ต่อกรกับพ่อค้าหน้าเลือด

เสียงตวาดที่แหบพร่าและเต็มไปด้วยโทสะของหวังชุ่ยฮวาดังสะท้อนไปทั่วลานบ้าน ทว่าหลินชิงกลับมิได้แสดงอาการหวาดหวั่นแม้แต่น้อย นางเพียงกระชับอ้อมแขนที่โอบเสี่ยวเป่าไว้ให้แน่นขึ้นอีกนิด ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นราบเรียบ สวนทางกับความโกลาหลโดยสิ้นเชิง

"ท่านแม่สามี ท่านถามข้าว่าทำอะไรหรือ? ข้าก็กำลังจะถามท่านพี่สะใภ้ใหญ่เช่นกันว่านางกำลังทำอะไรอยู่"

นางเหลือบมองไปยังเฉินเจียวที่ยังคงนอนเกลือกกลิ้ง ส่งเสียงครวญครางอย่างน่าสมเพชบนพื้นดินเย็นเฉียบ ดวงตาของหลินชิงฉายแววเย็นชาปราดหนึ่ง "ยามวิกาลเช่นนี้ นางบุกเข้ามาในครัวของข้า มิหนำซ้ำยังพยายามรื้อค้นหม้อยาของสามีข้า หากนี่มิใช่การกระทำของหัวขโมย แล้วจะเป็นอะไรได้?"

หวังชุ่ยฮวาถึงกับพูดไม่ออก นางอับอายจนใบหน้าเห่อร้อนเมื่อได้ยินคำว่า "หัวขโมย" ซูต้าหลางที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็มีใบหน้าเขียวคล้ำด้วยความอัปยศอดสู

"แต่...แต่นาง..." หญิงชราพยายามจะแก้ต่างให้ลูกสะใภ้คนโปรด

"นางเป็นเช่นนี้เพราะบรรพบุรุษลงโทษ!" หลินชิงกล่าวแทรกเสียงดังฟังชัด "อาหารในหม้อนั้นคือสิ่งที่ข้าเตรียมไว้บำรุงสามีที่บาดเจ็บสาหัส ท่านพี่สะใภ้ใหญ่กลับคิดจะลักลอบกินของคนป่วย บรรพบุรุษตระกูลซูย่อมมิอาจทนดูได้ จึงสำแดงอิทธิฤทธิ์สั่งสอน!"

คำพูดของนางราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจของหวังชุ่ยฮวาและซูต้าหลาง การอ้างถึงบรรพบุรุษเป็นเรื่องที่ชาวบ้านธรรมดาให้ความยำเกรงสูงสุด การกระทำของเฉินเจียวในยามนี้ช่างดูคล้ายกับการถูกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ลงทัณฑ์จนน่าขนลุก

หวังชุ่ยฮวาเห็นท่าไม่ดี นางรู้ดีว่าหากปล่อยให้เรื่องนี้บานปลาย ชื่อเสียงของบ้านใหญ่คงได้ป่นปี้ไปพร้อมกับสะใภ้คนโปรดเป็นแน่

"พอแล้ว! ต้าหลาง!还不รีบพานางกลับเรือนไปอีก!" หญิงชราตวาดกลบเกลื่อนความผิด แล้วหันมาตวัดสายตาอาฆาตแค้นใส่หลินชิง "เรื่องนี้ข้าจะยังไม่คิดบัญชีกับเจ้า!"

หลินชิงเพียงยิ้มหยันในใจ นางมองซูต้าหลางลากภรรยาที่ยังคงมีอาการคลุ้มคลั่งกลับเรือนใหญ่ไป ก่อนจะหันไปทางหวังชุ่ยฮวาที่กำลังจะหมุนตัวกลับ "ท่านแม่สามีโปรดรอก่อน"

"ยังมีอะไรอีก!"

