ตอนที่ 6

***บทที่ 6: จับชีพจรกลางดึก***

รัตติกาลแผ่คลุมจวนอวิ๋นชินอ๋องจนมืดสนิทราวกับผ้าหมึกผืนมหึมา มีเพียงแสงจันทร์ซีดเซียวที่ลอดผ่านม่านเมฆลงมาเป็นครั้งคราว เงาร่างสองสายเคลื่อนไหวไปตามมุมมืดของระเบียงทางเดินอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ ประหนึ่งภูตพรายในยามราตรี

เสิ่นว่านชิงก้าวตามแผ่นหลังกว้างของมู่ไป๋ไปติดๆ หัวใจของนางเต้นระทึกอยู่ในอก ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความตึงเครียด องครักษ์เงาผู้นี้ชำนาญเส้นทางในจวนแห่งนี้ประหนึ่งลายเส้นบนฝ่ามือของตน เขานำนางหลบหลีกสายตาของทหารยามและบ่าวไพร่ที่เดินตรวจตราได้อย่างไร้ร่องรอย

ในที่สุด ทั้งสองก็มาหยุดอยู่หน้าประตูตำหนักใหญ่ที่ใช้เป็นห้องบรรทมของเซียวอี้เฉิน บรรยากาศโดยรอบเงียบสงัดจนน่าหวาดหวั่น มีเพียงทหารยามสองนายยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูด้วยท่าทางแข็งขัน

มู่ไป๋ทำสัญญาณมือให้นางรอ เขาหายวับเข้าไปในความมืดเพียงชั่วอึดใจ ก่อนจะกลับมาพร้อมกับเคาะที่บานประตูเบาๆ สองครั้ง เป็นสัญญาณลับที่รู้กัน

"องครักษ์มู่" ทหารยามนายหนึ่งเอ่ยถามด้วยเสียงที่กดให้ต่ำ "มีเรื่องอันใดหรือขอรับ?"

"ท่านอ๋องมีรับสั่งให้ข้ามาหยิบของสำคัญบางอย่างข้างใน" มู่ไป๋ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงอำนาจ "พวกเจ้าเฝ้าอยู่ข้างนอกตามเดิม ห้ามให้ผู้ใดรบกวนเด็ดขาด"

ทหารยามทั้งสองรีบประสานมือคารวะ แม้จะแปลกใจแต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าซักไซ้ ทุกคนในจวนต่างรู้ดีว่ามู่ไป๋คือคนสนิทที่ท่านอ๋องไว้วางใจที่สุด

ประตูบานใหญ่แง้มเปิดออกเพียงเล็กน้อย พอให้คนผู้หนึ่งแทรกตัวเข้าไปได้ มู่ไป๋หันมาพยักหน้าให้เสิ่นว่านชิง นางสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วรีบสอดตัวตามเขาเข้าไปในห้องอย่างรวดเร็ว ประตูถูกปิดลงอย่างแผ่วเบาในทันที

ภายในห้องมืดสลัว มีเพียงแสงริบหรี่จากตะเกียงน้ำมันที่มุมห้อง เผยให้เห็นร่างสูงใหญ่ที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงไม้สลักลวดลายวิจิตร กลิ่นโอสถขมเฝื่อนผสมกับไอเย็นเยียบที่มองไม่เห็นลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศจนน่าอึดอัด

เสิ่นว่านชิงก้าวเข้าไปใกล้เตียง หัวใจพลันบีบรัดเมื่อเห็นสภาพของเซียวอี้เฉินในระยะประชิด ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยคมคายบัดนี้ซีดขาวราวกับกระดาษ ริมฝีปากแห้งผากมีสีคล้ำอมม่วง แม้จะอยู่ใต้ผ้าห่มขนสัตว์ผืนหนา แต่ร่างของเขากลับสั่นสะท้านเป็นระยะ ขนคิ้วหนาขมวดเข้าหากันแน่นบ่งบอกถึงความเจ็บปวดทรมานแม้ในยามที่ไม่ได้สติ

"อาการของท่านอ๋องทรุดลงอีกแล้ว" มู่ไป๋กระซิบเสียงเครียด "หมอหลวงเพิ่งกลับไปเมื่อครู่ บอกเพียงว่า... ให้เตรียมใจ"

เสิ่นว่านชิงไม่ได้ตอบคำใด นางวางกล่องยาของตนลงบนโต๊ะข้างเตียง แล้วยื่นมือออกไปหมายจะจับชีพจรของเขา

"ท่านจะทำอะไร!" มู่ไป๋ขยับเข้ามาขวางทันทีด้วยสัญชาตญาณ

"ข้าบอกแล้วว่าจะตรวจอาการเขาด้วยตนเอง" เสิ่นว่านชิงกล่าวเสียงเรียบ ดวงตาของนางยังคงจ้องมองไปยังร่างบนเตียง "หากเจ้าไม่เชื่อใจ ก็จงยืนดูอยู่ตรงนั้น ข้าจะไม่แตะต้องสิ่งใดนอกจากข้อมือของเขา"

มู่ไป๋ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่เมื่อเห็นแววตาที่แน่วแน่และจริงจังของนาง เขาก็ยอมถอยออกมาหนึ่งก้าว ทว่ายังคงยืนอยู่ในตำแหน่งที่พร้อมจะเข้าถึงตัวนางได้ทุกเมื่อ

ปลายนิ้วเรียวขาวของเสิ่นว่านชิงสัมผัสลงบนข้อมือที่เย็นเฉียบของเซียวอี้เฉินอย่างแผ่วเบา ทันทีที่สัมผัส... กระแสพลังอุ่นสายหนึ่งจากมิติครัวเทพก็พลันแล่นปราดขึ้นในร่างของนางโดยอัตโนมัติ!

