จุดเริ่มต้นของสะใภ้รันทด
ความมืดมิดและกลิ่นอับชื้นคือสิ่งแรกที่กู้เซียงสัมผัสได้ สรรพางค์กายสั่นสะเทือนไปตามแรงโยกไหวราวกับลอยอยู่กลางคลื่นลม สติสัมปชัญญะที่เคยดับวูบไปหลังเสียงระเบิดในภารกิจสุดท้ายค่อยๆ หวนคืนมาทีละน้อย
นางขมวดคิ้ว ความเจ็บปวดรวดร้าวแล่นปราดจากศีรษะลงมาสู่ข้อมือและข้อเท้าที่ถูกพันธนาการไว้แน่น กู้เซียงในฐานะอดีตหัวหน้าหน่วยรบพิเศษหญิงผู้ผ่านสมรภูมิมานับครั้งไม่ถ้วน ประเมินสถานการณ์ด้วยสัญชาตญาณในทันที...นางถูกจับ!
ทว่า...สถานการณ์กลับไม่คุ้นเคย ที่นี่ไม่ใช่ห้องขังทึบตัน แต่เป็นพื้นที่คับแคบที่กำลังเคลื่อนที่ เสียงฝีเท้าหนักๆ สองคู่และเสียงไม้เสียดสีดังอยู่ภายนอก นางพยายามลืมตาในความมืด แต่เปลือกตากลับหนักอึ้งราวกับมีหินถ่วง
พลันนั้น! คลื่นความทรงจำมหาศาลที่ไม่ใช่ของนางก็ถาโถมเข้าสู่ห้วงสมองอย่างรุนแรงราวกับเขื่อนแตก!
ภาพของหญิงสาวร่างเล็กบอบบางนามว่า ‘กู้เซียง’ เฉกเช่นเดียวกับนางปรากฏขึ้น...ภาพชีวิตอันแสนรันทดของสะใภ้รองแห่งตระกูลหลินในหมู่บ้านชิงสุ่ยแห่งนี้ สามีของนาง หลินเอ้อร์เหอ เป็นพรานป่าผู้มีจิตใจดีงาม แต่โชคร้ายหายสาบสูญไประหว่างเข้าป่าล่าสัตว์เมื่อปีก่อน ทิ้งให้นางต้องเผชิญชะตากรรมกับแม่สามีใจร้ายและพี่ชายสามีผู้ไม่เอาไหนตามลำพัง
หวังชุ่ยฮวา! ชื่อของแม่สามีปรากฏขึ้นพร้อมกับความรู้สึกหวาดกลัวและชิงชังจับใจ หญิงชราผู้นี้ไม่เคยเห็นนางอยู่ในสายตา มองนางเป็นเพียงวัวม้าที่ซื้อมาใช้งาน และเมื่อพี่ชายสามี ‘หลินต้าไห่’ ติดหนี้พนันก้อนโตจากการชนไก่ หวังชุ่ยฮวาก็มิได้ลังเลแม้แต่น้อยที่จะจับสะใภ้รองผู้นี้มัดมือมัดเท้า ยัดใส่เกี้ยวซอมซ่อเพื่อส่งไปขายเป็นอนุภรรยาให้กับเศรษฐีเฒ่าตัณหากลับในตัวอำเภอ แลกกับเงินเพียงไม่กี่ตำลึง!
ความทรงจำสุดท้ายของร่างเดิมคือภาพนางคุกเข่าอ้อนวอนทั้งน้ำตา แต่กลับถูกหวังชุ่ยฮวาตบหน้าจนสลบแล้วจับมัด...
“สารเลว!” กู้เซียงสบถในใจ ดวงตาที่ปิดสนิทพลันเบิกโพลงขึ้น ความง่วงงุนสับสนหายไปสิ้น คงเหลือไว้เพียงประกายตาอันเย็นเยียบและแหลมคมดุจใบมีดที่เพิ่งลับคม
ตายเพราะปฏิบัติภารกิจก็ถือว่าสมเกียรติแล้ว แต่สวรรค์กลับเล่นตลก ส่งวิญญาณนางมาเข้าร่างสะใภ้ชาวนาผู้อ่อนแอคนนี้ มิหนำซ้ำยังจะถูกขายไปเป็นนางบำเรอของตาเฒ่าอีกหรือ? ฝันไปเถอะ!
กู้เซียงสูดลมหายใจลึก ขับไล่ความเจ็บปวดและความอ่อนแอของร่างเดิมทิ้งไป นางขยับข้อมือและข้อเท้าที่ถูกมัดด้วยเชือกป่านอย่างแน่นหนา เชือกนี้อาจจะแข็งแรงเกินกว่าที่หญิงสาวชาวบ้านธรรมดาจะดิ้นหลุด แต่สำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านการเอาตัวรอดเช่นนาง มันไม่ต่างจากเศษด้าย
นางเริ่มบิดข้อมือในองศาที่ผิดธรรมชาติ ใช้สันกระดูกที่แข็งที่สุดกดลงบนปมเชือกซ้ำๆ อย่างเป็นจังหวะ ไม่นานนัก ปมที่ผูกไว้อย่างลวกๆ ก็เริ่มคลายตัวลง
“เร็วหน่อยโว้ย! ก่อนที่นังตัวดีจะฟื้นขึ้นมาอาละวาด” เสียงหยาบกระด้างของชายคนหนึ่งดังขึ้นจากด้านนอก
“หึ แค่หญิงชาวบ้านตัวเล็กๆ จะมีปัญญาทำอะไรได้ รีบไปส่งให้ถึงมือเถ้าแก่หลิวแล้วเอาเงินไปให้พี่ใหญ่ต้าไห่ดีกว่า” ชายอีกคนตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ
บทสนทนานั้นกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดี กู้เซียงไม่รอช้าอีกต่อไป เมื่อข้อมือเป็นอิสระ นางก็จัดการกับเชือกที่ข้อเท้าอย่างรวดเร็วราวกับมืออาชีพ ค่อยๆ ยืดตัวเงียบเชียบภายในเกี้ยวแคบๆ ดุจพยัคฆ์สาวที่กำลังเตรียมตัวขย้ำเหยื่อ
นางใช้ปลายนิ้วสัมผัสผนังเกี้ยวอย่างแผ่วเบา ประเมินความหนาและทิศทางของประตู...เจอแล้ว!