"พรุ่งนี้เช้า ข้าจะเข้าตลาดในอำเภอ" หลินชิงกล่าวอย่างใจเย็น "เสบียงในครัวใกล้จะหมดแล้ว ทั้งยังต้องซื้อสมุนไพรบางอย่างมาต้มให้ท่านพี่มู่หานด้วย"

หวังชุ่ยฮวาชะงักไปครู่หนึ่ง แม้นางจะเกลียดชังสะใภ้รองเข้ากระดูกดำ แต่ข้ออ้างเรื่องการซื้อยาให้ลูกชายคนรองก็ทำให้นางปฏิเสธไม่ได้ ได้แต่แค่นเสียง "หึ!" ออกมาจากลำคอ แล้วสะบัดหน้าเดินกลับเรือนไปอย่างหัวเสีย

เมื่อทุกคนจากไปหมดแล้ว หลินชิงจึงถอนหายใจยาว นางมองประตูเรือนที่ว่างเปล่า พลางลูบศีรษะของเสี่ยวเป่าเบาๆ "ไม่ต้องกลัวนะเป่าเอ๋อร์ แม่จะไม่มีวันยอมให้ใครมารังแกเราอีก"

รุ่งอรุณของวันใหม่ หลินชิงตื่นแต่เช้ามืด นางจัดเตรียมตะกร้าใบใหญ่ที่บุรองด้วยผ้าสะอาดอย่างดี ภายในบรรจุเห็ดหอมหยกที่เก็บมาจากภูเขาหมอกเร้นไว้อย่างมิดชิด หลังจากฝากฝังให้ซูมู่หานช่วยดูแลเสี่ยวเป่าแล้ว นางก็มุ่งหน้าไปยังท้ายหมู่บ้านเพื่อรอเกวียนวัวของลุงจ้าวที่จะเข้าตลาดอำเภอชิงผิง

เกวียนวัวเคลื่อนตัวไปอย่างเชื่องช้าบนเส้นทางขรุขระ หลินชิงนั่งอยู่บนกองฟาง กอดตะกร้าไว้แนบอก สายตาจับจ้องไปยังเส้นทางเบื้องหน้าด้วยความมุ่งมั่น ในที่สุดนางก็จะได้แปรเปลี่ยนของป่าให้กลายเป็นเงินทุนก้อนแรกสำหรับครอบครัวเล็กๆ ของนางเสียที

เมื่อมาถึงตลาดอำเภอชิงผิง เสียงจอแจของผู้คนก็ดังกระหึ่มเข้ามาในโสตประสาท กลิ่นอายของชีวิตชีวาคละเคล้ากับกลิ่นอาหารและสินค้าต่างๆ นานา หลินชิงไม่ได้ตื่นตาตื่นใจกับภาพตรงหน้า นางกวาดสายตาอย่างรวดเร็วเพื่อประเมินสถานการณ์ ก่อนจะเดินตรงไปยังย่านที่รับซื้อของป่าและสมุนไพรทันที

นางเดินผ่านแผงลอยหลายแห่ง จนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าร้านค้าที่มีป้ายไม้เขียนว่า "เถียนจี้ซานฮั่ว" (ร้านของป่าตระกูลเถียน) หน้าร้านมีชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมเล็กน้อย ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์กำลังนั่งจิบชาอยู่ เขาคือเถ้าแก่เถียน เจ้าของร้านรับซื้อของป่ารายใหญ่ที่สุดในตลาดแห่งนี้

"แม่นางน้อย มีของดีอันใดมาขายรึ?" เถ้าแก่เถียนเหลือบมองหลินชิงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เมื่อเห็นอาภรณ์ผ้าป่านหยาบๆ ของนาง เขาก็ประเมินในใจทันทีว่าเป็นเพียงหญิงชาวบ้านยากจนคนหนึ่ง

หลินชิงไม่พูดพร่ำทำเพลง นางวางตะกร้าลงบนโต๊ะแล้วค่อยๆ เปิดผ้าที่คลุมอยู่ออกอย่างช้าๆ

ทันทีที่เห็ดหอมหยกสีขาวนวลราวกับหยกเนื้อดีปรากฏแก่สายตา ดวงตาที่หรี่เล็กของเถ้าแก่เถียนก็เบิกกว้างขึ้นทันที ประกายความละโมบวูบผ่านไปอย่างรวดเร็วจนแทบไม่มีใครสังเกตเห็น แต่ก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของอดีตผู้จัดการฝ่ายจัดซื้ออย่างหลินชิงไปได้

"โอ้... ก็แค่เห็ดป่าธรรมดา" เถ้าแก่เถียนแสร้งทำเสียงเรียบเฉย พยายามกดคุณค่าของสินค้าลง "ช่วงนี้ฝนตกชุก เห็ดพวกนี้หาได้ทั่วไป คุณภาพก็งั้นๆ"

