สำรวจอำเภออวิ๋นชวน

สายลมยามเช้าพัดพาไอเย็นจางๆ พร้อมกับกลิ่นดินชื้นโชยมาปะทะใบหน้า หลินมู่มู่กุมใบอนุญาตเดินทางที่อบอุ่นอยู่ในอกเสื้อไว้แน่น ขณะที่รถโดยสารประจำทางซึ่งขับเคลื่อนด้วยเตาถ่านโคลงเคลงไปตามถนนดินลูกรังที่ขรุขระ มุ่งหน้าสู่อำเภออวิ๋นชวนที่อยู่ห่างออกไปสิบลี้

ทิวทัศน์สองข้างทางเต็มไปด้วยทุ่งนาและหมู่บ้านเล็กๆ ที่ดูคล้ายคลึงกันไปหมด หลินมู่มู่เอนกายพิงหน้าต่าง เหม่อมองออกไปด้านนอกด้วยแววตาเรียบเฉย ในใจกลับกำลังวางแผนการใช้ชีวิตอย่างเกียจคร้านในวันนี้ เงินห้าหยวนจากหัวหน้าหมู่บ้านกู้ยังคงนอนสงบนิ่งอยู่ในกระเป๋า มันคือทุนรอนสำหรับภารกิจสำรวจของนางในวันนี้

เมื่อรถโดยสารแล่นเข้าสู่เขตอำเภอ เสียงจอแจของผู้คนก็ดังขึ้นมาแทนที่ความเงียบสงบของชนบท อาคารอิฐสีเทาเรียงรายสองข้างทาง แม้จะดูเก่าคร่ำคร่า แต่ก็ยังคงความคึกคักในฐานะศูนย์กลางของพื้นที่โดยรอบ ผู้คนในชุดสีน้ำเงินเข้มและสีเทาเดินขวักไขว่ ใบหน้าส่วนใหญ่ฉายแววเหนื่อยล้าแต่ก็ยังมีความหวังเจือปนอยู่

นี่คือการมาเยือนอำเภออวิ๋นชวนครั้งแรกของนางในฐานะหลินมู่มู่แห่งยุคเจ็ดสิบ

จุดหมายแรกของนางหาใช่ที่อื่นใดไม่ แต่เป็นสหกรณ์กลางแห่งอำเภออวิ๋นชวน สถานที่ซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจหลักในการจับจ่ายใช้สอยของทุกคนในยุคนี้ หลินมู่มู่เดินเข้าไปในตัวอาคารที่ค่อนข้างใหญ่โต กลิ่นอับจางๆ ของสินค้าและไม้เก่าลอยมาแตะจมูก

ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือสิ่งที่นางคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว ชั้นวางไม้ที่ทอดยาวจรดเพดานกลับเผยให้เห็นเพียงความว่างเปล่าเวิ้งว้างเป็นส่วนใหญ่ สินค้าที่พอมีวางอยู่บ้างก็ล้วนเป็นของใช้ในชีวิตประจำวันอย่างสบู่ ผงซักฟอก ยาสีฟัน หรือผ้าดิบสีพื้นๆ ซึ่งแต่ละอย่างก็มีจำกัดจำนวนการซื้อต่อคน เคาน์เตอร์จำหน่ายอาหารแห้งมีเพียงมันฝรั่งแห้งกับเมล็ดธัญพืชไม่กี่ชนิดวางเรียงอย่างหรอมแหรม

ผู้คนจำนวนมากกำลังต่อแถวยาวเหยียดอยู่หน้าเคาน์เตอร์จำหน่ายเนื้อหมู ซึ่งมีเนื้อติดกระดูกแขวนอยู่เพียงครึ่งซีก พนักงานหญิงใบหน้าบึ้งตึงกำลังสับเนื้อตามคูปองที่ลูกค้าแต่ละคนยื่นให้อย่างเฉื่อยชา ทุกสายตาต่างจ้องมองไปที่เนื้อหมูนั้นราวกับเป็นทองคำล้ำค่า

