ระบบยิ่งขี้เกียจยิ่งรวย
เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจที่ดังขึ้นนั้นทำให้ความวุ่นวายทั้งหมดในห้องพักพลันสงบนิ่งลงในบัดดล ราวกับถูกน้ำแข็งสาดใส่ เหล่ายุวชนหญิงที่กำลังจับกลุ่มซุบซิบและมองสวี่หย่าถิงด้วยสายตาสมเพชระคนรังเกียจต่างพากันตัวแข็งทื่อ ก้มหน้างุดไม่กล้าสบตาผู้มาใหม่
ที่หน้าประตู ปรากฏร่างของบุรุษผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่ รูปร่างสูงโปร่งสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดสะอ้านกับกางเกงสีเขียวเข้มแบบทหาร แม้จะแต่งกายเรียบง่าย แต่เครื่องหน้าอันคมคาย ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยว และแผงอกกว้างภายใต้ร่มผ้า กลับแผ่กลิ่นอายแห่งความเยียบเย็นและทรงอำนาจออกมาอย่างไม่อาจปิดบังได้
เขาคือหัวหน้าหมู่บ้านชิงสุ่ยหยา ‘กู้เยี่ยน’
สวี่หย่าถิงที่กำลังหน้าดำหน้าแดงด้วยความอัปยศ พอเห็นกู้เยี่ยนก็ราวกับเห็นฟางเส้นสุดท้าย นางรีบวิ่งเข้าไปหาทันที น้ำตาคลอหน่วย “หัวหน้ากู้ ท่านต้องให้ความเป็นธรรมแก่ข้าเจ้าค่ะ! ข้า... ข้าแค่ไม่คุ้นชินกับสภาพอากาศ รู้สึกไม่ค่อยสบาย จึงอยากจะพักผ่อนในที่ที่ดีหน่อย แต่สหายหลินมู่มู่กลับพูดจาใส่ร้าย กล่าวหาว่าข้าใช้สิทธิพิเศษ... ฮือ... ข้าเพียงแค่อ่อนแอเท่านั้นเองเจ้าค่ะ”
นางบีบน้ำตาพลางชำเลืองมองหลินมู่มู่ด้วยหางตาอย่างมีชัย คิดว่าบุรุษใดๆ ก็ตามย่อมต้องเห็นใจสตรีที่อ่อนแอและงดงามเช่นนาง
ทว่ากู้เยี่ยนเพียงปรายตามองนางนิ่งๆ แววตาไม่ฉายความรู้สึกใด “การจัดสรรที่พักเป็นไปตามรายชื่อที่ทางการส่งมา ทุกคนเท่าเทียมกัน เตียงนั้นเป็นของสหายหลินมู่มู่ก็ถูกต้องแล้ว” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดขาด “เรื่องนี้ถือว่ายุติ กลับไปพักผ่อนเสีย พรุ่งนี้เช้าต้องลงแปลงนาแต่ไก่โห่”
คำพูดของเขาไม่ต่างจากการตบหน้าสวี่หย่าถิงฉาดใหญ่ นางหน้าซีดเผือด อ้าปากค้างอย่างไม่อยากจะเชื่อสายหู ความหวังที่จะให้เขาเข้าข้างพังทลายลงไม่เป็นท่า
กู้เยี่ยนไม่สนใจนางอีก หางตาเหลือบไปมองร่างระหงที่ยังคงนอนเหยียดยาวบนเตียงริมหน้าต่างอย่างเกียจคร้านราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น หลินมู่มู่ไม่ได้ลุกขึ้นมาทำความเคารพเขาเช่นคนอื่นๆ เพียงแค่ขยับตัวเล็กน้อยแล้วพลิกกายหันหลังให้ ราวกับจะบอกเป็นนัยว่าเรื่องวุ่นวายจบแล้ว และนางต้องการจะนอนต่อ
คิ้วกระบี่ของกู้เยี่ยนขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะคลายออกอย่างรวดเร็ว เขาหันหลังเดินจากไปโดยไม่กล่าวอะไรอีก ทิ้งให้สวี่หย่าถิงยืนตัวสั่นด้วยความอัปยศอดสูอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง
รุ่งอรุณของวันถัดมา แสงสีทองของดวงอาทิตย์เริ่มสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง เสียงไก่ขันและเสียงเคาะประตูปลุกจากหัวหน้ากลุ่มยุวชนดังขึ้นเป็นสัญญาณของการเริ่มต้นวันทำงานอันหนักหน่วง
เหล่ายุวชนหญิงต่างทยอยลุกจากเตียงด้วยสภาพอิดโรย ดวงตาปรือปรอย แต่ก็ไม่มีใครกล้าอิดออด พวกนางรีบแต่งตัวและล้างหน้าล้างตาเพื่อเตรียมตัวไปรวมพล
มีเพียงเตียงเดียวที่ยังคงนิ่งสงบ หลินมู่มู่ขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนบาง สวี่หย่าถิงเดินผ่านเตียงของนางไปพร้อมกับแค่นเสียงหยันในลำคอ “บางคนคงคิดว่าที่นี่เป็นบ้านพักตากอากาศกระมัง อ้างว่าป่วยเมื่อวาน วันนี้ก็ยังไม่หายอีกหรือไร”
เพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งเดินมาแตะแขนหลินมู่มู่เบาๆ “สหายหลิน ตื่นได้แล้ว เดี๋ยวจะสายนะ”
หลินมู่มู่ค่อยๆ โผล่ใบหน้าซีดเซียวออกมาจากผ้าห่ม นางขมวดคิ้วทำท่าเจ็บปวด “ข้า... ปวดหัวตัวร้อนนัก คงต้องขอลาหนึ่งวัน”
“เช่นนั้นหรือ? ให้ข้าไปตามหมอให้หรือไม่?”