หลินชิงยิ้มมุมปาก "เถ้าแก่เถียน ท่านช่างกล่าววาจาแปลกประหลาดนัก เห็ดหอมหยกเช่นนี้ หากเป็นของที่หาได้ทั่วไปจริง ป่านนี้คงวางขายเกลื่อนตลาดแล้วกระมัง"

เถ้าแก่เถียนชะงักไปเล็กน้อย ไม่คิดว่าหญิงชาวบ้านผู้นี้จะรู้ชื่อของมัน ทั้งยังมีไหวพริบในการเจรจาผิดกับที่คาดไว้

"เอาเถอะ เห็นแก่ที่เจ้าอุตส่าห์เดินทางมาไกล ข้าจะให้ราคาพิเศษ ทั้งตะกร้านี้... ข้าให้ 50 อีแปะ!" เขาทำทีเป็นใจกว้าง แต่ราคที่เสนอนั้นเป็นการกดขี่ขูดรีดอย่างน่าเกลียดที่สุด

หลินชิงหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะของนางใสดุจกระดิ่ง แต่กลับแฝงไว้ด้วยความเย็นเยียบ "50 อีแปะหรือ? เถ้าแก่ ท่านคงเห็นข้าเป็นเด็กสามขวบกระมัง เห็ดหอมหยกคุณภาพชั้นเลิศเช่นนี้ ท่านคิดจะใช้เงินเพียง 50 อีแปะมาซื้อไป แล้วนำไปขายต่อให้เหลาอาหารใหญ่ๆ ในราคาหลายตำลึงทองอย่างนั้นรึ?"

ใบหน้าของเถ้าแก่เถียนเปลี่ยนสีทันที แผนการในใจถูกทลายลงอย่างไม่เป็นท่า

"เจ้า...เจ้าพูดจาเหลวไหลอันใด!"

"เหลวไหลหรือไม่ ท่านย่อมรู้ดีแก่ใจ" หลินชิงโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ลดเสียงลงจนมีเพียงพวกเขาสองคนที่ได้ยิน "ข้าได้ยินมาว่าเหลาอาหารจินอวี้กำลังมองหาวัตถุดิบชั้นเลิศชนิดใหม่เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับร้าน หากข้านำเห็ดหอมหยกนี่ไปเสนอขายให้พวกเขาโดยตรง ท่านคิดว่าพ่อครัวใหญ่ของพวกเขาจะยอมจ่ายในราคาเท่าใด?"

คำว่า "เหลาอาหารจินอวี้" ราวกับค้อนหนักๆ ที่ทุบลงบนศีรษะของเถ้าแก่เถียน เขาคือผู้ผูกขาดการส่งของป่าให้กับเหลาอาหารแห่งนั้นมาโดยตลอด หากหญิงนางนี้ตัดช่องทางการค้าของเขาไป เท่ากับว่าเขากำลังจะสูญเสียลูกค้ารายใหญ่ที่สุด!

เหงื่อกาฬผุดขึ้นบนหน้าผากของพ่อค้าหน้าเลือด เขามองเห็ดในตะกร้าสลับกับใบหน้าที่เรียบเฉยแต่แฝงด้วยความมั่นใจของหลินชิง เขารู้ดีว่าตนประเมินนางต่ำเกินไปแล้ว

"เจ้า...เจ้าต้องการเท่าไหร่!" ในที่สุดเขาก็ยอมจำนน

หลินชิงยืดตัวตรง มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มแห่งผู้ชนะ "ไม่มากไม่มาย ข้าขอเพียงราคาที่สมเหตุสมผล... สามตำลึงเงิน"

"สามตำลึง!" เถ้าแก่เถียนแทบจะกระโดดโหยง "เจ้าจะบ้าไปแล้วรึ!"

"หากท่านไม่พอใจ ก็ไม่เป็นไร" หลินชิงเอื้อมมือไปทำท่าจะปิดฝาตะกร้า "ข้าจะลองเดินไปที่เหลาอาหารจินอวี้ดูสักหน่อย ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจให้ราคาดีกว่านี้"

"เดี๋ยวก่อน!" เถ้าแก่เถียนรีบคว้าข้อมือของนางไว้ แต่เมื่อสบเข้ากับแววตาเย็นชาของหลินชิง เขาก็รีบปล่อยมือราวกับจับโดนของร้อน "ตกลง! สามตำลึงก็สามตำลึง!"