นางหลับตาลงเพื่อรวบรวมสมาธิ สิ่งที่นางสัมผัสได้นั้นมันซับซ้อนกว่าการจับชีพจรธรรมดา นางรู้สึกถึงพลังสองสายที่กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดในร่างของเขา สายหนึ่งคือพิษเหมันต์กลืนจิตที่เย็นยะเยือกและแผ่ซ่านไปทั่วทุกเส้นชีพจร อีกสายคือลมปราณภายในอันแข็งแกร่งของเซียวอี้เฉินที่พยายามต่อต้านอย่างสุดกำลัง

แต่ที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ นางสัมผัสได้ถึง 'พลังงานกระตุ้น' จากภายนอกที่กำลังส่งเสริมให้พิษเหมันต์ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง!

"แปลกจริง..." นางพึมพำกับตัวเอง

"มีอะไรหรือ?" มู่ไป๋รีบเอ่ยถาม

"พิษในร่างท่านอ๋องไม่ได้กำเริบขึ้นเอง แต่มีบางสิ่งคอยกระตุ้นมันอยู่ตลอดเวลา" เสิ่นว่านชิงลืมตาขึ้น ดวงตาฉายแววคมปลาบ "สิ่งนั้น... ต้องอยู่ในห้องนี้!"

นางลุกขึ้นยืนแล้วเริ่มกวาดสายตามองไปรอบห้องอย่างพินิจพิเคราะห์ ประสาทสัมผัสที่เชื่อมต่อกับมิติครัวเทพกำลังทำงานอย่างเต็มที่ มันชี้นำให้นางรู้สึกถึงไอพิษที่เจือจางแต่แฝงเร้นอยู่ในอากาศ สายตาของนางพลันหยุดลงที่กระถางกำยานทองเหลืองที่ตั้งอยู่บนโต๊ะข้างหน้าต่าง

เสิ่นว่านชิงเดินตรงเข้าไปหยิบกระถางกำยานขึ้นมา กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ยังคงติดอยู่ แต่สำหรับนางแล้ว มันมีกลิ่นผิดปกติบางอย่างเจือปนอยู่ด้วย นางใช้นิ้วเขี่ยขี้เถ้าในกระถางออกอย่างระมัดระวัง

"เจอแล้ว!" นางอุทานเสียงเบา ที่ก้นกระถาง ใต้ชั้นขี้เถ้าหนา มีผงละเอียดสีเทาเข้มซุกซ่อนอยู่ปริมาณเล็กน้อย มันถูกบดจนละเอียดและผสมกลมกลืนไปกับขี้เถ้าเดิมจนแทบแยกไม่ออก

"นี่มันอะไร?" มู่ไป๋เดินเข้ามาดูด้วยความสงสัย

"ตัวกระตุ้นพิษ" เสิ่นว่านชิงตอบพลางห่อผงนั้นด้วยผ้าเช็ดหน้าอย่างรวดเร็ว "กำยานนี้ใครเป็นคนนำมาให้?"

"อนุซู..." มู่ไป๋ขมวดคิ้ว "นางบอกว่าเป็นกำยานสูตรใหม่จากแคว้นทางใต้ ช่วยให้หลับสบายจึงนำมาถวายท่านอ๋องเมื่อหลายวันก่อน"

เสิ่นว่านชิงแค่นยิ้มเย็น "หลับสบายหรือ... ข้าเกรงว่าจะเป็นหลับไม่ตื่นเสียมากกว่า!"

ทันใดนั้นเอง! เสียงฝีเท้าแผ่วเบาก็ดังขึ้นที่นอกประตู ตามมาด้วยเสียงหวานใสที่คุ้นเคย

"พี่มู่ไป๋ ท่านอ๋องบรรทมแล้วหรือยังเจ้าคะ? หว่านเอ๋อร์ต้มซุปบำรุงมาให้ท่านอ๋องเจ้าค่ะ"

เป็นเสียงของซูหว่านเอ๋อร์!

มู่ไป๋หน้าซีดเผือดในทันที เขาไม่คาดคิดว่านางจะมาในยามวิกาลเช่นนี้!

"แย่แล้ว!" เขากระซิบเสียงสั่น "นางจะเข้ามา!"

เสิ่นว่านชิงใจหายวาบ! หากนางถูกจับได้ว่าลอบเข้ามาในห้องบรรทมของท่านอ๋องกลางดึก ไม่เพียงแต่นางจะหมดสิ้นหนทางพิสูจน์ตนเอง แต่มู่ไป๋ก็จะพลอยเดือดร้อนไปด้วย และแผนการทั้งหมดจะต้องพังทลายลง!

ในเสี้ยววินาทีที่มู่ไป๋กำลังจะผลักนางไปซ่อนหลังฉากกั้น นางกลับตัดสินใจได้เร็วกว่า!

ไม่มีที่ใดปลอดภัยไปกว่าที่ที่อันตรายที่สุด!

นางหันขวับกลับไปยังเตียงใหญ่ ไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่จะแทรกตัวเข้าไปใต้ผ้าห่มผืนหนาผืนเดียวกับเซียวอี้เฉิน!

ร่างของนางเบียดชิดกับร่างที่เย็นเฉียบของเขา ไอเย็นจากตัวเขาทะลุผ่านเสื้อผ้าเข้ามาจนนางสะท้านไปทั้งตัว กลิ่นกายบุรุษอันเป็นเอกลักษณ์ผสมกับกลิ่นโอสถจางๆ ลอยเข้าปะทะนาสิกอย่างจังจนหัวใจสั่นไหว

"พระชายา!" มู่ไป๋ตกตะลึงจนตาค้าง

"เงียบ!" เสิ่นว่านชิงกระซิบเสียงลอดไรฟัน พลางดึงผ้าห่มขึ้นคลุมจนมิดศีรษะ "ไปจัดการนางซะ!"

มู่ไป๋ได้สติ เขารีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วเดินไปเปิดประตูแง้มออกเล็กน้อย เผชิญหน้ากับซูหว่านเอ๋อร์ที่ถือถาดซุปหอมกรุ่นอยู่

"อนุซู เหตุใดจึงมาในยามนี้" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงขรึม "ท่านอ๋องเพิ่งจะบรรทมไปหลังเสวยโอสถ"

"ข้าเพียงเป็นห่วงท่านอ๋อง" ซูหว่านเอ๋อร์ช้อนตาขึ้นมองเขาอย่างน่าสงสาร "ให้ข้าเข้าไปดูอาการสักครู่เถิดนะเจ้าคะ"

"ไม่ได้!" มู่ไป๋ปฏิเสธเสียงแข็ง "หมอหลวงกำชับว่าห้ามผู้ใดรบกวนการพักผ่อนของท่านอ๋องเด็ดขาด นี่เป็นคำสั่ง! เชิญท่านกลับไปเถิด"

ซูหว่านเอ๋อร์ชะงักไปเล็กน้อย นางเหลือบมองเข้าไปในห้องที่มืดสลัวด้วยแววตาสงสัย แต่เมื่อเห็นเพียงความว่างเปล่าและได้ยินเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอ (ที่นางเข้าใจว่าเป็นของท่านอ๋อง) นางจึงจำต้องยอมถอยแต่โดยดี

"เช่นนั้น... ก็ได้เจ้าค่ะ" นางกล่าวเสียงอ่อย "ฝากพี่มู่ไป๋ดูแลท่านอ๋องด้วยนะเจ้าคะ"

นางหันหลังกลับเดินจากไปอย่างช้าๆ มู่ไป๋รอจนกระทั่งเงาของนางลับหายไปจนสุดทางเดิน จึงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่แล้วรีบปิดประตูใส่กลอน

เขาหันกลับมาที่เตียง เห็นเพียงกองผ้าห่มที่นูนขึ้นผิดปกติ "พระชายา... ออกมาได้แล้ว"

ความเงียบคือคำตอบ

มู่ไป๋ขมวดคิ้วเดินเข้าไปใกล้ขึ้น "พระชายา?"

ทันใดนั้น ผ้าห่มก็ถูกสะบัดออก เผยให้เห็นใบหน้าของเสิ่นว่านชิงที่แดงก่ำเล็กน้อย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความร้อนใต้ผ้าห่มหรือเหตุผลอื่นใด ในมือของนางกำผ้าเช็ดหน้าที่ห่อผงธูปปริศนานั้นไว้แน่น

ดวงตาของนางไม่ได้มองไปที่มู่ไป๋ แต่มองตรงไปยังทิศทางที่ซูหว่านเอ๋อร์เพิ่งจากไป แววตาที่เคยสงบนิ่งบัดนี้กลับลุกโชนด้วยเปลวไฟแห่งความเด็ดเดี่ยวและโทสะที่เย็นเยียบ

"นางไม่ได้มาเพื่อส่งซุปบำรุง..." เสิ่นว่านชิงกล่าวเสียงเรียบ แต่ทุกถ้อยคำกลับหนักแน่นราวกับค้อนเหล็ก "นางมาเพื่อดูให้แน่ใจว่า... สิ่งที่นางทำไว้มันได้ผลหรือไม่"

นางหันขวับมาสบตามู่ไป๋ ดวงตาคมกริบราวกับมีดที่เพิ่งลับ "เราไม่มีเวลาแล้ว มู่ไป๋... คนที่ต้องการสังหารท่านอ๋อง ไม่ได้พอใจแค่การใช้ยาพิษอีกต่อไปแล้ว พวกมันกำลังจะลงมือเร่งให้เขาตายเร็วขึ้น!"