สตรีสายรองผู้ไม่ยอมจำนน
คำโปรย
ซูหว่านหนิงทะลุมิติมาเป็นเพียงบุตรสาวสายรอง ที่ทั้งครอบครัวถูกบ้านหลักกดขี่ใช้งานเยี่ยงทาส ทำงานหนักแทบตายแต่กลับไม่ได้อะไรสักอย่าง ซ้ำยังถูกดูถูกเหยียดหยามว่าเป็นตัวกาลกิณีของตระกูล
และเมื่อพวกญาติชั่วถึงขั้นวางแผนขายนางกับน้องสาวให้เป็นอนุของเศรษฐีเฒ่า เพียงเพื่อหาเงินส่งลูกชายบ้านหลักไปเรียนหนังสือ ฟางเส้นสุดท้ายก็ขาดสะบั้น!
ซูหว่านหนิงประกาศแยกบ้าน ตัดขาดตระกูล และเดินออกจากจวนด้วยมือเปล่า ท่ามกลางเสียงเยาะเย้ยว่านางจะต้องอดตายข้างถนน
แต่ไม่มีใครรู้ว่า นางมีระบบสกัดโอสถและการค้าติดตัวมา!
จากสตรีสายรองผู้ไร้ค่า นางค่อย ๆ สร้างอาณาจักรการค้าจนร่ำรวยกว่าตระกูลเดิมนับร้อยเท่า ขณะที่บ้านหลักกลับตกต่ำจนต้องคลานมาก้มหัวขอความช่วยเหลือถึงหน้าคฤหาสน์ของนาง
ทว่า... คนอย่างซูหว่านหนิง จะยื่นมือช่วยศัตรูที่เคยคิดขายนางจริงหรือ?
ความเจ็บปวดรวดร้าวแล่นปราดจากขมับสู่ปลายประสาททุกเส้น ซูหว่านหนิงรู้สึกราวกับศีรษะจะระเบิดออกเป็นเสี่ยง ๆ ความทรงจำสองสายไหลบ่าปะปนกันดุจกระแสน้ำเชี่ยว หนึ่งคือชีวิตของสถาปนิกสาวในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด อีกหนึ่งคือชะตากรรมอันขมขื่นของดรุณีนามเดียวกันในยุคสมัยที่ไม่ปรากฏในหน้าประวัติศาสตร์
ยังไม่ทันที่นางจะได้แยกแยะว่าสิ่งใดคือความจริง สิ่งใดคือความฝัน เสียงแหลมแสบแก้วหูก็ดังขึ้นข้างกาย พร้อมกับแรงกระชากอันหยาบกระด้างที่ฉุดรั้งต้นแขนของนาง
“ยังจะแสร้งทำเป็นตายอีกหรือ! ลุกขึ้นมาบัดนี้! รถเทียบของแม่สื่อมารอแล้ว!”
ซูหว่านหนิงลืมตาโพลง ภาพที่เห็นพร่าเลือนในตอนแรก ก่อนจะค่อย ๆ ปรับชัด เผยให้เห็นใบหน้าอวบใหญ่เคลือบด้วยความเหี้ยมเกรียมของสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่ง ในห้วงคำนึงที่สับสนอลหม่าน พลันปรากฏชื่อของนางขึ้นมา...หวังชุ่ยฮวา ป้าสะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลซู
“จะ...จะพาน้องหญิงไปที่ใดรึ พี่สะใภ้ใหญ่” เสียงแหบพร่าและอ่อนแรงดังมาจากอีกฟากหนึ่ง ซูหว่านหนิงหันขวับไปมอง ร่างของสตรีผ่ายผอมนางหนึ่งกำลังพยุงกายลุกจากเตียงซอมซ่อด้วยความยากลำบาก ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือดของนางคือเฉินอวี้หลาน...มารดาของร่างนี้
“แค่ก! แค่กๆ!” เฉินอวี้หลานไอโขลกอย่างรุนแรงจนตัวโยน นางยกหลังมือขึ้นปิดปาก เมื่อลดมือลงจึงปรากฏคราบโลหิตสีแดงฉานติดอยู่ สร้างความเจ็บปวดแปลบในหัวใจของซูหว่านหนิงอย่างประหลาด
หวังชุ่ยฮวาชายตามองด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ “น้องสะใภ้สาม เจ้าป่วยก็พักผ่อนไปเถอะ เรื่องของผู้ใหญ่เด็กไม่ต้องเข้ามายุ่ง! ข้าจะพาหว่านหนิงไปสู่สถานที่ดี ๆ เศรษฐีจางแห่งอำเภอชิงซีเมตตาจะรับนางไปเป็นอนุภรรยา ถือเป็นวาสนาของมันแล้ว!”
