จุดจบของคนโลภ

ภายในกระท่อมซอมซ่อ แสงเทียนริบหรี่ขับไล่ความมืดมิดได้เพียงน้อยนิด ทว่ากลิ่นหอมของน้ำแกงไก่ตุ๋นเห็ดหอมหยกกลับอวลอายเข้มข้นเสียจนแทบจะจับต้องได้ มันคือกลิ่นหอมที่ยั่วยวนสัญชาตญาณดิบแห่งความหิวโหยของผู้คนในยุคข้าวยากหมากแพงนี้ได้อย่างร้ายกาจที่สุด

เงาร่างตะคุ่มที่หยุดยืนอยู่หน้าประตูขยับไหวเล็กน้อย ดวงตาคู่หนึ่งสอดส่องผ่านรอยแตกของบานประตูไม้เก่าคร่ำคร่า ภาพที่เห็นคือซูมู่หานกำลังซดน้ำแกงในชามอย่างช้าๆ ส่วนเสี่ยวเป่าก็กำลังเคี้ยวเนื้อไก่ตุ๋ยๆ ด้วยความสุขล้นเหลือ บนโต๊ะยังมีหม้อดินใบเขื่องที่ส่งไออุ่นกรุ่นและกลิ่นหอมยั่วน้ำลายไม่หยุดหย่อน

เฉินเจียวกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคออย่างยากลำบาก ในใจนางลุกเป็นไฟด้วยความริษยาและตะกละตะกลาม บ้านรองที่ควรจะอดตายกลับมีไก่ทั้งตัวกิน! ส่วนนางและลูกชายกลับได้กินเพียงรำข้าวหยาบๆ ความยุติธรรมอยู่หนใดกัน?

ความละโมบเอาชนะความกลัวจนหมดสิ้น นางตัดสินใจแล้ว ค่ำคืนนี้ หม้อน้ำแกงนั้นต้องเป็นของนาง!

เฉินเจียวค่อยๆ แง้มบานประตูที่ไม่ได้ลงกลอนอย่างแผ่วเบาที่สุด เสียงไม้เสียดสีกันดังเอี๊ยดเบาๆ แต่กลับไม่มีผู้ใดในห้องหันมามอง สามชีวิตในนั้นยังคงจดจ่ออยู่กับอาหารเลิศรสตรงหน้า

หัวใจของสะใภ้ใหญ่เต้นระทึก นางย่องฝีเท้าดุจแมวขโมยเข้าไปในส่วนครัวที่เชื่อมติดกับห้องนอน ที่นั่น... หม้อดินเผายังคงตั้งอยู่บนเตาที่ไฟมอดลงแล้วแต่ยังคงความร้อนระอุ กลิ่นหอมที่ได้สัมผัสในระยะประชิดนี้รุนแรงยิ่งกว่าเดิมหลายเท่านัก

นางยื่นมือทั้งสองข้างที่สั่นเทาเล็กน้อยออกไป หมายจะคว้าหูหม้อดินแล้ววิ่งหนีไปให้เร็วที่สุด ในสมองจินตนาการถึงรสชาติของน้ำแกงสีทองและเนื้อไก่นุ่มลิ้นไปเรียบร้อยแล้ว

ทว่านางหารู้ไม่ว่าทุกการกระทำของนางล้วนตกอยู่ในสายตาของหลินชิงตั้งแต่แรก

หลินชิงแสร้งทำเป็นตักน้ำแกงให้เสี่ยวเป่าเพิ่ม แต่หางตาของนางจับจ้องเงาสะท้อนบนผิวช้อนโลหะที่ขัดจนขึ้นเงาอย่างเยือกเย็น นางคาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่ากลิ่นหอมนี้จะต้องล่อหนูสกปรกออกมาจากรูเป็นแน่

มุมปากของหลินชิงยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันที่ไม่มีผู้ใดทันสังเกต ในใจนางเปล่งเสียงเรียกเอไอประจำตัวอย่างเงียบเชียบ

‘ระบบ! ยืนยันการใช้สกิลดีดนิ้วสั่งสอน เป้าหมาย: เฉินเจียว ใช้แต้มความแค้นของศัตรู 50 แต้ม!’

[ติ๊ง! คำสั่งได้รับการยืนยัน กำลังเปิดใช้งานสกิล ‘ดีดนิ้วสั่งสอน’ ระดับต้น: อาการคันคะเยอฉับพลัน]

วินาทีที่ปลายนิ้วของเฉินเจียวกำลังจะสัมผัสกับหูหม้อดิน หลินชิงก็ยกมือขวาขึ้นมาบังปาก ทำทีเป็นไอเบาๆ แล้วใช้นิ้วโป้งกับนิ้วกลางดีดเข้าหากันใต้โต๊ะ...

*แปะ!*

เสียงดังแผ่วเบาราวกับยุงบินผ่าน แต่สำหรับเฉินเจียวแล้ว มันกลับราวกับเสียงฟ้าผ่าลงกลางกบาล!

พลัน! ความรู้สึกคันยุบยิบอย่างประหลาดก็แล่นปราดขึ้นมาบริเวณรักแร้ของนาง เฉินเจียวชะงักงัน นางขมวดคิ้วแล้วใช้ไหล่เบียดแขนเพื่อเกาเบาๆ คิดว่าเป็นเพียงมดแมลงตัวเล็กๆ

แต่แล้ว ความคันนั้นกลับทวีความรุนแรงขึ้นอย่างบ้าคลั่ง มันลุกลามจากรักแร้ลงไปยังสีข้าง จากนั้นก็พุ่งตรงไปยังบริเวณง่ามขาอันเป็นจุดซ่อนเร้น! มันเป็นความคันที่ราวกับมีมดนับหมื่นตัวกำลังไชชอนอยู่ใต้ผิวหนัง คันลึก คันทรมานจนแทบจะเสียสติ

"อึก..."