“มิต้องหรอก แค่นอนพักสักหน่อยก็คงดีขึ้น” หลินมู่มู่โบกมือปฏิเสธอย่างอ่อนแรง การแสดงของเธอนั้นแนบเนียนจนไร้ที่ติ
เมื่อเห็นดังนั้น เพื่อนร่วมห้องก็ไม่เซ้าซี้อีก เพียงพยักหน้ารับแล้วรีบเดินตามคนอื่นๆ ออกไปเพื่อลงชื่อทำงานที่ลานหน้าหมู่บ้าน ไม่ช้า เสียงจอแจของผู้คนก็เงียบหายไป เหลือเพียงความสงบและร่างของหลินมู่มู่ที่นอนแผ่หลาอยู่บนเตียง
ทันทีที่แน่ใจว่าทุกคนไปหมดแล้ว ใบหน้าที่ซีดเซียวเมื่อครู่ก็กลับมามีเลือดฝาดดังเดิม ดวงตาที่เคยปรือปรอยกลับเปล่งประกายสดใส นางยิ้มกริ่มกับตัวเอง ชาติก่อนทำงานหนักจนตาย ชาตินี้ใครจะยอมโง่ไปทำนาตากแดดให้เหนื่อยเปล่ากันเล่า! การนอนคือที่สุด!
หลินมู่มู่นอนพลิกไปพลิกมาอย่างสบายอารมณ์ ฟังเสียงนกร้องนอกหน้าต่าง ปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าจนกระทั่งตะวันลอยเด่นอยู่กลางศีรษะ ความร้อนเริ่มแผ่ซ่านเข้ามาในห้องพัก
ขณะที่นางกำลังจะเคลิ้มหลับไปอีกรอบนั่นเอง...
พลันมีเสียงใสๆ ที่ไร้อารมณ์ความรู้สึกดังขึ้นในห้วงความคิดของนาง
[ติ๊ง! ตรวจพบพฤติกรรมเกียจคร้านขั้นสูง: การนอนตื่นสายโดยเจตนา ขณะที่ผู้อื่นกำลังทำงานหนัก]
[ระบบ ‘ยิ่งขี้เกียจยิ่งรวย’ กำลังเปิดใช้งาน...]
[ติ๊ง! เปิดใช้งานสำเร็จ! มอบรางวัลสำหรับผู้เริ่มต้น: เนื้อหมูสามชั้นอย่างดี 1 จิน, เงิน 5 หยวน, เปิดใช้งานมิติลับส่วนตัว ‘โกดังไร้กาลเวลา’ หนึ่งแห่ง]
หลินมู่มู่ลืมตาโพลง!
นางดีดตัวลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว มองซ้ายมองขวาอย่างตื่นตระหนก “เสียงอะไร?”
ในห้องไม่มีใคร... หรือว่านางจะหูฝาดไป?
แต่แล้วในวินาทีต่อมา ตรงหน้าของนางบนเตียงนอน พลันปรากฏก้อนเนื้อหมูสามชั้นสดใหม่ที่มีชั้นไขมันและเนื้อสลับกันอย่างงดงามวางอยู่ข้างๆ กันนั้นคือธนบัตรใบละหนึ่งหยวนห้าใบวางซ้อนกันอยู่อย่างเป็นระเบียบ!
หลินมู่มู่เบิกตากว้าง อ้าปากค้างอย่างตกตะลึง นางเอื้อมมือที่สั่นเทาไปแตะก้อนเนื้อหมู ความเย็นและความหยุ่นของมันคือของจริง! นี่ไม่ใช่ภาพลวงตา!
ระบบ? ระบบยิ่งขี้เกียจยิ่งรวย?
หัวใจของนางเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นยินดี แค่นอนตื่นสายก็ได้เนื้อหมูตั้งหนึ่งจิน! ในยุคที่เนื้อหมูเป็นของล้ำค่า ต้องใช้คูปองเนื้อและเงินจำนวนมากเพื่อแลกซื้อ นี่มันยิ่งกว่าถูกหวยรางวัลที่หนึ่งเสียอีก! แถมยังมีเงินให้อีกตั้ง 5 หยวน!
แล้ว... มิติลับส่วนตัวล่ะ?