หลินมู่มู่ลอบถอนหายใจในใจ ชีวิตในยุคนี้ช่างอัตคัดขัดสนเสียจริง โชคดีที่นางไม่ใช่คนของยุคนี้โดยสมบูรณ์ ในมิติส่วนตัวของนางนั้นมีทั้งเนื้อหมูสามชั้นชิ้นโต ข้าวสารหอมมะลิชั้นเลิศ และเครื่องปรุงรสครบครันราวกับยกซูเปอร์มาร์เก็ตมาไว้ ความแตกต่างราวฟ้ากับเหวนี้ทำให้นางยิ่งยึดมั่นในปณิธานการเป็นปลาเค็มให้เหนียวแน่นยิ่งขึ้น

นางเดินสำรวจไปรอบๆ อย่างไม่รีบร้อน สายตาแสร้งทำเป็นมองหาสินค้า แต่แท้จริงแล้วกำลังจดจำราคาและชนิดของสินค้าที่ขาดแคลนอย่างหนัก ผ้าฝ้ายสีสวยๆ ไม่มี, น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ไม่มี, ขนมหวานยิ่งไม่ต้องพูดถึง ทุกอย่างล้วนเป็นหลักฐานชั้นดีที่บ่งบอกว่าหากนางต้องการระบายของจากระบบในอนาคต สินค้าเหล่านี้ย่อมเป็นที่ต้องการอย่างมหาศาล

หลังจากใช้เวลาสังเกตการณ์จนพอใจ หลินมู่มู่ก็เดินออกจากสหกรณ์กลางด้วยท่าทีสบายๆ นางเดินลัดเลาะไปตามถนนสายหลัก มองหาร่องรอยของตลาดมืดตามที่ได้ยินมา แต่ก็ไม่พบวี่แววใดๆ นางรู้ดีว่าสถานที่เช่นนั้นย่อมไม่ตั้งอยู่อย่างโจ่งแจ้งให้คนทั่วไปเห็นได้ง่ายๆ

“เอาเถอะ เรื่องนั้นค่อยว่ากันทีหลัง” นางพึมพำกับตัวเอง “ตอนนี้ท้องเริ่มร้องแล้ว ควรจะให้รางวัลแก่กระเพาะผู้น่าสงสารเสียหน่อย”

หลินมู่มู่เดินลึกเข้าไปในตรอกเล็กๆ แห่งหนึ่งซึ่งค่อนข้างลับตาคน เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครผ่านมา นางจึงแสร้งทำเป็นล้วงหยิบของจากย่ามผ้าใบใหญ่ แต่แท้จริงแล้วคือการเรียกของออกมาจากมิติลับ

เพียงพริบตาเดียว ซาลาเปาเนื้อลูกขาวอวบอิ่มร้อนกรุ่นก็ปรากฏขึ้นในมือนาง กลิ่นหอมของเนื้อสับผัดเครื่องเทศโชยออกมา กระตุ้นต่อมรับรสจนนางแทบน้ำลายสอ ไม่เพียงเท่านั้น ในมืออีกข้างยังมีขวดแก้วบรรจุน้ำอัดลมสีอำพันที่เย็นเฉียบปรากฏขึ้นมาด้วย!

นางหาที่นั่งเหมาะๆ บนขั้นบันไดหินเก่าๆ หลังอาคารร้าง ค่อยๆ กัดซาลาเปาเข้าไปคำใหญ่ แป้งนุ่มๆ กับไส้เนื้อชุ่มฉ่ำรสชาติเข้มข้นระเบิดอยู่ในปาก เป็นความสุขสมบูรณ์แบบที่ชาวบ้านในยุคนี้คงได้แต่ฝันถึง นางยกขวดน้ำอัดลมขึ้นดื่มตาม อึก... ความซ่าและหวานสดชื่นแล่นปราดไปทั่วร่าง ขับไล่ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางจนหมดสิ้น

หลินมู่มู่หลับตาพริ้ม ซึมซับความสุขจากการแอบกินของอร่อยในมุมลับตาคน นี่สิถึงจะเรียกว่าชีวิต! ขณะที่คนอื่นกำลังทำงานหนักเพื่อแลกกับแต้มกงเฝินอันน้อยนิด นางกลับได้นั่งกินซาลาเปาเนื้อดื่มน้ำอัดลมอย่างราชา ช่างเป็นปลาเค็มที่มีความสุขที่สุดในโลก!

และในขณะที่นางกำลังดื่มด่ำกับความสุขอยู่นั้นเอง...

