ตอนที่ 10

บทที่ 10: ไอ้ทึ่มงงเป็นไก่ตาแตก

เมื่อได้ยินท่านผู้บัญชาการเมิ่งกล่าวเช่นนั้น เย่ จิวก็รู้สึกสนใจขึ้นมาอย่างมาก นางคิดว่าอยู่ว่างๆ ก็เปล่าประโยชน์ หาเงินได้บ้างก็ย่อมดีกว่าเป็นแน่

แน่นอนว่าการหาเงินคือเป้าหมายหลักในใจ แต่เมื่อเอ่ยปากออกไปก็ต้องให้ดูดีมีคุณธรรมสักหน่อย

เย่ จิวทำสีหน้าเคร่งขรึมเปี่ยมด้วยความชอบธรรม “การที่ได้รับโอกาสช่วยเหลือทุกท่าน ถือเป็นเกียรติของข้าพเจ้า ข้าพเจ้านับถือทหารเป็นอย่างยิ่ง ก็เพราะพวกท่านยอมเสียสละชีวิตเลือดเนื้อ จึงสามารถปกป้องสันติภาพอันแสนยากเข็ญนี้ไว้ได้!”

คำพูดนี้ทำเอาท่านผู้บัญชาการเมิ่งถึงกับสำลักยาเส้น เขาตั้งใจจะอธิบายให้เย่ จิวฟังเสียหน่อยว่า ในยุคสมัยแห่งสันติภาพ การปกป้องสันติภาพไม่จำเป็นต้องเสียสละชีวิตเลือดเนื้อเสมอไป พวกเราให้ความสำคัญกับชีวิตของทหารหาญมาโดยตลอด แน่นอนว่าในการปะทะกันเฉพาะจุด ย่อมมีการเสียสละและเลือดเนื้ออยู่เสมอ แต่จะอธิบายเรื่องนี้ให้เย่ จิวฟังอย่างไรดี?

เขากังวลว่าหากอธิบายไม่ดี จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์อันงดงามของทหารในสายตาของเย่ จิว

ขณะที่ท่านผู้บัญชาการเมิ่งกำลังกลุ้มอกกลุ้มใจอยู่นั้น หลิน กว๋อ ต้งก็มองเย่ จิวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย เขาฟังคำพูดของเย่ จิวแล้วรู้สึกว่ามันขัดแย้งกับประสบการณ์ของเขาอย่างรุนแรง

ในเมื่อเขาที่เป็นทหารตัวเป็นๆ กลับบ้านปีละครั้ง เย่ จิวก็เอาแต่ทำหน้าบึ้งใส่ แถมหลังจากคลอดหลิน ไข่แล้วก็ไม่ยอมให้แตะต้องตัวเสียด้วยซ้ำ นั่นมันเรียกว่านับถือทหารตรงไหน? หรือว่าในสายตาของเย่ จิว เขาไม่นับว่าเป็นทหาร? หรือว่าเย่ จิวแค่ไม่ชอบเขา จงใจเล่นงานเขากันแน่?

หลิน กว๋อ ต้งคิดไม่ออก ก็เลยใช้สายตาแบบนั้นส่งสัญญาณให้เย่ จิวอยู่เรื่อยๆ

เย่ จิวไม่มีวันสนใจสีหน้าท่าทางที่แสดงออกอย่างมากมายของหลิน กว๋อ ต้งหรอก นางบอกกับท่านผู้บัญชาการเมิ่งว่า “รบกวนท่านยื่นมือออกมาให้ข้าพเจ้าจับชีพจรหน่อย ข้าพเจ้าจะได้ดูว่าท่านเหมาะจะทานยาบำรุงชนิดใด”

ท่านผู้บัญชาการเมิ่งทำตามอย่างว่าง่าย เย่ จิวใช้นิ้วสามนิ้วแตะลงบนชีพจรของท่านผู้บัญชาการเมิ่ง คลึงเบาๆ ประมาณครึ่งนาที แล้วถามท่านผู้บัญชาการเมิ่งว่า “ก่อนหน้านี้ท่านเคยบาดเจ็บที่เอวใช่หรือไม่? พลังไตไหลออกไปข้างนอก ค่อนข้างจะพร่อง ต้องบำรุงให้ดี นอกจากนี้ ท่านน่าจะมีนิสัยชอบดื่มสุรา หลังจากนี้ต้องปรับปรุงเสียหน่อย ตับได้รับความเสียหายอย่างหนัก ก็ต้องบำรุงให้ดีเช่นกัน ข้าพเจ้าจะกลับไปดูที่ร้านค้าก่อน บางทีอาจจะหาซื้อวัตถุดิบบางอย่างไม่ได้ อาจจะต้องรอสักสองวัน”

