ตอนที่ 7
***บทที่ 7: โจ๊กอุ่นสยบเหมันต์***
ถ้อยคำของเสิ่นว่านชิงหนักแน่นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจของมู่ไป๋ ความเย็นเยียบในแววตาของนางรุนแรงยิ่งกว่าพายุหิมะนอกหน้าต่าง บดขยี้ความลังเลสงสัยของเขาจนสิ้น
"นาง... นางถึงกับกล้า..." มู่ไป๋กัดฟันกรอด สันกรามบดเข้าหากันจนเกิดเสียง
"นางกล้ามาตลอด" เสิ่นว่านชิงสวนกลับทันควัน "เพียงแต่ตอนนี้พวกมันหมดความอดทนแล้ว ท่านอ๋องใกล้จะทนพิษไม่ไหวเต็มที พวกมันจึงต้องเร่งมือ"
นางไม่ปล่อยให้ความตื่นตระหนกเกาะกุมสถานการณ์นานเกินไป ดวงตาคมกริบหันไปสั่งการองครักษ์เงาด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด "สมุนไพรที่ข้าให้เจ้าไปหามาอยู่ที่ใด?"
มู่ไป๋สะดุ้ง ตื่นจากภวังค์แห่งความโกรธแค้น เขารีบตอบ "ข้าน้อยซ่อนไว้ในที่ปลอดภัย ขอพระชายาโปรดรอสักครู่!"
กล่าวจบ เขาก็ทะยานร่างหายไปในความมืดอย่างรวดเร็ว ไม่ถึงหนึ่งเค่อ* ก็กลับมาพร้อมห่อผ้าขนาดใหญ่ ในนั้นบรรจุสมุนไพรหลายชนิดที่ล้วนมีคุณสมบัติเป็นหยางรุนแรง แม้จะเป็นของดี แต่หากใช้ผิดวิธีก็ไม่ต่างจากยาพิษ
เสิ่นว่านชิงรับห่อผ้ามา "ไปเตรียมเตาถ่านเล็กๆ กับหม้อดินมาให้ข้าที่นี่ บอกคนข้างนอกว่าข้าจะต้มยาให้ท่านอ๋องเอง ห้ามผู้ใดเข้ามาใกล้เด็ดขาด!"
"แต่ว่า..."
"ไม่มีแต่!" นางตวาดเสียงกร้าว "ชีวิตของนายเจ้าอยู่ในมือข้าแล้ว มู่ไป๋! หากเจ้ายังอยากให้เขามีลมหายใจอยู่ ก็จงทำตามที่ข้าสั่ง!"
แววตาที่มุ่งมั่นและพลังอำนาจที่แผ่ออกมาจากร่างของนางทำให้มู่ไป๋ต้องก้มศีรษะลงรับคำสั่งโดยไม่มีข้อโต้แย้ง เขารีบออกไปจัดการตามที่นางบอกอย่างรวดเร็ว
เมื่ออยู่ตามลำพัง เสิ่นว่านชิงไม่รอช้า นางกางห่อผ้าออก คัดแยกสมุนไพรสองสามชนิดออกมาถือไว้ในมือ ก่อนจะหลับตาลง จิตของนางดิ่งลึกสู่พื้นที่อันคุ้นเคย
พลัน! ทิวทัศน์รอบกายก็เปลี่ยนไป ‘มิติครัวเทพ’ ปรากฏขึ้นตรงหน้า ผืนดินสีนิลทอประกายเรืองรองราวกับมีชีวิต พลังปราณบริสุทธิ์อบอวลไปทั่วบริเวณ
นางไม่เสียเวลาชื่นชมแม้แต่วินาทีเดียว ปลายนิ้วของนางกรีดลงบนผืนดินอย่างแผ่วเบา ขุดหลุมเล็กๆ แล้วบรรจงวางรากของ ‘หญ้าเพลิงตะวัน’ และ ‘โสมโลหิตแรกอรุณ’ ที่เพิ่งได้มาลงไป
ทันทีที่วัตถุดิบจากโลกภายนอกสัมผัสกับดินในมิติ ปรากฏการณ์น่าอัศจรรย์ก็บังเกิด!