[ติ๊ง!]

เสียงใสๆ ที่คุ้นเคยดังขึ้นในหัว

[ตรวจพบพฤติกรรม 'เที่ยวเล่นในเวลางาน' สำเร็จ ระบบกำลังมอบรางวัลพิเศษ... ขอแสดงความยินดี ท่านได้รับ: แป้งสาลีชั้นดี 10 จิน!]

มุมปากของหลินมู่มู่ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มพึงพอใจ เห็นไหมล่ะ? แม้แต่ระบบยังสนับสนุนวิถีปลาเค็มของนาง! แป้งสาลีสิบจิน... มากพอที่จะทำหมั่นโถว ซาลาเปา หรือบะหมี่กินได้อีกนาน

หลังจากจัดการกับอาหารมื้อพิเศษจนหมดสิ้น หลินมู่มู่ก็เก็บขวดเปล่ากลับเข้าไปในมิติอย่างเรียบร้อยไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ เอาไว้ เมื่อท้องอิ่ม กำลังวังชาก็กลับคืนมา คราวนี้นางมีเป้าหมายที่ชัดเจนขึ้น

นางเดินกลับออกมายังถนนเส้นเดิม แต่คราวนี้สายตาของนางไม่ได้มองไปที่ร้านค้าอีกต่อไป หากแต่กวาดมองไปตามตรอกซอกซอยที่ดูซับซ้อนและน่าสงสัย จากข้อมูลที่รวบรวมได้ในชาติก่อน ตลาดมืดมักจะตั้งอยู่ในบริเวณที่เข้าออกได้หลายทางและผู้คนไม่พลุกพล่านจนเกินไป

ในที่สุด สายตาของนางก็ไปหยุดอยู่ที่ตรอกแคบๆ แห่งหนึ่งที่ปากทางมีร้านน้ำชาเก่าๆ ตั้งอยู่บังตา ผู้คนที่เดินเข้าออกตรอกนั้นมีลักษณะพิเศษบางอย่าง พวกเขาเดินเร็ว ก้มหน้าก้มตา และมักจะถือถุงผ้าหรือตะกร้าที่คลุมปิดไว้อย่างมิดชิด บางคนยังลอบมองซ้ายมองขวาก่อนจะผลุบหายเข้าไปในตรอกนั้นอย่างรวดเร็ว

“ตรอกซือฝู...” หลินมู่มู่พึมพำชื่อที่เคยได้ยินมาแผ่วเบา ขณะที่หัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้น นางยังไม่ผลีผลามเข้าไปในทันที การสำรวจจากภายนอกคือความรอบคอบที่จำเป็น

นางแสร้งทำเป็นเดินชมของแถวนั้น แต่สายตากลับคอยจับจ้องความเคลื่อนไหวบริเวณปากตรอกนั้นไม่วางตา เรียนรู้จังหวะและรูปแบบการเข้าออกของผู้คน เตรียมพร้อมสำหรับวันที่นางจะกลายเป็นหนึ่งในผู้ค้าของตลาดแห่งนี้

ทว่า ขณะที่หลินมู่มู่กำลังจดจ่ออยู่กับการสังเกตการณ์ นางพลันรู้สึกถึงสายตาคู่หนึ่งที่กำลังจับจ้องมาที่นางอย่างไม่วางตา เป็นสายตาที่คมกริบ เฉียบแหลม และแฝงไว้ด้วยอำนาจบางอย่างที่ทำให้นางรู้สึกเย็นวาบไปทั่วสันหลัง

นางค่อยๆ หันไปตามสัญชาตญาณ และสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็คือบุรุษร่างสูงในชุดสีเทาเข้มธรรมดา หากแต่แววตาของเขานั้นไม่ธรรมดาเลยแม้แต่น้อย เขายืนพิงกำแพงอยู่อีกฟากของถนน ท่าทางดูสบายๆ แต่สายตาที่มองมานั้นกลับราวกับจะมองทะลุเข้าไปถึงความคิดในใจของนาง... และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ สายตาของเขาไม่ได้มองแค่นาง แต่กำลังจับจ้องไปยังทิศทางเดียวกับที่นางมองอยู่... ปากทางเข้าตรอกซือฝู