ก่อนหน้านี้ท่านผู้บัญชาการเมิ่งยังคิดว่ายาบำรุงที่เย่ จิวทำให้หลิน กว๋อ ต้งทานแล้วฟื้นตัวเร็วขนาดนั้น ส่วนใหญ่คงเป็นเพราะโชคช่วย ใครจะคิดว่าเย่ จิวแค่จับชีพจรก็สามารถวินิจฉัยความลับที่ว่าเอวของเขาเคยได้รับบาดเจ็บและพลังไตไม่เพียงพอออกมาได้?

ที่สำคัญที่สุดคือ ตอนที่เย่ จิวถามเขา นางไม่ได้หลีกเลี่ยงใครเลย กลับพูดออกมาอย่างเปิดเผย ท่านไม่ต้องรักษาหน้าต่อหน้าลูกน้องหรืออย่างไร?

ท่านผู้บัญชาการเมิ่งรู้สึกอับอายจนหน้าแดงก่ำ หัวเราะเสียงดังเพื่อคลายความกระอักกระอ่วน แล้วบอกกับเย่ จิวว่า “รบกวนเจ้าแล้ว เรื่องวัตถุดิบเจ้าไม่ต้องกังวล ข้าจะบอกกับแผนกทำอาหารเดี๋ยวนี้เลย เจ้าเข้าไปเอาได้โดยตรง ให้พวกเขาคิดรวมในบัญชีส่วนตัวของข้าก็แล้วกัน นอกจากนี้ก็คือ เจ้าลองพิจารณาดูอีกทีได้หรือไม่? หากเจ้าเข้าไปอยู่ในแผนกทำอาหาร รับรองว่าจะเป็นข่าวดีสำหรับคนที่ได้รับบาดเจ็บมากมายในหน่วยแพทย์ของเรา”

เย่ จิวคิดดูแล้วก็ไม่เสแสร้งอีกต่อไป พยักหน้าตอบตกลง

ท่านผู้บัญชาการเมิ่งกลับไปที่ห้องพักผู้บริหารด้วยความพึงพอใจ หลังจากที่เย่ จิวปิดประตู จัดเก็บเสื้อผ้าที่หลิน กว๋อ ต้งถอดเปลี่ยนออกมาเพื่อจะนำกลับไปซัก หลิน กว๋อ ต้งก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาถามความสงสัยในใจออกมา “เจ้าไปเรียนจับชีพจรมาตั้งแต่เมื่อไหร่? ข้าไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเลย”

ในเมื่อเย่ จิวกล้าที่จะแสดงความสามารถด้านนี้ออกมา แน่นอนว่าได้ไตร่ตรองมาเป็นอย่างดีแล้ว เตรียมเหตุผลไว้พร้อมสรรพ

ถ้าหากนางหาเหตุผลต่างๆ นานาเพื่อตอบคำถามของหลิน กว๋อ ต้งในตอนนี้ ไม่แน่ว่าไอ้ผู้ชายหมาๆ นี่อาจจะขุดคุ้ยข้อมูลตามคำพูดของนาง ถามไม่หยุดหย่อนเหมือนมีคำถามเป็นหมื่นๆ แสนๆ คำถาม การต้องโกหกคำเดียวแล้วต้องโกหกอีกหลายร้อยหลายพันคำเพื่อกลบเกลื่อนนั้น เย่ จิวไม่อยากจะสัมผัสประสบการณ์อันน่ากระอักกระอ่วนนั้นเลยสักนิด ดังนั้นนางจึงเลือกใช้อีกวิธีหนึ่ง นั่นคือการชิงลงมือก่อน

เจ้าน่ะถามข้าว่าไปเรียนมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมเจ้าถึงไม่รู้เรื่องเลยสักนิด ราวกับว่าข้าทำเรื่องที่ไม่อาจให้อภัยได้ลับหลังเจ้าอย่างนั้นแหละ

