อิสรภาพที่แลกมาด้วยความว่างเปล่า
แสงอรุณแรกแห่งยามเฉินสาดส่องลอดผ่านม่านหมอกบางเบาในหมู่บ้านชิงสุ่ย ทว่าบรรยากาศในวันนี้กลับหาได้สงบเยือกเย็นดังเช่นทุกวันไม่ ที่ลานหน้าบ้านตระกูลหลิน ชาวบ้านหลายคนต่างจับกลุ่มยืนมองดูเหตุการณ์ด้วยความสนใจใคร่รู้ ราวกับมีมหรสพครั้งใหญ่จัดแสดงอยู่เบื้องหน้า
ใจกลางของวงล้อมนั้นคือโต๊ะไม้เก่าคร่ำตัวหนึ่ง ผู้ใหญ่บ้านสวี่ฝูเกิงนั่งอยู่หัวโต๊ะด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ข้างกายเขามีพู่กัน จานฝนหมึก และแท่นประทับชาดสีแดงสดวางเรียงรายอยู่อย่างเป็นระเบียบ เบื้องหน้าคือแผ่นกระดาษหยาบสองแผ่นที่เขียนข้อความด้วยลายมือบรรจง
หวังชุ่ยฮวานั่งอยู่ฝั่งหนึ่งของโต๊ะ นางเชิดหน้าขึ้นสูง มุมปากเหยียดยิ้มอย่างผู้กำชัย ส่วนจางสิ่วหรงผู้เป็นสะใภ้ใหญ่ยืนค้อมกายอยู่ข้างหลังแม่สามี ส่งสายตาหยามเหยียดราวกับคมมีดไปยังร่างระหงที่ยืนอยู่อีกฟากหนึ่งอย่างไม่ปิดบัง
กู้เซียงยืนนิ่งสงบดุจต้นสนบนยอดเขา หลังเหยียดตรงมั่นคง สองมือประสานกันอยู่เบื้องหน้าอย่างผ่อนคลาย นางสวมเพียงอาภรณ์ผ้าป่านเนื้อหยาบชุดเดิมที่ปะชุนจนแทบไม่เห็นเนื้อผ้าดั้งเดิม แต่รัศมีที่แผ่ออกมาจากร่างกลับมิได้แลดูน่าสมเพชแม้แต่น้อยนิด ในทางกลับกัน ดวงตาหงส์คู่นั้นที่เคยเหม่อลอย บัดนี้กลับกระจ่างใสและลุ่มลึกจนยากจะหยั่งถึง
"ในเมื่อทุกฝ่ายมาพร้อมหน้ากันแล้ว ข้าจะขออ่านเนื้อความในหนังสือสัญญาตัดขาดฉบับนี้ให้ทุกท่านได้สดับรับฟัง" เสียงทุ้มของผู้ใหญ่บ้านสวี่ฝูเกิงดังขึ้นทำลายความเงียบ "นับแต่นี้ไป นางกู้เซียง สะใภ้รองแห่งตระกูลหลิน จะสิ้นสุดสถานะความเป็นสะใภ้และเป็นอิสระจากตระกูลหลินโดยสมบูรณ์ ทรัพย์สิน หนี้สินแลข้อผูกพันใดๆ ที่เคยมีร่วมกันให้ถือเป็นโมฆะ ตระกูลหลินมอบที่ดินรกร้างชายเขาหมอกเร้นจำนวนห้าหมู่แก่นางกู้เซียงเพื่อใช้ในการดำรงชีพ และหลังจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ ต่อกันอีก ไม่ว่าจะในยามสุขหรือยามทุกข์ ในยามมีชีวิตหรือยามสิ้นลมหายใจ"
ทุกถ้อยคำหนักแน่นดังก้องสะท้อนในใจของทุกคนที่ได้ยิน ชาวบ้านบางคนเริ่มซุบซิบกันด้วยเสียงแผ่วเบา
"น่าเวทนานัก ต้องไปอยู่บนเขาหมอกเร้นเพียงลำพัง" หญิงชราผู้หนึ่งถอนหายใจ "ที่นั่นได้ยินว่ามีทั้งหมูป่าและหมาป่าดุร้าย หญิงตัวคนเดียวจะเอาชีวิตรอดได้อย่างไร"
"ใช่แล้วๆ แถมยังต้องไปตัวเปล่าเล่าเปลือยเช่นนั้น ตระกูลหลินช่างใจดำอำมหิตนัก" อีกเสียงหนึ่งเสริมขึ้น