เฉินเจียวเผลอส่งเสียงร้องในลำคอ นางรีบใช้มือทั้งสองข้างล้วงเข้าไปเกาบริเวณใต้แขนเสื้ออย่างลืมตัว เล็บคมๆ ขูดครืดๆ ลงบนผิวเนื้อ แต่ยิ่งเกาก็ยิ่งคัน!

"เป็นอันใดไป พี่สะใภ้ใหญ่?"

เสียงเรียบๆ ของหลินชิงดังขึ้น ทำให้เฉินเจียวสะดุ้งสุดตัว นางหันขวับไปมอง เห็นหลินชิงกำลังจ้องมาที่นางด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก

"ขะ...ข้าแค่...แค่จะมาดูว่าพวกเจ้ามีน้ำร้อนหรือไม่" เฉินเจียวปั้นหน้าเจื่อน พยายามข่มอาการคันไว้สุดชีวิต แต่ร่างกายกลับไม่เชื่อฟัง ขาของนางเริ่มสั่น ใบหน้าบิดเบี้ยวเพราะความทรมาน

ซูมู่หานและเสี่ยวเป่าหยุดกินแล้วหันมามองเป็นตาเดียว

ทันใดนั้น ความคันระลอกใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิมก็ซัดกระหน่ำเข้าใส่เฉินเจียว นางทนต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว!

"อ๊าาาา! คัน! คันเหลือเกิน!"

เฉินเจียวร้องโหยหวนออกมาสุดเสียง นางทิ้งหม้อดินที่หมายปองไว้เบื้องหลัง แล้วทรุดตัวลงไปนอนเกลือกกลิ้งกับพื้นครัวที่สกปรกมอมแมม มือทั้งสองข้างฉีกทึ้งเสื้อผ้าของตนเอง พยายามเกาไปทั่วทุกส่วนของร่างกายอย่างบ้าคลั่ง ทั้งรักแร้ ง่ามขา หรือแม้แต่ซอกหลืบที่น่าอับอายที่สุด

"ช่วยด้วย! คัน! โอ๊ย! ผู้ใดก็ได้ช่วยข้าที!"

เสียงกรีดร้องอันแหลมสูงของนางดังก้องไปทั่วทั้งลานบ้านในยามวิกาล ปลุกให้ทุกคนในเรือนใหญ่ของตระกูลซูต้องสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ

หลินชิงเห็นว่าแผนการได้ผลแล้ว นางจึงรีบแสดงละครฉากต่อไปทันที!

นางเบิกตากว้าง ทำหน้าตื่นตระหนกสุดขีด รีบดึงเสี่ยวเป่าที่กำลังตัวสั่นงันงกเข้ามาซุกอยู่ข้างหลัง แล้วชี้มือไปยังร่างของเฉินเจียวที่กำลังนอนดิ้นทุรนทุรายราวกับคนเสียสติ พลางตะโกนด้วยเสียงอันดังว่า

"สวรรค์! พี่สะใภ้ใหญ่! นี่ท่าน... ท่านต้องถูกวิญญาณบรรพบุรุษลงโทษเป็นแน่! ท่านคิดจะขโมยอาหารบำรุงของคนป่วยไปกิน บรรพบุรุษจึงพิโรธ!"

คำว่า "วิญญาณบรรพบุรุษลงโทษ" ถูกเน้นย้ำเสียงดังฟังชัด ราวกับต้องการให้ทุกคนที่กำลังจะมาถึงได้ยิน

*ปัง!*

ประตูเรือนใหญ่ถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรง หวังชุ่ยฮวาที่อยู่ในชุดนอนบางๆ วิ่งหน้าตื่นออกมาเป็นคนแรก ตามมาด้วยซูต้าหลางที่ยังคงมีสีหน้างัวเงีย

ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของหญิงชราคือสะใภ้ใหญ่คนโปรดของนางกำลังนอนเกลือกกลิ้งอยู่บนพื้นครัวของบ้านรอง สภาพไม่ต่างจากสุนัขขี้เรื้อน ส่วนหลินชิงยืนกอดลูกชายทำหน้าตาตื่นตกใจอยู่ไม่ไกล

"เจียวเอ๋อร์! เจ้าเป็นอะไรไป!" หวังชุ่ยฮวาร้องเสียงหลง นางจะพุ่งเข้าไปดูอาการ แต่เมื่อเห็นสภาพที่สะใภ้ใหญ่กำลังใช้เล็บข่วนเนื้อตัวเองจนเป็นรอยแดงเถือกไปทั่วทุกซอกทุกมุม นางก็พลันชะงักเท้าด้วยความขยะแขยง

ซูต้าหลางเห็นภรรยาของตนอยู่ในสภาพอุจาดตาก็ถึงกับหน้าเขียวคล้ำด้วยความอับอายระคนโมโห

หวังชุ่ยฮวาหันขวับมาทางหลินชิงทันที ดวงตาของนางลุกโชนด้วยโทสะและความเกลียดชัง ไม่ว่าเรื่องนี้จะมีผีสางเทวดาที่ไหนมาเกี่ยวข้องหรือไม่ แต่เหตุการณ์มันเกิดในบ้านของสะใภ้รอง!

นางชี้หน้าหลินชิงด้วยนิ้วที่สั่นเทิ้มด้วยความโกรธจัด ตวาดลั่นจนเสียงแหบพร่า

"หลินชิง! เจ้าสารเลว! เจ้าทำอันใดกับสะใภ้ใหญ่!"