รอยแผลแห่งการจดจำ

ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวราตรีเบิกโพลงขึ้นโดยพลัน สะท้อนเงาของสตรีในอาภรณ์สีซีดจางและผ้าคลุมหน้าผืนเก่า กู้หนานเยวียนได้สติกลับคืนมาแล้วโดยสมบูรณ์ ทว่าประสาทสัมผัสที่เคยเฉียบคมกลับถูกกดทับด้วยความหนักอึ้งประหลาด ร่างกายที่เคยเคลื่อนไหวได้ดั่งใจนึก บัดนี้กลับแข็งทื่อราวกับถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น

ไอสังหารเยียบเย็นแผ่พุ่งออกมาจากแววตาของเขาทันที พลังปราณที่เคยเงียบสงัดเริ่มก่อตัวเป็นระลอกคลื่นน้อยๆ พยายามทะลวงการจองจำนี้

“เจ้า...เป็นใคร?” น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งพันปี แต่ละพยางค์แฝงไว้ด้วยอำนาจบาตรใหญ่ที่พร้อมจะบดขยี้ผู้คนให้แหลกลาญ

เสิ่นชิงฮวนเพียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาที่มองตอบกลับไปนั้นสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น ไม่มีความหวั่นเกรงใดๆ ปรากฏให้เห็นแม้เพียงเศษเสี้ยว นางยังคงนั่งอยู่ข้างกายเขาด้วยท่าทีสบายๆ ราวกับผู้ที่นอนอยู่บนพื้นไม่ใช่พยัคฆ์ร้ายที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อ แต่เป็นเพียงแมวป่วยตัวหนึ่งเท่านั้น

“ผู้ช่วยชีวิตท่าน” นางตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยไร้ความรู้สึก “ท่านถูกพิษร้ายแรงสองชนิดเข้าพร้อมกัน หากไม่ใช่เพราะข้า ท่านคงกลายเป็นศพแข็งทื่อไปแล้ว”

คำพูดของนางแทงใจดำของเขาอย่างจัง! กู้หนานเยวียนขมวดคิ้วแน่น ความทรงจำสุดท้ายของเขาคือการถูกลอบโจมตีจากยอดฝีมือลึกลับ ก่อนที่พิษโบราณสองชนิดที่ซ่อนอยู่ในร่างจะกำเริบขึ้นพร้อมกันจนสิ้นสติไป

แต่ถึงกระนั้น ความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีก็ไม่ยอมให้เขาก้มหัวให้ใครง่ายๆ “กล้าดีอย่างไร...มาแตะต้องตัวข้า” เขากัดฟันกรอด พยายามเค้นพลังปราณทั้งหมดเพื่อทำลายการสะกดนี้ แต่ร่างกายกลับไม่ตอบสนองแม้แต่น้อย

เสิ่นชิงฮวนหัวเราะในลำคอเบาๆ “ท่านอ๋องกู้ ท่านอยู่ในสถานะที่ไม่มีสิทธิ์ต่อรองนะเจ้าคะ ข้าช่วยชีวิตท่านไว้ มิหนำซ้ำยังต้องสิ้นเปลืองยาถอนพิษล้ำค่าที่ทดลองมานานนับปีไปกับร่างของท่าน ค่ารักษาพยาบาลครั้งนี้...ย่อมไม่ถูก”

ดวงตาของกู้หนานเยวียนหรี่ลงทันทีที่ได้ยินคำว่า ‘ท่านอ๋องกู้’ สตรีผู้นี้รู้จักเขา! นางเป็นใครกันแน่? หรือจะเป็นคนของศัตรูที่ส่งมา!

ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปากถามอันใดต่อ สายตาของเสิ่นชิงฮวนก็เหลือบไปเห็นป้ายหยกสีเลือดที่ห้อยอยู่ข้างเอวของเขา มันคือหยก ‘หลงเซวี่ย’ ชั้นเลิศ สลักลวดลายเมฆาม้วนและอักษร ‘เยวียน’ ตัวเล็กๆ ไว้ที่มุม เป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงตัวตนของผู้ครอบครองได้อย่างชัดเจน

นางยื่นมือที่เรียวยาวแต่แฝงด้วยความเด็ดเดี่ยวออกไป ปลดป้ายหยกนั้นออกจากเข็มขัดของเขาอย่างรวดเร็วและถือมั่นคง

“เจ้า!” กู้หนานเยวียนตวาดลั่น ดวงตาแดงก่ำด้วยเพลิงโทสะ ป้ายหยกชิ้นนั้นคือของประจำตัวเขา! คือสัญลักษณ์แห่งหอตวนอิ่ง! นางกล้าดียังไง!

เขาพยายามดิ้นรนสุดกำลัง กล้ามเนื้อทุกมัดเกร็งตัวจนสั่นสะท้าน แต่ยาชาที่เสิ่นชิงฮวนใช้เป็นยาที่นางสกัดขึ้นเอง แม้แต่ยอดฝีมือขั้นทะลวงเช่นเขาก็ยังต้องใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะสลายฤทธิ์ของมันได้

“อย่าได้กังวลไปเลยท่านอ๋อง” เสิ่นชิงฮวนเก็บป้ายหยกเข้าที่อกเสื้ออย่างไม่ทุกข์ร้อน “ข้าเพียงยึดมันไว้เป็นค่ารักษาพยาบาลเท่านั้น เมื่อท่านนำเงินหนึ่งแสนตำลึงทองมาให้ข้าเมื่อใด ข้าย่อมคืนของสำคัญชิ้นนี้ให้”

หนึ่งแสนตำลึงทอง! หัวใจของกู้หนานเยวียนแทบจะระเบิดออกมาด้วยความโกรธ สตรีเสียโฉมผู้นี้ไม่เพียงแต่ลบหลู่เขา แต่ยังกล้าขูดรีดเขาอย่างอุกอาจถึงเพียงนี้!

“เพื่อเป็นการรับประกันว่าท่านอ๋องจะไม่ลืมเลือนบุญคุณครั้งนี้ และเพื่อป้องกันไม่ให้ท่านคิดตื้นๆ ส่งคนมาฆ่าปิดปากข้าในภายหลัง...” นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ดวงตาภายใต้ผ้าคลุมเป็นประกายวูบวาบอย่างมีเลศนัย “ข้าจะมอบของที่ระลึกเล็กๆ น้อยๆ ไว้ให้”

สิ้นคำพูด ปลายนิ้วของนางก็ปรากฏเข็มเงินเล่มเล็กจิ๋วที่บางเฉียบจนแทบมองไม่เห็น มันคือสิ่งที่นางเรียกขึ้นมาจาก ‘ระบบสังเคราะห์พิษไร้เงา’ ในห้วงมิติ ปลายเข็มเคลือบไว้ด้วยพิษสูตรพิเศษที่นางเพิ่งพัฒนาขึ้น พิษที่จะไม่ทำอันตรายถึงชีวิต แต่จะทิ้งรอยแผลเป็นไว้บนผิวหนังอย่างถาวร

นางจับข้อมือขวาของเขาขึ้นมาอย่างแผ่วเบา ก่อนจะใช้เข็มเงินจิ้มลงไปบนผิวเนื้ออย่างรวดเร็วราวกับยุงกัด กู้หนานเยวียนรู้สึกเพียงเจ็บแปลบเล็กน้อยเท่านั้น แต่ในวินาทีต่อมา ความเจ็บปวดก็แปรเปลี่ยนเป็นความร้อนที่ลุกลามเป็นวงเล็กๆ

บนข้อมือของเขา ปรากฏรอยไหม้สีชาดจางๆ ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเป็นรูปดอกไม้ไฟที่กำลังเบ่งบานอย่างงดงาม มันเป็นลวดลายที่ละเอียดอ่อนและประณีต แต่ในสายตาของกู้หนานเยวียน มันคือตราประทับแห่งความอัปยศอดสูที่ไม่อาจลบล้างได้!