จางสิ่วหรงได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นก็แค่นเสียงหยันในลำคอ นางก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว จ้องมองกู้เซียงด้วยสายตาดูแคลน "น้องสะใภ้รอง... โอ้ ไม่สิ ตอนนี้ข้าคงต้องเรียกเจ้าว่าแม่นางกู้แล้วสินะ เจ้าได้ยินชัดเจนแล้วใช่หรือไม่? อิสรภาพที่เจ้าร้องขอนักหนา บัดนี้มันอยู่ตรงหน้าเจ้าแล้ว ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่เสียใจในภายหลังที่ต้องไปนอนหนาวตายอย่างเดียวดายบนเขารกร้างนั่น"
กู้เซียงเพียงปรายตามองนางแวบหนึ่ง รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้นที่มุมปากอย่างเยือกเย็น "พี่สะใภ้ใหญ่... ไม่สิ ข้าควรเรียกท่านว่าคุณนายหลินสินะ ท่านอย่าได้เป็นกังวลไปเลย ข้าจะจดจำ 'ความปรารถนาดี' ของท่านและตระกูลหลินไว้ในใจเสมอ"
คำว่า 'ความปรารถนาดี' ถูกเน้นย้ำอย่างจงใจจนจางสิ่วหรงถึงกับหน้ากระตุกด้วยความโกรธ แต่ก่อนที่นางจะได้ทันอ้าปากโต้ตอบ ผู้ใหญ่บ้านสวี่ฝูเกิงก็กระแอมไอขึ้นมาอย่างขัดจังหวะ
"เอาล่ะ หากไม่มีผู้ใดคัดค้าน ก็จงประทับรอยนิ้วมือเถิด"
หวังชุ่ยฮวาไม่ลังเลแม้แต่น้อย นางจิกนิ้วโป้งของหลินต้าไห่ที่นั่งหน้าซีดเผือดอยู่ข้างๆ จุ่มลงในแท่นประทับชาดแล้วกดลงบนหนังสือสัญญาอย่างแรง จากนั้นจึงใช้นิ้วของตนเองประทับตามลงไป รอยนิ้วมือสีแดงสดสองรอยปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนราวกับตราบาป
บัดนี้ ทุกสายตาล้วนจับจ้องมาที่กู้เซียง
หญิงสาวก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้าแต่มั่นคง นางไม่แม้แต่จะชายตามองหนังสือสัญญาอีกฉบับที่ผู้ใหญ่บ้านเตรียมไว้ให้ตนเก็บรักษา แต่มุ่งตรงไปยังฉบับที่หวังชุ่ยฮวาถือครองอยู่แทน นิ้วชี้เรียวขาวของนางจุ่มลงในแท่นประทับชาดอย่างแผ่วเบา ก่อนจะกดลงบนกระดาษอย่างหนักแน่น
วินาทีที่รอยนิ้วมือสีแดงฉานประทับลงบนแผ่นกระดาษ โซ่ตรวนที่มองไม่เห็นซึ่งผูกมัดนางไว้กับตระกูลหลินมาตลอดหลายปีก็ได้ขาดสะบั้นลงอย่างสมบูรณ์
"เสร็จสิ้นแล้ว" กู้เซียงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย นางเช็ดหมึกชาดออกจากนิ้วมือด้วยเศษผ้าเล็กๆ ที่พกติดตัวมา ก่อนจะหันกายเตรียมจากไป
"เดี๋ยวก่อน!" จางสิ่วหรงร้องเสียงแหลม "เจ้าจะไปตัวเปล่าเช่นนี้หรือ? ข้าวของในห้องของเจ้าเล่า? ถึงแม้จะเป็นของเก่าคร่ำคร่า แต่ก็ยังเป็นทรัพย์สินของตระกูลหลินนะ!"