ต้นหญ้าที่เคยมีสีเขียวปนแดงพลันส่องสว่างวาบ กลีบใบของมันแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานราวกับเปลวไฟที่กำลังลุกไหม้ โสมที่เคยมีขนาดเท่านิ้วมือก็ขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว ผิวของมันแดงก่ำดุจโลหิตสดใหม่ พลังหยางอันเข้มข้นแผ่พุ่งออกมาจนรู้สึกได้
นี่คืออานุภาพของมิติครัวเทพ! มันสามารถยกระดับและเร่งการเจริญเติบโตของวัตถุดิบให้กลายเป็นโอสถชั้นเลิศได้ในพริบตา
เสิ่นว่านชิงเก็บเกี่ยวผลผลิตที่แปรสภาพเป็นโอสถทิพย์แล้วกลับสู่โลกแห่งความจริงในชั่วลมหายใจ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนกระทั่งเมื่อมู่ไป๋กลับมาพร้อมเตาถ่านและเครื่องครัว นางก็พร้อมที่จะเริ่มลงมือแล้ว
นางโยนสมุนไพรที่ผ่านการยกระดับลงในหม้อดิน ตามด้วยข้าวสารจากในมิติที่ทุกเม็ดล้วนอิ่มเอิบไปด้วยพลังชีวิต ก่อนจะเติมน้ำแร่จากลำธารในมิติลงไป
เปลวไฟจากเตาถ่านลุกโชนให้ความอบอุ่นแก่ห้องที่เย็นเยียบ กลิ่นหอมประหลาดกำจายออกมาจากหม้อดิน มันเป็นกลิ่นที่ทั้งหอมหวานและร้อนแรงราวกับแสงอรุณแรกแห่งรุ่งเช้า ขับไล่ไอเย็นที่เกิดจากพิษเหมันต์ในกายของเซียวอี้เฉินให้ถอยห่างออกไปทีละน้อย
มู่ไป๋ยืนอยู่ข้างๆ สูดกลิ่นอายนั้นเข้าไปเต็มปอด เขารู้สึกถึงกระแสลมปราณอุ่นๆ ที่วิ่งพล่านไปทั่วร่าง ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาหลายวันมลายหายไปสิ้น นี่ไม่ใช่แค่กลิ่นอาหารธรรมดา แต่มันคือกลิ่นของโอสถทิพย์!
เวลาผ่านไปราวหนึ่งชั่วยาม* เสิ่นว่านชิงก็เปิดฝาหม้อ ไอความร้อนสีทองอ่อนๆ พวยพุ่งขึ้นมา เผยให้เห็นโจ๊กเนื้อเนียนละเอียดที่กำลังเดือดปุดๆ อยู่ภายใน เนื้อโจ๊กมีสีเหลืองทองอร่ามราวกับทองคำหลอมเหลว มีประกายสีแดงระเรื่อแทรกอยู่ประปราย นี่คือ ‘โจ๊กเพลิงตะวัน’ ที่นางปรุงขึ้นเพื่อต่อกรกับพิษเหมันต์โดยเฉพาะ
"ช่วยข้าด้วย" เสิ่นว่านชิงกล่าว พลางตักโจ๊กขึ้นมาหนึ่งช้อน
มู่ไป๋รีบเข้าไปประคองร่างท่อนบนของเซียวอี้เฉินขึ้นอย่างระมัดระวัง
เสิ่นว่านชิงถือช้อนโจ๊กจ่อที่ริมฝีปากแห้งผากของบุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็นสวามี นางง้างปากเขาออกอย่างไม่ปรานีปราศรัย แล้วเทโจ๊กร้อนๆ ลงไป
มู่ไป๋เบิกตากว้าง "พระชายา! ท่านอ๋องไม่เคยทานของร้อน!"
"พิษในกายเขาเย็นเฉียบดุจน้ำแข็งพันปี หากไม่ใช้ของร้อนแรงเข้าปะทะ จะสลายมันได้อย่างไร!" นางตอบโดยไม่หันมามอง ก่อนจะตักโจ๊กคำแล้วคำเล่าป้อนเข้าปากของเซียวอี้เฉินอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีบางส่วนหกเลอะเทอะออกมา แต่นางก็หาได้ใส่ใจไม่
เมื่อโจ๊กในหม้อพร่องไปเกือบครึ่ง... เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็บังเกิด!
พรึ่บ!
ร่างของเซียวอี้เฉินกระตุกอย่างรุนแรง ผิวที่เคยซีดขาวของเขาพลันแดงก่ำราวกับถูกไฟลวก เหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นทั่วทั้งใบหน้าและลำคอ เส้นเลือดดำคล้ำปรากฏขึ้นตามขมับและลำคออย่างน่ากลัว ร่างกายของเขาสั่นสะท้านราวกับลูกนกในพายุ
"อ๊ากกกก!"