“จำรอยนี้ไว้ให้ดี” เสิ่นชิงฮวนกระซิบเสียงเย็นข้างหูเขา “ตราบใดที่พิษนี้ยังอยู่บนร่างท่าน ชีวิตของท่านก็อยู่ในกำมือข้า คิดจะทำอะไรโง่ๆ ก็จงไตร่ตรองให้รอบคอบ”

พูดจบนางก็ลุกขึ้นยืนทันที ปัดฝุ่นบนเสื้อผ้าที่ไม่มีอยู่จริง ก่อนจะหมุนกายเดินจากไปอย่างไม่ไยดี ทิ้งให้บุรุษผู้สูงศักดิ์นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นแข็งกระด้างเพียงลำพัง พร้อมกับความโกรธแค้นที่อัดแน่นจนแทบกระอักออกมาเป็นเลือด

เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม ฤทธิ์ยาชาเริ่มคลายตัวลงอย่างช้าๆ กู้หนานเยวียนกัดฟันแน่น โคจรพลังปราณที่เริ่มกลับมาไหลเวียนอีกครั้งเพื่อขับไล่ความอ่อนแรงที่เหลืออยู่ออกไปจนหมดสิ้น

ปัง!

เขาทะลึ่งตัวลุกขึ้นมาได้ในที่สุด สภาพแวดล้อมโดยรอบคือเรือนไม้ซอมซ่อที่แทบจะพังมิพังแหล่ ฝุ่นจับหนาเตอะอยู่ทุกอณู บ่งบอกว่าไม่มีผู้คนอาศัยมานาน ช่างเป็นสถานที่ที่ไม่คู่ควรกับตัวตนของเขาอย่างที่สุด!

สายตาของเขากวาดมองไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่พบร่องรอยของสตรีผู้นั้นแล้ว นางหายตัวไปราวกับภูตผี

มือขวาของเขายกขึ้นมาดูรอยแผลเป็นรูปดอกไม้ไฟบนข้อมือ สีหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยโทสะที่พุ่งขึ้นถึงขีดสุด มืออีกข้างคลำไปที่เอว...ป้ายหยกหายไปแล้วจริงๆ!

“สตรีสารเลว!”

โครม!

กำปั้นที่อัดแน่นด้วยพลังปราณขั้นทะลวงถูกชกเข้ากับเสาไม้เก่าๆ อย่างแรงจนมันปริแตกและส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด ความเจ็บปวดทางกายไม่อาจเทียบได้กับความอัปยศในใจเขาแม้เพียงธุลีเดียว

ทว่า...ท่ามกลางความเกรี้ยวโกรธนั้น กลับมีความประหลาดใจระคนสงสัยผุดขึ้นมาในใจอย่างห้ามไม่ได้ สตรีผู้นั้นเป็นใครกันแน่? ใบหน้าที่เสียโฉมนั่นเป็นของจริงหรือจงใจปิดบัง? นางรู้วิธีสลายพิษคู่ ‘เหมันต์ผลาญวิญญาณ’ และ ‘สุริยันกัดกร่อนกระดูก’ ซึ่งแม้แต่หมอเทวดาในวังหลวงยังต้องส่ายหน้ายอมแพ้ได้อย่างไร?

ที่สำคัญที่สุด...นางกล้าดียังไงถึงไม่กลัวเขา! ไม่เพียงไม่กลัว แต่ยังกล้าปลดป้ายหยก ขูดรีดเงินทอง และทิ้งรอยแผลเย้ยหยันไว้บนร่างของเขา!

กู้หนานเยวียนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสะกดกลั้นเจตนาฆ่าฟันที่พลุ่งพล่าน เขามองไปทางประตูที่เปิดอ้าอยู่ แววตาคมปลาบดุจใบมีดอาบยาพิษ

ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร...ไม่ว่าเจ้าจะซ่อนตัวอยู่ที่มุมไหนของแผ่นดินต้าฉี...ข้า กู้หนานเยวียน ขอสาบานว่าจะต้องลากตัวเจ้าออกมาเพื่อชำระหนี้แค้นครั้งนี้ให้จงได้