กู้เซียงหยุดชะงักฝีเท้า นางหันกลับมาเผชิญหน้ากับจางสิ่วหรงอีกครั้ง ทว่าครานี้รอยยิ้มบนใบหน้าของนางได้จางหายไป ถูกแทนที่ด้วยแววตาอันเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งพันปี
"ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในบ้านหลังนี้ ข้าไม่ต้องการแม้แต่เศษธุลีเดียว" นางกล่าวเสียงเย็น "สำหรับข้าแล้ว ของเหล่านั้นมันแปดเปื้อนมลทินจนเกินกว่าจะนำติดตัวไป ข้าขอมอบ 'ความมั่งคั่ง' ทั้งหมดคืนให้แก่ตระกูลหลิน ขอให้พวกท่านจงกอดมันไว้ให้แน่นเถิด"
คำพูดของนางเสียดแทงราวกับเหล็กแหลม ไม่เพียงแต่ทำให้ใบหน้าของจางสิ่วหรงและหวังชุ่ยฮวากลายเป็นสีเขียวคล้ำ แต่ยังทำให้ชาวบ้านที่รายล้อมอยู่ต่างพากันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก การเดินจากไปโดยไม่เอาอะไรไปเลยแม้แต่ชิ้นเดียวเช่นนี้ มันไม่ใช่การกระทำของคนสิ้นไร้ไม้ตอก แต่เป็นการประกาศศักดิ์ศรีอย่างเด็ดเดี่ยวที่สุด!
กู้เซียงไม่รอให้ผู้ใดได้กล่าววาจาใดๆ อีก นางหมุนกายแล้วก้าวเดินออกจากลานบ้านตระกูลหลินอย่างองอาจสง่างาม แผ่นหลังของนางยังคงตั้งตรง ไม่มีความอาวรณ์หรือลังเลแม้แต่น้อยนิด
นางเดินผ่านกลุ่มชาวบ้านที่หลีกทางให้โดยอัตโนมัติ เสียงกระซิบกระซาบยังคงดังอยู่รอบกาย แต่หูของนางกลับไม่ได้ยินมันอีกต่อไป ในใจของนางมีเพียงทิศทางเดียวที่มุ่งหน้าไป... เขาหมอกเร้น
เมื่อเดินพ้นเขตหมู่บ้านออกมาจนถึงทางเดินดินแคบๆ ที่ทอดตัวสู่ตีนเขา กู้เซียงจึงได้หยุดฝีเท้าลง นางสูดลมหายใจลึก นำพาอากาศบริสุทธิ์ของพงไพรเข้าสู่ปอดจนเต็มเปี่ยม มันคือกลิ่นของอิสรภาพ กลิ่นของการเริ่มต้นใหม่
เบื้องหน้าของนางคือทางขึ้นเขาที่ปกคลุมด้วยต้นไม้หนาทึบและพงหญ้ารกเรื้อ ในสายตาของชาวบ้าน มันคือดินแดนรกร้างอันตรายที่ไม่มีผู้ใดอยากย่างกรายเข้าใกล้ แต่ในสายตาของกู้เซียง... ในสายตาของอดีตหน่วยรบพิเศษผู้เชี่ยวชาญการเอาตัวรอด...
รอยยิ้มอันแท้จริงปรากฏขึ้นบนใบหน้างามเป็นครั้งแรกของวัน
นางมองผืนดินเบื้องหน้าด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป... ไม่ใช่แววตาของสะใภ้ชาวนาผู้ถูกทอดทิ้ง แต่เป็นแววตาของนักยุทธศาสตร์ผู้กำลังประเมินชัยภูมิแห่งใหม่
ความว่างเปล่าที่แลกมา... บัดนี้ได้กลายเป็นผืนผ้าใบขนาดมหึมาที่รอให้นางวาดอนาคตของตนเองลงไป
อิสรภาพอยู่ในมือแล้ว และฐานที่มั่นแห่งแรกของนาง... ก็อยู่ตรงหน้านี้เอง