นางลองนึกในใจตามที่เสียงนั้นบอก ‘โกดังไร้กาลเวลา’
ทันใดนั้นเอง ในห้วงสำนึกของนางก็ปรากฏภาพของพื้นที่สี่เหลี่ยมว่างเปล่าอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งหนึ่ง มันดูคล้ายโกดังสินค้าในยุคสมัยใหม่ที่นางเคยเห็น พื้นที่สะอาดสะอ้านและสว่างไสวไปทั่วทุกอณูโดยไม่ปรากฏแหล่งกำเนิดแสงใดๆ
“เก็บ!” นางลองออกคำสั่งในใจ พลางจ้องไปยังก้อนเนื้อหมูและเงินบนเตียง
วูบ!
ของทั้งสองอย่างหายวับไปจากสายตาในพริบตา!
หลินมู่มู่ตื่นเต้นจนแทบจะกรีดร้องออกมา นางลองเพ่งสมาธิไปยังโกดังในความคิดอีกครั้ง ก็เห็นเนื้อหมูและเงินทั้งห้าหยวนวางอยู่อย่างสงบบนพื้นโกดังอันว่างเปล่า
“นำออกมา!”
วูบ! ของทั้งสองอย่างกลับมาปรากฏบนเตียงของนางอีกครั้ง!
สวรรค์! นี่มันสวรรค์ของปลาเค็มชัดๆ! ด้วยของวิเศษเช่นนี้ ต่อให้ต้องอยู่ที่หมู่บ้านชิงสุ่ยหยาไปตลอดชีวิต นางก็ไม่กลัวว่าจะอดตายอีกต่อไปแล้ว! นางสามารถแอบกินของอร่อยและนอนนับเงินได้อย่างมีความสุขโดยไม่มีใครรู้!
หลินมู่มู่หัวเราะคิกคักออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ นางเก็บของรางวัลทั้งหมดเข้าไปในมิติอีกครั้งเพื่อความปลอดภัย ก่อนจะล้มตัวลงนอนแผ่หลาบนเตียงด้วยรอยยิ้มกว้าง “ในเมื่อนอนแล้วได้รางวัล เช่นนั้น...ก็นอนต่อสิ!”
ขณะเดียวกันนั้น ณ ผืนนาใต้แสงแดดอันแผดเผา...
เหงื่อไหลไคลย้อยอาบไปทั่วร่างของเหล่ายุวชนที่กำลังก้มหน้าก้มตาถอนวัชพืช สวี่หย่าถิงทำงานไปพลางเช็ดเหงื่อไปพลาง ดวงตาฉายแววขุ่นเคืองเมื่อนึกถึงหลินมู่มู่ที่กำลังนอนสบายอยู่ในห้องพัก
นางเหลือบไปเห็นกู้เยี่ยนที่กำลังยืนตรวจงานอยู่ไม่ไกล จึงฉวยโอกาสเดินเข้าไปหาทันที
“หัวหน้ากู้เจ้าคะ” นางทำเสียงอ่อนเสียงหวาน “พวกเราทุกคนต่างทำงานอย่างไม่กลัวความเหนื่อยยากเพื่อบ้านเมือง แต่สหายหลินมู่มู่... นางอาศัยว่าท่านไม่ลงโทษเรื่องเมื่อวาน วันนี้เลยได้ใจแกล้งป่วยไม่ยอมมาทำงานเลยเจ้าค่ะ! การกระทำเช่นนี้เป็นการบ่อนทำลายขวัญและกำลังใจของพวกเราอย่างยิ่งนะเจ้าคะ!”
คำพูดของนางทำให้ยุวชนคนอื่นๆ ที่ได้ยินหันมามองเป็นตาเดียวกัน
สีหน้าของกู้เยี่ยนที่เคยราบเรียบพลันเคร่งขรึมลงในทันที ดวงตาคมกริบหรี่ลงอย่างน่ากลัว “แกล้งป่วย?”
“เจ้าค่ะ! ตอนเช้านางยังพูดคุยได้ดีอยู่เลย พอถึงเวลาทำงานกลับอ้างว่าปวดหัวตัวร้อน เห็นได้ชัดว่าจงใจอู้งาน!” สวี่หย่าถิงรีบใส่ไฟต่อ
กู้เยี่ยนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง บรรยากาศรอบตัวเขาพลันเยียบเย็นลงจนน่าใจหาย เขาไม่ชอบคนขี้เกียจและคนที่ชอบใช้เล่ห์เหลี่ยมเพื่อเอาเปรียบผู้อื่นที่สุด
“ข้าจะไปดูด้วยตนเอง”
สิ้นคำพูดนั้น เขาก็หมุนตัว ก้าวเท้ายาวๆ มุ่งตรงไปยังเรือนพักของเหล่ายุวชนหญิงในทันที เงาร่างสูงใหญ่ของเขาทอดยาวลงบนพื้นดินที่แห้งผาก ราวกับพยัคฆ์ร้ายที่กำลังย่างสามขุมเข้าหาเหยื่อผู้เกียจคร้านซึ่งไม่รู้ตัวเลยว่า... หายนะกำลังจะมาเยือนถึงหน้าประตูห้องแล้ว