เสียงคำรามด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสดังออกมาจากลำคอของอวิ๋นชินอ๋องเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน มันคือเสียงกรีดร้องของการต่อสู้ระหว่างพลังหยางอันร้อนแรงของโจ๊กเพลิงตะวัน และพลังหยินอันเย็นเยียบของพิษเหมันต์กลืนจิตที่กัดกินอยู่ภายใน
"ท่านอ๋อง!" มู่ไป๋ตื่นตระหนกจนหน้าซีดเผือด เขาชักกระบี่ออกมาตามสัญชาตญาณ จ้องเขม็งไปยังเสิ่นว่านชิง "พระชายา! ท่านทำอะไรกับท่านอ๋อง!"
"นี่คือการขับพิษ!" เสิ่นว่านชิงยืนนิ่ง สายตาจับจ้องอยู่ที่เซียวอี้เฉินไม่วางตา "พลังสองขั้วกำลังปะทะกันภายในร่างของเขา หากผ่านพ้นไปได้ เขาก็จะรอด!"
ขณะที่นางพูดจบ เซียวอี้เฉินก็พลันลืมตาโพลงขึ้น!
ดวงตาคู่นั้นแดงก่ำราวกับโลหิต เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความสับสน และโทสะที่บ้าคลั่ง สิ่งแรกที่เขาเห็นคือใบหน้าของเสิ่นว่านชิงที่อยู่ใกล้เพียงเอื้อม ความทรงจำสุดท้ายก่อนหมดสติคือภาพนางถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้วางยาเขา!
"เจ้า...!"
เสียงของเขาแหบพร่าและดุดันราวกับสัตว์ร้าย บัดดลนั้นเอง พลังมหาศาลที่เคยหลับใหลก็ปะทุขึ้นอีกครั้ง!
หมับ!
ฝ่ามือใหญ่และเย็นเฉียบของเซียวอี้เฉินพุ่งเข้ามาราวกับสายฟ้าฟาด คว้าหมับเข้าที่ลำคอระหงของเสิ่นว่านชิงอย่างแรง!
"แค่ก!"
เสิ่นว่านชิงรู้สึกราวกับคอของตนเองกำลังจะถูกบดขยี้ให้แหลกคามือ อากาศหายใจถูกตัดขาดไปในทันที แต่ถึงกระนั้น... ดวงตาของนางกลับไม่ปรากฏแววหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงความท้าทายและดื้อรั้นฉายชัดออกมา
"ท่านอ๋อง!" มู่ไป๋ร้องเสียงหลง เขาทิ้งกระบี่ลงกับพื้นดังเคร้ง แล้วทรุดกายลงคุกเข่าต่อหน้าเตียงอย่างแรง
"โปรดหยุดมือก่อนพ่ะย่ะค่ะ! ท่านอ๋อง! ได้โปรดวางมือ!" เสียงของเขาสั่นเครือ "พระชายา... พระชายามิใช่คนทำร้ายท่าน! นางคือผู้ที่ช่วยชีวิตท่านเอาไว้!"
แรงบีบที่ลำคอของเสิ่นว่านชิงชะงักไปเล็กน้อย เซียวอี้เฉินหันดวงตาสีเลือดขุ่นคลั่กไปมององครักษ์คนสนิทที่คุกเข่าอยู่บนพื้น แต่ยังไม่คลายมือออกจากคอของนาง
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เขาก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในร่างกาย... ความเจ็บปวดจากการต่อสู้ของพลังสองขั้วเริ่มบรรเทาลง ถูกแทนที่ด้วยกระแสธารอันอบอุ่นที่ไหลเวียนไปตามเส้นชีพจรที่เคยเย็นเฉียบจนแทบแหลกสลาย ความรู้สึกหนักอึ้งที่กดทับทรวงอกมานานนับปีคลายลงอย่างน่าประหลาด สติปัญญาที่เคยขุ่นมัวพลันแจ่มชัดขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เขาหันกลับมามองสตรีในเงื้อมมืออีกครั้ง... ใบหน้าของนางเริ่มซีดเผือดจากการขาดอากาศ แต่ดวงตาคู่นั้นยังคงจ้องตอบเขาราวกับจะบอกว่า ‘ข้าไม่ได้ทำผิด’
ความสับสนฉายชัดขึ้นในแววตาของอวิ๋นชินอ๋อง เขาคือยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งแคว้น ย่อมรับรู้ได้ว่านี่คือฝีมือการรักษาที่ลึกล้ำชนิดที่แม้แต่หมอหลวงเทวดาก็ยังไม่อาจทำได้ แต่เหตุใด... เหตุใดสตรีที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกรผู้นี้ จึงกลับกลายเป็นผู้ที่ฉุดเขาขึ้นมาจากปากเหวแห่งความตายได้?
---
*เค่อ (刻): หน่วยเวลานับของจีนโบราณ 1 เค่อ เท่ากับ 15 นาที
*ชั่วยาม (时辰): หน่วยเวลานับของจีนโบราณ 1 ชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง