เกิดใหม่เป็นปลาเค็ม
เสียงรถไฟที่ดังโครมครามกึกก้องและแรงสั่นสะเทือนเป็นจังหวะปลุกสติของหลินมู่มู่ให้ตื่นจากห้วงนิทราอันมืดมิด ความเจ็บปวดราวกับศีรษะจะระเบิดเป็นเสี่ยงๆ ทำให้เธอต้องขมวดคิ้วแนบชิด ทว่าภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับไม่ใช่เพดานห้องทำงานที่คุ้นเคย หรือแสงสีฟ้าจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เธอจ้องมองจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต
ที่นี่คือ... ที่ใดกัน?
ดวงตาที่พร่ามัวค่อยๆ ปรับโฟกัส เผยให้เห็นตู้รถไฟเก่าคร่ำคร่าที่อัดแน่นไปด้วยผู้คนในชุดสีเทาและสีน้ำเงินเข้ม ผมเปียสองข้างของเด็กสาวที่นั่งตรงข้ามแกว่งไกวไปตามแรงโคลงของขบวนรถ บรรยากาศอันแปลกแยกและภาพที่ไม่คุ้นตานี้ ทำให้หัวใจของหลินมู่มู่เต้นระรัว
วินาทีต่อมา ความทรงจำ หลั่งไหลเข้าสู่สมองของเธอราวกับเขื่อนแตก... ร่างนี้มีนามว่า 'หลินมู่มู่' เช่นเดียวกับเธอ แต่เป็นยุวชนหญิงที่เพิ่งจบการศึกษากำลังมุ่งหน้าสู่ชนบทตามนโยบาย 'ขึ้นเขาลง향' พ่อของเธอคือหลินต้าเฉียง แม่เลี้ยงคือจ้าวซิ่วหลาน ทั้งสองส่งเจ้าของร่างเดิมมายังหมู่บ้านชิงสุ่ยหยาที่ห่างไกลและยากจน เพื่อรักษางานในโรงงานอันมีค่าไว้ให้หลินเจียวเจียว น้องสาวต่างมารดาผู้เป็นแก้วตาดวงใจ
ส่วนตัวเธอ... หลินมู่มู่ในศตวรรษที่ 21 คือพนักงานออฟฟิศระดับหัวกะทิที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำจนกระทั่งหัวใจหยุดเต้นคาโต๊ะทำงาน... ช่างเป็นการตายที่น่าสมเพชและสอดคล้องกับยุคสมัยแห่งการแข่งขันเสียนี่กระไร
เมื่อตระหนักได้ถึงชะตากรรมใหม่ หลินมู่มู่กลับไม่รู้สึกเสียใจแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน ความรู้สึกโล่งอกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนกลับแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ในชาติก่อน เธอเหนื่อยเกินไปแล้ว ชีวิตที่ต้องสู้รบปรบมือดั่งสนามรบ การแก่งแย่งชิงดี การทำงานล่วงเวลาจนแทบไม่มีเวลาหายใจ... ทั้งหมดนั่นจบสิ้นแล้ว
“ในเมื่อสวรรค์เมตตาให้โอกาสข้าได้มีชีวิตอีกครั้ง...” หลินมู่มู่พึมพำกับตนเองในใจ ขณะทอดสายตามองทิวทัศน์นอกหน้าต่างที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากตึกรามบ้านช่องเป็นทุ่งนาและภูเขาเขียวขจี “ชาตินี้ข้าจะไม่ขอเป็นวัวเป็นม้าให้ใครอีกแล้ว! ใครอยากจะขยันก็เชิญ แต่ข้า... จะขอเป็นเพียงปลาเค็มที่นอนผึ่งแดดอย่างสงบสุข!”