คำว่า ‘อนุภรรยา’ และ ‘เศรษฐีจาง’ ดุจสายฟ้าฟาดลงกลางใจของซูหว่านหนิง ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมฉายชัดขึ้นมาในบัดดล เศรษฐีจางผู้นั้นคือชายชราคราวปู่ผู้มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ด้านตัณหาราคะ การส่งนางไปก็ไม่ต่างอันใดกับการผลักไสลงสู่ขุมนรก!
และเงินค่าตัวของนางเล่า...ก็จะถูกนำไปเป็นค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยให้แก่ซูเหวินโป บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของบ้านหลัก!
นี่มันปล้นชิงกันกลางวันแสก ๆ!
“ไม่! ข้าไม่ไป!” ซูหว่านหนิงเปล่งเสียงกรีดร้องออกมาเป็นครั้งแรก นางรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดสะบัดแขนจนหลุดจากการเกาะกุม
“นังเด็กไม่รักดี! กล้าขัดขืนรึ!” หวังชุ่ยฮวาตวาดลั่นด้วยความโมโห นางพยักเพยิดให้บ่าวชายร่างกำยำสองคนที่ติดตามมา “ลากตัวมันไป! โยนนางขึ้นแคร่ให้ข้า!”
บ่าวรับใช้สองคนก้าวเข้ามาด้วยท่าทีคุกคาม เฉินอวี้หลานถลาเข้าขวางบุตรสาวด้วยร่างกายที่สั่นเทา “อย่าทำอะไรนางเลย ข้าขอร้อง...พี่สะใภ้ใหญ่ ได้โปรดเมตตาพวกเราด้วยเถิด...”
“ไสหัวไป!” หวังชุ่ยฮวาผลักร่างอันบอบบางของเฉินอวี้หลานกระเด็นไปกระแทกกับขอบเตียงอย่างแรงจนนางจุกและไอเป็นสายเลือดอีกครั้ง
ภาพนั้นราวกับเชื้อไฟที่สาดราดลงบนกองเพลิงแห่งความโกรธาของซูหว่านหนิง สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดจากโลกยุคใหม่พลุ่งพล่านขึ้นถึงขีดสุด ดวงตาที่เคยอ่อนแอและหวาดหวั่น บัดนี้กลับทอประกายเย็นเยียบและเด็ดเดี่ยว
ขณะที่บ่าวชายคนหนึ่งกำลังจะคว้าตัวนาง ทันใดนั้นซูหว่านหนิงกลับเสียหลักถอยหลังไปหนึ่งก้าว ในจังหวะที่เซถลา มือของนางคว้าไปในอากาศอย่างเลื่อนลอย พลันรู้สึกว่ามีวัตถุบางอย่างถูกส่งเข้ามาในฝ่ามือ มันเป็นท่อนไม้ขนาดพอเหมาะมือ มีน้ำหนักกำลังดีราวกับถูกเหลามาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ!
นางไม่มีเวลาจะครุ่นคิดว่าท่อนไม้นี้มาจากที่ใด!
ฉับพลันนั้นเอง ซูหว่านหนิงเหวี่ยงท่อนไม้ในมือสุดแรง ฟาดเข้าที่หน้าแข้งของบ่าวชายที่อยู่ใกล้ที่สุดเต็มกำลัง!
*เพียะ!*
เสียงดังลั่นน่าขนลุก ตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวน บ่าวชายผู้นั้นทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น กุมขาของตนด้วยความเจ็บปวดสุดแสน บ่าวอีกคนและหวังชุ่ยฮวาต่างตกตะลึงจนเบิกตากว้าง ไม่มีใครคาดคิดว่าดรุณีที่อ่อนแอราวกับลูกกระต่ายจะกล้าลงมือตอบโต้อย่างเหี้ยมหาญถึงเพียงนี้
ซูหว่านหนิงไม่ปล่อยให้โอกาสทองหลุดลอยไป นางอาศัยจังหวะที่ทุกคนกำลังตกตะลึง พุ่งตัวไปยังมุมห้องครัวที่อยู่ไม่ไกลนัก มือเรียวคว้ามีดทำครัวเก่าคร่ำที่วางอยู่บนเขียงขึ้นมาถือไว้มั่น
ประกายวาววับของคมมีดสะท้อนเข้าตาของทุกคน ทำให้บรรยากาศโดยรอบพลันเยียบเย็นลงในทันที
“ใครกล้าเข้ามาอีกก้าว ข้าจะแทงมันผู้นั้นให้ตายตกไปตามกัน!” น้ำเสียงของนางทั้งเย็นชาและเฉียบขาด ปราศจากร่องรอยของความหวาดกลัวใด ๆ หลงเหลืออยู่ แววตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวมองกราดไปยังทุกคนที่ขวางหน้า “ชีวิตนี้เป็นของข้า ผู้ใดก็ไม่มีสิทธิ์มาบงการ!”