ในเสี้ยววินาทีต่อมา!
*ตึง!*
เสียงดังสนั่นราวกับฟ้าผ่า ประตูไม้ผุพังของเกี้ยวถูกถีบกระเด็นออกไปด้านข้างด้วยแรงมหาศาลจากภายใน แผ่นไม้แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ปลิวว่อนไปในอากาศ!
คนหามเกี้ยวสองคนตกใจจนตัวแข็งทื่อ พวกมันยังไม่ทันได้หันกลับมามองด้วยซ้ำ ร่างเงาเพรียวบางในชุดผ้าป่านหยาบๆ ก็พุ่งพรวดออกมาจากเกี้ยวราวกับวิญญาณพยาบาท
คนแรกที่อยู่ด้านหน้าถูกกู้เซียงใช้สันมือฟาดเข้าที่ท้ายทอยอย่างแม่นยำ เสียงดัง ‘ปั้ก’ ไม่หนักไม่เบา แต่ก็มากพอที่จะทำให้ร่างสูงใหญ่ของมันทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นโดยไม่ส่งเสียงร้องแม้แต่คำเดียว
คนที่สองหันมาเห็นภาพนั้นด้วยความตกตะลึงเบิกตาโพลง อ้าปากค้างเตรียมจะตะโกนเรียกคน แต่ก็ช้าไป...กู้เซียงหมุนตัวแล้วส่งส้นเท้ากระแทกเข้าที่จุดชีพจรบริเวณสีข้างของมันอย่างรวดเร็วและเฉียบขาด ชายฉกรรจ์ร่างกำยำถึงกับตัวงอ จุกเสียดจนพูดไม่ออก ล้มลงไปนอนขดตัวอยู่ข้างๆ เพื่อนของมันในสภาพสิ้นลาย
ทุกอย่างเกิดขึ้นในชั่วพริบตา!
กู้เซียงยืนนิ่งอยู่กลางทางเดินดินแคบๆ สะบัดข้อมือเบาๆ เพื่อไล่ความเมื่อยขบ ดวงตาหงส์ที่เคยอ่อนหวานและเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นของเจ้าของร่างเดิม บัดนี้กลับฉายแววเย็นชาและอำมหิต มองร่างชายสองคนที่นอนสลบเหมือดอยู่บนพื้นราวกับมองเศษธุลี
“สะใภ้รอง! นังตัวดี! นังแพศยา! แก...แกทำอะไรลงไป!”
เสียงแหลมสูงแสบแก้วหูของหวังชุ่ยฮวาดังขึ้นจากทางด้านหลัง นางยืนตัวสั่นเทาด้วยความโกรธระคนตื่นตระหนก ใบหน้าเหี่ยวย่นบิดเบี้ยว นิ้วที่สวมแหวนทองวงเล็กชี้มาที่กู้เซียงอย่างเกรี้ยวกราด
กู้เซียงค่อยๆ หันกลับไปเผชิญหน้ากับ ‘แม่สามี’ ของนาง แสงอาทิตย์ยามบ่ายสาดส่องลงมากระทบใบหน้าซีดขาวของนาง แต่กลับขับเน้นให้แววตาคู่นั้นดูคมปลาบและน่าหวาดหวั่นยิ่งขึ้น รอยฝ่ามือจางๆ ที่ปรากฏบนแก้มข้างหนึ่งจากความทรงจำ ยิ่งทำให้บรรยากาศรอบกายนางเย็นเยียบลงไปอีกหลายส่วน
“ข้าทำอะไร?” กู้เซียงแค่นเสียงหยันหยียดออกมาจากลำคอเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ทะลุมิติมา น้ำเสียงของนางแหบพร่าแต่แฝงไปด้วยพลังอำนาจที่กดดันจนหวังชุ่ยฮวาถึงกับผงะถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
“ข้าควรจะเป็นฝ่ายถามท่านมากกว่า...แม่สามี ว่าท่านกำลังจะทำอะไรกับข้า?”
คำพูดเรียบง่ายแต่แฝงนัยข่มขู่ ทำให้หวังชุ่ยฮวาที่เคยเป็นฝ่ายควบคุมทุกสิ่งมาโดยตลอดถึงกับหน้าเปลี่ยนสี ความกลัวเริ่มคืบคลานเข้ามาในหัวใจเมื่อสบตากับสะใภ้รองที่นางเคยโขกสับได้ตามใจชอบ...เหตุใดแววตาของนังสัตว์นรกตัวนี้ถึงได้เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนเช่นนี้