ตื่นขึ้นในเรือนซอมซ่อ
ความเจ็บปวดเสียดแทงราวกับจะฉีกทึ้งสรรพางค์กายคือความรู้สึกแรกที่เสิ่นชิงฮวนรับรู้ได้ สติของนางเลือนรางดุจม่านหมอกในยามเช้า กลิ่นอับชื้นของไม้ผุพังและดินเย็นกระทบปลายจมูก ชักนำให้เปลือกตาอันหนักอึ้งค่อยๆ ปรือเปิดขึ้น
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือคานไม้เก่าคร่ำคร่าที่มีหยากไย่เกาะจับอยู่ประปราย ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความสลัว มีเพียงแสงจันทร์ซีดเซียวที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างกระดาษซึ่งขาดวิ่นเข้ามา เผยให้เห็นสภาพอันน่าสังเวชของเรือนพักที่นางนอนอยู่
"คุณหนู... คุณหนูฟื้นแล้ว!"
เสียงสะอื้นไห้ปนดีใจดังขึ้นข้างกาย เสิ่นชิงฮวนหันศีรษะที่ปวดร้าวไปมองอย่างเชื่องช้า เด็กสาวในชุดผ้าเนื้อหยาบใบหน้ามอมแมมกำลังจ้องมองนางด้วยดวงตาแดงก่ำที่เปี่ยมด้วยความห่วงใย
"คุณหนู ในที่สุดท่านก็ฟื้นเสียที บ่าว... บ่าวกลัวเหลือเกินเจ้าค่ะ" เด็กสาวผู้นั้นคือชุนเถา สาวใช้คนสนิทที่ติดตามนางมายังเรือนซอมซ่อแห่งนี้
เสิ่นชิงฮวนพยายามยันกายลุกขึ้น ความทรงจำที่ไม่ใช่ของตนเองหลั่งไหลเข้ามาในห้วงสมองราวกับเขื่อนทลาย... ร่างนี้คือเสิ่นชิงฮวน คุณหนูใหญ่แห่งจวนเสนาบดีกรมมหาดไทย ถูกน้องสาวต่างมารดาและแม่เลี้ยงใจร้ายลวงไปให้ถูกทำลายโฉมหน้า ก่อนจะถูกใส่ร้ายป้ายสีจนบิดาแท้ๆ สั่งเนรเทศมายังเรือนหลิวหลีอันรกร้างท้ายจวนแห่งนี้!
ส่วนตัวนาง... คือเสิ่นชิงฮวน ศัลยแพทย์มือหนึ่งแห่งศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดที่ประสบอุบัติเหตุจนสิ้นใจ และทะลุมิติมาอยู่ในร่างของคุณหนูผู้อาภัพนางนี้
"น้ำ..." นางเอ่ยเสียงแหบพร่า ชุนเถารีบรินน้ำจากกาเก่าๆ ใส่ถ้วยบิ่นๆ มาป้อนให้นางอย่างระมัดระวัง
เมื่อความกระหายบรรเทาลง เสิ่นชิงฮวนจึงมีแรงพอจะสำรวจสภาพของตนเอง นางยกมือขึ้นสัมผัสใบหน้าด้านซ้ายอย่างแผ่วเบา ผิวเนื้อบริเวณนั้นขรุขระ บิดเบี้ยวอย่างน่าเกลียดน่ากลัว ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของศัลยแพทย์เช่นนางกระตุกวูบมิใช่ความอัปลักษณ์ แต่เป็นสัมผัสที่ปลายนิ้วรู้สึกได้
นี่... ไม่ใช่รอยแผลเป็นจากการถูกกรีดธรรมดา แต่เป็นผลจากพิษร้ายแรงที่กัดกร่อนทำลายชั้นผิวหนังและเนื้อเยื่อจากภายใน!
"ชุนเถา เอากระจกมาให้ข้า" นางสั่งเสียงเรียบ
ชุนเถามีสีหน้าลังเล "แต่ว่าคุณหนู..."