แม้จะเจ็บใจจนแทบกระอักเลือด แต่เขาก็จำต้องยอมควักถุงเงินออกมานับเงินตำลึงสามก้อนส่งให้หลินชิงด้วยมือที่สั่นเทา นี่เป็นการค้าที่ขาดทุนทางความรู้สึกที่สุดในชีวิตของเขา

หลินชิงรับเงินมาตรวจสอบอย่างรอบคอบ ก่อนจะเก็บใส่แขนเสื้ออย่างระมัดระวัง นางส่งตะกร้าให้เขาแล้วกล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม "ขอบคุณเถ้าแก่ที่อุดหนุน หากคราวหน้าข้ามีของดีอีก จะนำมาให้ท่านชมเป็นคนแรก"

คำพูดของนางแม้จะฟังดูสุภาพ แต่สำหรับเถ้าแก่เถียนแล้วมันไม่ต่างจากการตบหน้า เขาได้แต่กัดฟันกรอด มองตามหลังหญิงสาวที่เดินจากไปอย่างสง่างาม พร้อมกับตระหนักได้ว่า... ตลาดอำเภอชิงผิงแห่งนี้ เพิ่งจะมีศัตรูทางการค้าที่น่ากลัวปรากฏตัวขึ้นมาเสียแล้ว

หลินชิงเดินออกมาจากร้านค้าด้วยหัวใจที่พองโต นี่คือชัยชนะก้าวแรกของนาง นางเดินไปยังตรอกเล็กๆ ที่ไร้ผู้คน ก่อนจะกระซิบเบาๆ "ระบบ เก็บเงินตำลึง"

เงินสามตำลึงที่หนักอึ้งในแขนเสื้อพลันหายวับไป ถูกเก็บเข้าสู่มิติซูเปอร์มาร์เก็ตอย่างปลอดภัย ความรู้สึกเบาตัวทำให้นางอารมณ์ดียิ่งขึ้นไปอีก ขณะที่กำลังจะเดินออกจากตรอก นางพลันรู้สึกถึงเจตนาร้ายที่ส่งมาจากทางร้านของเถ้าแก่เถียน

`[ตรวจพบเจตนาร้ายจาก ‘เถ้าแก่เถียน’ ท่านต้องการใช้ ‘แต้มความแค้น’ 10 แต้ม เพื่อใช้สกิล “ดีดนิ้วสั่งสอน” ระดับ: ท้องร่วงฉับพลันหรือไม่?]`

เสียงของระบบดังขึ้นในหัว หลินชิงยิ้มเย็น นางนึกถึงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความละโมบและความอาฆาตของพ่อค้าหน้าเลือดผู้นั้นแล้วตอบกลับในใจ `[ยืนยัน]`

นางยกมือขึ้นมาทำทีเป็นปัดฝุ่นออกจากแขนเสื้อ ก่อนจะดีดนิ้วดัง *เป๊าะ!* หนึ่งครั้ง แล้วจึงเดินจากไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพียงไม่นานก็ได้ยินเสียงโวยวายและเสียงวิ่งวุ่นดังมาจากร้านค้าที่นางเพิ่งจากมา

หลังจากนั้น หลินชิงได้ซื้อข้าวสารหยาบและแป้งสาลีอย่างละเล็กน้อยเพื่อบังหน้า ก่อนจะมุ่งหน้ากลับไปยังจุดนัดพบเพื่อรอเกวียนกลับหมู่บ้าน ขณะที่กำลังเดินเพลินๆ สายตาของนางพลันเหลือบไปเห็นร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งที่กำลังยืนเลือกซื้อปิ่นปักผมอยู่ในร้านเครื่องประดับฝั่งตรงข้าม

ชายหนุ่มผู้นั้นสวมชุดบัณฑิตผ้าไหมเนื้อดี ท่าทางดูภูมิฐาน แต่กลับไม่เหมือนผู้ที่มาหาซื้อตำราความรู้ ใบหน้านั้น...กลับเป็นคนที่นางคุ้นเคยอย่างยิ่ง

ซูซานหลาง! น้องสามของสามี บัณฑิตซิ่วไฉที่ควรจะกำลังศึกษาเล่าเรียนอย่างหนักอยู่ในเมือง เหตุใดจึงมาปรากฏตัวที่นี่ในสภาพหรูหราฟุ่มเฟือยเช่นนี้ได้