หวังชุ่ยฮวาที่เพิ่งตั้งสติได้ชี้หน้าด่านางด้วยเสียงสั่นเทา vorความโกรธ “นังเด็กสารเลว! เจ้ากล้า...เจ้ากล้าทำร้ายคนของข้า! ยังคิดจะเอาของมีคมมาข่มขู่ผู้ใหญ่อีกรึ! ช่างเนรคุณสิ้นดี!”
“ผู้ใหญ่?” ซูหว่านหนิงแค่นเสียงหัวเราะหยัน “ผู้ใหญ่ที่ไหนกันที่คิดจะขายหลานสาวกิน! หากท่านยังเห็นว่าข้าเป็นคนในตระกูลซู ก็จงไสหัวออกไปจากเรือนของข้าเสียแต่โดยดี มิเช่นนั้นอย่าหาว่าข้าใจไม้ไส้ระกำ!”
ความวุ่นวายและเสียงเอะอะโวยวายดังเล็ดลอดออกไปถึงถนนหน้าบ้าน ก่อให้เกิดความสนใจแก่ผู้ที่สัญจรผ่านไปมา
ขณะนั้นเอง รถม้าคันหนึ่งที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายทว่ามองปราดเดียวก็รู้ว่าสูงค่า กำลังเคลื่อนตัวผ่านมาทางหมู่บ้านหลิวเซียงพอดี เสียงอึกทึกครึกโครมทำให้สารถีต้องชักสายบังเหียนหยุดรถม้าอย่างกะทันหัน
“เกิดเรื่องอันใดขึ้นข้างหน้า?” เสียงทุ้มนุ่มทว่าแฝงไว้ด้วยอำนาจดังออกมาจากภายในรถม้า
“เรียนคุณชายขอรับ ดูเหมือนว่าชาวบ้านกำลังมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันอยู่ขอรับ ขวางเส้นทางพอดี” สารถีตอบกลับอย่างนอบน้อม
ภายในรถม้า ชายหนุ่มรูปงามในอาภรณ์สีครามเข้มขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาคือ กู้เฉินซี คุณชายแห่งหอการค้าที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไป๋เฉ่า วันนี้เขาตั้งใจเดินทางมาสำรวจเส้นทางเพื่อการค้าสมุนไพรในแถบนี้ด้วยตนเอง แต่กลับต้องมาติดขัดเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่อง
ด้วยความรำคาญใจระคนสงสัย เขาจึงเลิกม่านหน้าต่างขึ้นเล็กน้อย ทิวทัศน์ที่ปรากฏสู่สายตาทำให้ดวงตาคมกริบของเขาพลันฉายแววประหลาดใจ
เขามองเห็นสตรีร่างเล็กนางหนึ่งยืนหยัดอย่างทระนงอยู่กลางวงล้อม ในมือของนางกุมมีดทำครัวไว้มั่นคง ใบหน้าแม้จะซูบตอบไปบ้าง แต่เค้าโครงยังคงความงามล่มเมืองไว้ ดวงตาคู่นั้นสุกสว่างเจิดจ้าดุจดวงดาว ทอประกายแห่งความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตาอย่างถึงที่สุด
ความองอาจท้าทายนั้น ช่างขัดกับรูปกายอันบอบบางของนางอย่างสิ้นเชิง
กู้เฉินซีลดม่านลงช้า ๆ ภาพใบหน้าและแววตาที่ไม่ยอมแพ้ของดรุณีนางนั้นยังคงติดตรึงอยู่ในห้วงคำนึง เขาไม่เคยพบเห็นสตรีใดในชนบทที่กล้าหาญถึงเพียงนี้มาก่อน
ด้านนอก หวังชุ่ยฮวายังคงกราดเกรี้ยวไม่เลิก นางเห็นว่าซูหว่านหนิงเอาแต่ข่มขู่จึงตะโกนสั่งบ่าวที่เหลืออีกคน “เจ้าจะยืนบื้ออยู่ทำไม! เข้าไปแย่งมีดมาจากมันสิ! แค่เด็กผู้หญิงตัวคนเดียว พวกเรามีกันตั้งหลายคนจะไปกลัวอะไร!”
สิ้นเสียงประกาศิตอันเกรี้ยวกราด บ่าวชายที่เหลือลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสูดลมหายใจเฮือกใหญ่แล้วตั้งท่าเตรียมจะพุ่งเข้าไป...บรรยากาศตึงเครียดขึ้นถึงขีดสุด ราวกับเส้นด้ายที่พร้อมจะขาดสะบั้นลงทุกขณะ