"เอามา" สุรเสียงนั้นทรงอำนาจอย่างประหลาดจนชุนเถาไม่อาจขัดขืน นางจำต้องส่งกระจกทองเหลืองที่หมองคล้ำให้นายสาวแต่โดยดี
ภาพในกระจกสะท้อนใบหน้าซีกขวางดงามราวเทพธิดาจำแลง ดวงตาหงส์พราวจรัส จมูกโด่งรั้น ริมฝีปากอิ่มได้รูป ทว่าใบหน้าซีกซ้ายกลับเป็นภาพตรงกันข้าม ผิวหนังเน่าเปื่อยยุ่ยยุ่ยจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม เป็นภาพที่น่าสยดสยองจนคนใจแข็งยังต้องเบือนหน้าหนี
แต่เสิ่นชิงฮวนกลับจ้องมองมันนิ่งงัน ในดวงตาฉายแววครุ่นคิดวิเคราะห์อย่างเยือกเย็น 'พิษกัดกร่อนผิวชนิดนี้... ต้องใช้สมุนไพรหลายชนิดผสมกันในสัดส่วนที่แม่นยำ มิใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะปรุงขึ้นได้'
แผนการของแม่เลี้ยงและน้องสาวต่างมารดาช่างอำมหิตนัก! พวกนางไม่เพียงต้องการทำลายนาง แต่ยังต้องการให้นางอยู่อย่างทุกข์ทรมานไร้ซึ่งหนทางรักษา
ปัง!
เสียงถีบประตูที่ดังลั่นทำลายความเงียบในห้อง หวังหมัวมัว บ่าวรับใช้ร่างท้วมที่ฮูหยินรองส่งมาเพื่อ 'ดูแล' นาง ก้าวอาดๆ เข้ามาพร้อมกับถาดอาหารในมือ นางวางถาดลงบนโต๊ะอย่างกระแทกกระทั้น ส่งผลให้ข้าวต้มเย็นชืดและผักดองเหี่ยวๆ กระฉอกออกมา
"ฟื้นแล้วรึ นังตัวดี ยังไม่ตายอีกหรือ" หวังหมัวมัวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน พลางกวาดตามองเสิ่นชิงฮวนตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยแววตาดูแคลน "รีบกินข้าวแล้วไปทำงานเสีย วันนี้ต้องซักผ้าอีกสองกะละมังใหญ่ ถ้าไม่เสร็จก็ไม่ต้องกินข้าวเย็น!"
ชุนเถาเดือดดาลจนตัวสั่น "หวังหมัวมัว! คุณหนูเพิ่งจะฟื้นไข้ ร่างกายยังอ่อนแอ ท่านจะให้นางไปทำงานหนักได้อย่างไร!"
หวังหมัวมัวแค่นเสียงหัวเราะ "คุณหนูรึ? ที่นี่ไม่มีคุณหนู มีแต่คนโทษที่ถูกขับไล่! เจ้าเองก็เหมือนกันชุนเถา ถ้ายังคิดจะปกป้องมันอยู่ ข้าจะจับเจ้าโบยเสียให้เข็ด!"
นางเดินตรงเข้ามาหาเสิ่นชิงฮวน หมายจะกระชากแขนของนางให้ลุกขึ้นจากเตียง ทว่าก่อนที่มือหยาบกร้านนั้นจะทันได้สัมผัสตัว เสิ่นชิงฮวนที่ดูอ่อนแอมาตลอดกลับขยับไหวอย่างรวดเร็วราวภูตพราย!
นางเบี่ยงตัวหลบพร้อมกับชิงจังหวะดึงปิ่นปักผมที่ทำจากเงินเล่มหนึ่งออกมาจากมวยผมของชุนเถาที่อยู่ใกล้ๆ ในพริบตาที่หวังหมัวมัวเสียหลัก ปลายนิ้วเรียวของนางก็จิ้มปิ่นเงินลงไปบนจุดชีพจรสำคัญบริเวณต้นคอของหญิงชราอย่างแม่นยำ!
จุดเทียนทู! จุดสกัดสำคัญที่เชื่อมต่อกับเส้นประสาทควบคุมการเคลื่อนไหว!
หวังหมัวมัวเบิกตากว้าง ร่างกายพลันแข็งทื่อราวกับถูกสาป ความรู้สึกชาแล่นปราดไปทั่วร่างก่อนที่เรี่ยวแรงทั้งหมดจะเหือดหายไป นางทำได้เพียงส่งเสียงอู้อี้ในลำคอ ดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกพรั่นพรึง ก่อนจะล้มตึงลงไปกองกับพื้น สลบไสลไม่ได้สติ
ชุนเถาอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง นางมองภาพหวังหมัวมัวที่นอนแน่นิ่งสลับกับใบหน้าเยียบเย็นของคุณหนูของตนอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
"คุณ... คุณหนู... ท่าน..."