ปณิธานแห่งปลาเค็มได้ถูกก่อตั้งขึ้นในใจอย่างแน่วแน่
หลังจากเดินทางโยกเยกอยู่บนรถไฟทั้งวันทั้งคืน ในที่สุดขบวนรถไฟก็มาถึงสถานีของอำเภออวิ๋นชวน กลุ่มยุวชนหญิงชายถูกส่งต่อขึ้นรถบรรทุกที่ทางหมู่บ้านจัดมารับ การเดินทางบนถนนดินลูกรังที่ขรุขระยิ่งกว่านั่งเกวียนทำให้ทุกคนแทบจะอาเจียน แต่หลินมู่มู่กลับหลับตาพริ้ม เอนกายพิงกระสอบข้าวเก่าๆ อย่างสบายอารมณ์ นี่คือบททดสอบแรกของการเป็นปลาเค็ม เธอต้องปรับตัวให้ได้ในทุกสถานการณ์
เมื่อรถบรรทุกแล่นผ่านซุ้มประตูหินที่สลักคำว่า 'หมู่บ้านชิงสุ่ยหยา' หลินมู่มู่ก็ลืมตาขึ้นสำรวจบ้านเกิดใหม่ของเธอ ที่นี่แม้จะมองเห็นความยากจนข้นแค้นผ่านกระท่อมดินและเสื้อผ้าปุปะของผู้คน แต่ทว่าก็ถูกโอบล้อมด้วยขุนเขาและสายน้ำใสสะอาด อากาศบริสุทธิ์สดชื่นเสียจนปอดของอดีตสาวออฟฟิศผู้สูดดมแต่มลพิษรู้สึกขอบคุณ
กลุ่มยุวชนถูกจัดสรรให้พักรวมกันในบ้านพักที่สร้างขึ้นใหม่ เป็นเรือนดินขนาดใหญ่ที่แบ่งเป็นห้องๆ สำหรับพักรวม หลินมู่มู่และยุวชนหญิงอีกห้าคนถูกจัดให้อยู่ในห้องเดียวกัน ภายในห้องมีเพียงเตียงไม้กระดานหกเตียงที่วางชิดผนัง
หลินมู่มู่กวาดตามองอย่างรวดเร็ว เตียงที่อยู่ริมหน้าต่างด้านในสุดคือทำเลทองที่สุด ไม่เพียงได้รับแสงสว่างยามเช้า แต่ยังห่างไกลจากประตูที่มีคนเดินเข้าออกให้วุ่นวายที่สุด เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการนอนอุตุของเธอ โชคดีที่ป้ายชื่อ 'หลินมู่มู่' ถูกแขวนไว้ที่หัวเตียงนั้นพอดี
ทว่าก่อนที่เธอจะได้วางสัมภาระลง ยุวชนหญิงคนหนึ่งที่มีใบหน้ากลมแป้น ดวงตาเรียวเล็ก ก็ก้าวเข้ามาขวางหน้าเธอไว้เสียก่อน นางคือสวี่หย่าถิง หนึ่งในผู้ร่วมชะตากรรมที่เดินทางมาด้วยกัน
“สหายหลิน” สวี่หย่าถิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูอ่อนหวาน แต่แววตาฉายชัดถึงความไม่พอใจ “ข้าสุขภาพไม่ค่อยดีมาแต่เล็ก ทนความอับชื้นไม่ไกล เตียงริมหน้าต่างนั่นโปร่งสบายที่สุด เจ้า... nhườngให้ข้าได้หรือไม่?”
คำพูดของนางดึงดูดสายตาของยุวชนหญิงอีกสี่คนที่เหลือให้หันมามองเป็นตาเดียว พวกนางต่างหยุดมือแล้วรอชมสถานการณ์อย่างเงียบๆ
หลินมู่มู่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มองสวี่หย่าถิงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ใบหน้ากลมนั้นมีเลือดฝาด ผิวพรรณดูเปล่งปลั่งกว่าใครในที่นี้ ไม่เห็นเค้าของคนขี้โรคแม้แต่น้อย ดูท่า... จะมาหาเรื่องกันตั้งแต่วันแรกเลยสินะ
ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม นางเป็นคนเงียบขรึม ไม่สู้คน จึงมักถูกเอาเปรียบอยู่เสมอ แต่หลินมู่มู่คนใหม่ไม่ใช่! การเป็นปลาเค็ม ไม่ได้หมายความว่าต้องยอมเป็นปลาที่นอนบนเขียงให้ใครสับ!
