงแรงไปมากเพียงใดเพื่อกำจัดเสี้ยนหนามชิ้นนี้ ผงกระตุ้นพิษในกำยานน่าจะส่งเซียวอี้เฉินไปสู่ปรโลกและลากนางโง่นั่นลงไปเป็นเพื่อนได้แล้วแท้ๆ เหตุใดสถานการณ์จึงกลับตาลปัตรได้ถึงเพียงนี้?

“นางต้องมีเล่ห์เหลี่ยมอะไรบางอย่างแน่!” ซูหว่านเอ๋อร์กัดฟันกรอด ความหวาดกลัวเริ่มคืบคลานเข้ามาในจิตใจ หากเสิ่นว่านชิงสามารถเอาตัวรอดได้ นั่นหมายความว่านางอาจตกอยู่ในอันตราย

“ไปสืบมา! ไปสืบให้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่!” นางหันไปสั่งสาวใช้ “ข้าไม่ยอมให้มันได้กลับมายืนอยู่เหนือข้าเด็ดขาด เตรียมแผนของพวกเราไว้ให้พร้อม หากนางไม่ตาย... ข้าก็จะส่งนางไปลงนรกด้วยมือของข้าเอง!”

อีกด้านหนึ่ง มู่ไป๋ได้พาเสิ่นว่านชิงมาถึงหน้าเรือนทิงอวี่ เรือนพักขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเรือนประธานนัก แม้จะไม่หรูหราเท่าเรือนของอนุภรรยาคนอื่น แต่ก็สะอาดสะอ้านและดีกว่าเรือนร้างผุพังนั่นนับร้อยเท่า

“นี่คือที่พักของพระชายาตั้งแต่นี้ไปพ่ะย่ะค่ะ” มู่ไป๋กล่าวด้วยน้ำเสียงที่นอบน้อมกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด

เสิ่นว่านชิงเพียงพยักหน้ารับ นางก้าวเข้าไปในเรือน กวาดตามองรอบๆ อย่างรวดเร็ว ทุกอย่างดูเรียบง่ายแต่เป็นระเบียบ ทว่านางกลับรู้สึกได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่จับจ้องมาไม่วางตา

นางหันกลับไปเผชิญหน้ากับมู่ไป๋ที่ยืนรออยู่หน้าประตู

“ข้าจะพักผ่อนแล้ว ท่านมีอะไรอีกหรือไม่?”

มู่ไป๋โค้งคำนับเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น “ท่านอ๋องมีรับสั่งให้ข้าน้อยแจ้งแก่พระชายาอีกครั้ง... หนึ่งเดือนเท่านั้น ไม่มีแม้แต่วันเดียวที่จะผ่อนผันให้ได้”

เขาเงยหน้าขึ้น สบตากับนางตรงๆ แล้วกล่าวเสริมประโยคสุดท้ายที่เย็นเยียบจับขั้วหัวใจ

“และโปรดทรงจำไว้... ข้าน้อยจะจับตาดูทุกการกระทำของพระชายา... ไม่ให้คลาดสายตา”