"นางแค่สลบไป" เสิ่นชิงฮวนเอ่ยเสียงเรียบ ขณะเช็ดปิ่นเงินกับชายเสื้อของหวังหมัวมัวอย่างไม่นึกรังเกียจ "อีกสองชั่วยามก็จะฟื้น แต่จะรู้สึกชาไปทั้งตัวอีกครึ่งค่อนวัน"
แววตาที่นางใช้มองร่างบนพื้นนั้นเยือกเย็นจนน่ากลัว "คิดจะรังแกข้าเสิ่นชิงฮวนคนใหม่... คงต้องดูเสียก่อนว่าพวกมันมีกี่ชีวิตให้ข้าเล่นสนุก!"
ขณะเดียวกัน บนยอดเขาชุยเวยซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเรือนหลิวหลี กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณใต้แสงจันทร์ ร่างในชุดดำของผู้ลอบสังหารสิบกว่ารายนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นดินที่ชุ่มโชกไปด้วยโลหิต ทุกคนล้วนสิ้นใจด้วยบาดแผลเพียงแห่งเดียว
กู้หนานเยวียนยืนพิงต้นไม้ใหญ่ หอบหายใจอย่างหนักหน่วง ชุดผ้าไหมสีดำขลับของเขาขาดวิ่นหลายแห่ง ที่มุมปากมีคราบเลือดไหลซึม ชายหนุ่มยกมือขึ้นกดหน้าอกข้างซ้ายที่ปรากฏรอยแผลจากคมดาบ แม้บาดแผลจะไม่ลึก แต่พิษที่อาบอยู่บนนั้นกลับร้ายกาจนัก มันกำลังกัดกร่อนและลุกลามเข้าสู่เส้นชีพจรของเขาอย่างรวดเร็ว ทำให้ปราณยุทธ์ปั่นป่วนจนแทบไม่อาจควบคุม
"นายท่าน!" เงาร่างสายหนึ่งปราดเข้ามาคุกเข่าเบื้องหน้า "บ่าวสมควรตายที่ปล่อยให้พวกมันเข้ามาใกล้ท่านได้!"
"ไม่ใช่ความผิดของเจ้า" กู้หนานเยวียนเอ่ยเสียงเย็นชา ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวมองฝ่าความมืดไปยังทิศทางของเมืองหลวงจิงอวิ๋น "คนพวกนี้เป็นมือสังหารของวังหลวง... พิษนี้... ไม่ธรรมดา"
เขารู้สึกถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านจากบาดแผลเข้าสู่หัวใจอย่างช้าๆ บีบคั้นให้ลมหายใจติดขัด แม้จะสังหารศัตรูได้หมดสิ้น แต่ตัวเขาก็กำลังจะถูกพิษร้ายคร่าชีวิตในไม่ช้า
กลับมายังเรือนซอมซ่อหลิวหลี เสิ่นชิงฮวนกำลังครุ่นคิดถึงแผนการต่อไป นางต้องรีบหาทางรักษาใบหน้าและหาเงินทุนเพื่อตั้งตัวให้ได้โดยเร็วที่สุด แต่จะทำอย่างไรกับร่างของหวังหมัวมัวที่นอนสลบไสลอยู่บนพื้นดี?
ทันใดนั้นเอง! เสียงฝีเท้าหลายคู่ที่เหยียบย่ำใบไม้แห้งก็ดังขึ้นจากนอกรั้วเรือน กำลังมุ่งตรงมายังที่นี่อย่างรวดเร็ว!
ชุนเถาหน้าซีดเผือดเผือดเผิน "คุณหนู... ทำอย่างไรดีเจ้าคะ ต้องเป็นคนของฮูหยินรองแน่ๆ!"
เสิ่นชิงฮวนหรี่ตาลง แววตาฉายประกายเด็ดเดี่ยวและอันตราย ในสถานการณ์ที่คับขันเช่นนี้ นางจะเอาตัวรอดจากอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามาได้อย่างไร?