“สหายสวี่” หลินมู่มู่แย้มยิ้มบางเบา ทว่าไร้ซึ่งความอบอุ่นในแววตา “คำพูดของเจ้าช่างน่าประทับใจนัก การเสียสละเพื่อสหายผู้เจ็บป่วยย่อมเป็นคุณธรรมอันสูงส่ง”
สวี่หย่าถิงยิ้มกว้างขึ้น คิดว่าหลินมู่มู่ยอมโอนอ่อนแล้ว กำลังจะเอ่ยขอบคุณ
ทว่าประโยคถัดมาของหลินมู่มู่กลับทำให้รอยยิ้มของนางแข็งค้าง “แต่ข้าก็เพิ่งนึกได้ว่า การเดินทางมายังชนบทเพื่อสร้างคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาตินั้น ต้องอาศัยร่างกายที่แข็งแรง หากสหายสวี่มีสุขภาพอ่อนแอถึงเพียงนี้ เกรงว่าอาจจะเป็นภาระให้แก่ส่วนรวมได้ ข้าว่าเรื่องนี้เราควรไปรายงานต่อหัวหน้าหมู่บ้านให้ท่านพิจารณา ส่งตัวเจ้ากลับไปพักผ่อนในเมืองจะดีกว่ากระมัง?”
วาจาที่เฉียบคมราวกับใบมีดอาบน้ำผึ้งทำให้ใบหน้าของสวี่หย่าถิงพลันซีดเผือด!
การถูกส่งกลับเมืองเพราะร่างกายอ่อนแอไม่เพียงเป็นเรื่องน่าอับอาย แต่ยังจะถูกตราหน้าว่าเป็นพวกหนีความลำบากไปตลอดชีวิต!
“เจ้า... เจ้าพูดจาเหลวไหล!” สวี่หย่าถิงเผลอขึ้นเสียงแหลม “ข้า... ข้าแค่ไม่ชินกับอากาศ ไม่ได้อ่อนแอถึงเพียงนั้น!”
“อ้อ เช่นนั้นหรือ?” หลินมู่มู่เอียงคอเล็กน้อย ดวงตาที่เคยหม่นหมองพลันเปล่งประกายเยียบเย็น “ถ้าเช่นนั้นก็ดีแล้ว พวกเราเหล่ายุวชนล้วนมาที่นี่เพื่ออุทิศตนให้แก่การปฏิวัติ ทุกคนล้วนเท่าเทียมกัน เตียงนี้ถูกจัดสรรให้ข้าตามรายชื่อ หากสหายสวี่ยังคงยืนกรานที่จะใช้สิทธิพิเศษเหนือผู้อื่นด้วยเหตุผลส่วนตัว... ข้าชักไม่แน่ใจว่าแนวคิดเช่นนี้ สอดคล้องกับอุดมการณ์ของพวกเราหรือไม่”
คำว่า ‘สิทธิพิเศษ’ และ ‘แนวคิดที่ไม่สอดคล้องกับอุดมการณ์’ เป็นคำที่รุนแรงอย่างยิ่งในยุคสมัยนี้ มันทำให้สีหน้าของยุวชนหญิงคนอื่นๆ เปลี่ยนไปทันที พวกนางเริ่มมองสวี่หย่าถิงด้วยสายตาที่เคลือบแคลงสงสัย
สวี่หย่าถิงตัวสั่นเทาด้วยความโกรธและความอัปยศ นางอยากจะฉีกปากของหลินมู่มู่ให้เป็นชิ้นๆ แต่ก็ไม่สามารถหาคำใดมาโต้แย้งได้ ขืนยังดึงดันต่อไป มีแต่จะทำให้ตนเองดูแย่ลงในสายตาของทุกคน
ในที่สุด นางก็ได้แต่กัดฟันกรอด จ้องหลินมู่มู่อย่างเคียดแค้น ก่อนจะสะบัดหน้าพรืดแล้วเดินกระแทกเท้าไปยังเตียงที่อยู่มุมห้องที่อับที่สุด
หลินมู่มู่ไม่สนใจสายตาอาฆาตนั้นแม้แต่น้อย เธอวางสัมภาระของตนลงบนเตียงริมหน้าต่างอย่างใจเย็น ก่อนจะเอนกายลงนอนเหยียดแข้งเหยียดขาอย่างเกียจคร้าน การประกาศจุดยืนว่าเธอไม่ใช่ลูกพลับนิ่มๆ ที่ใครจะมาบีบก็ได้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี นี่คือย่างก้าวแรกสู่การเป็นปลาเค็มอย่างสันติสุข
ขณะที่เธอกำลังจะหลับตาลงเพื่อพักเอาแรงจากการโต้เถียงที่เสียพลังงานไปโดยใช่เหตุนั้นเอง...
พลันมีเสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจดังขึ้นจากบานประตูที่เปิดอยู่ "เกิดความวุ่นวายอันใดขึ้นที่นี่?"