วิธีที่ดีที่สุดในการรับมือกับการตั้งคำถามแบบนี้ก็คือการทำให้ไขว้เขว ก็คือการเปลี่ยนจากรับเป็นรุก

เย่ จิวหัวเราะเยาะหลิน กว๋อ ต้งอย่างเย็นชา “เจ้าไม่รู้ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรไม่ใช่หรือ? ปีหนึ่งเจ้ากลับบ้านกี่ครั้งกัน? แต่ละครั้งที่เจ้ากลับไป เจ้าอยู่บ้านได้นานแค่ไหน? ไม่ได้ออกไปเจอกับเพื่อนฝูงของเจ้า ก็ไปที่บ้านท่านแม่ของเจ้า เวลาที่เจ้าอยู่ด้วยกันกับข้า กับลูกๆ มีเท่าไหร่? เจ้าเคยคำนวณเรื่องนี้ในใจบ้างหรือไม่?”

“ข้าแต่งงานกับเจ้าเหมือนกับอยู่กินกับผีดิบ ปีๆ หนึ่งแทบไม่เห็นหน้าเห็นตัวกันเลย เจ้ายังมีหน้ามาถามข้าว่าทำไมเจ้าถึงไม่รู้ว่าข้าจับชีพจรเป็น เดิมทีข้ายังทำอาหารไม่เป็นเลย ตอนนี้ทำเป็นแล้ว เห็นเจ้ากินก็ดูอร่อยดีนี่นา หรือว่าในใจของเจ้า ข้าเป็นคนที่ไม่เปลี่ยนแปลงเลยสักนิด?”

“แต่งงานกับเจ้ามาตั้งหลายปี ข้าก็ไม่ต้องเรียนรู้อะไรเลยสักอย่าง เป็นแค่เครื่องจักรผลิตลูกอยู่ที่บ้าน คอยคลอดลูกเลี้ยงลูกให้เจ้า นั่นคือทั้งหมดของชีวิตข้า ข้าไม่สามารถแสวงหาคุณค่าส่วนตัวและความหมายส่วนตัวได้เลยหรืออย่างไร ข้าไม่สามารถร่วมแรงร่วมใจสร้างชาติบ้านเมืองได้เลยหรืออย่างไร?”

หลิน กว๋อ ต้งเกลียดที่แม่บังเกิดเกล้าหร่วน จินเอ๋อ ไม่ได้ให้ปากเขามาหลายๆ ปาก โดนเย่ จิวด่าจนพูดไม่ออก รู้สึกรางๆ ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่เขาก็บอกไม่ได้ว่ามันคืออะไร

เย่ จิวมองสีหน้าเหม่อลอยไร้ชีวิตชีวาของหลิน กว๋อ ต้ง รู้ว่าหลิน กว๋อ ต้งถูกคำพูดของนางทำให้ตะลึงงันไปแล้ว ในใจรู้สึกสะใจอย่างลับๆ แต่บนใบหน้ากลับไม่ได้แสดงออกมามากนัก นางพูดจาแบบนางร้ายๆ กับหลิน กว๋อ ต้งอย่างเด็ดขาด “ข้าจะบอกอะไรให้นะ หลิน กว๋อ ต้ง สิ่งที่ข้ารู้มีอีกเยอะแยะ สิ่งที่เจ้าไม่รู้ก็มีอีกมากมาย เรื่องราวเกี่ยวกับตัวข้าเนี่ย หัวหน้ากองผลิตหนิว ชิงยังรู้มากกว่าเจ้าเสียอีก”

หลังจากพูดคำเหล่านี้จบ เย่ จิวก็ถือกล่องข้าวและเสื้อผ้าที่จะนำไปซักกลับไป โดยไม่ได้เห็นสีหน้าที่ค่อยๆ กลายเป็นสีเขียวของหลิน กว๋อ ต้งเลย

หลิน กว๋อ ต้งคิดแล้วคิดอีกก็ยังคิดไม่ออกว่าทำไมเย่ จิวถึงต้องเน้นย้ำหัวหน้ากองผลิตหนิว ชิงเป็นพิเศษ?

คนอื่นเขาป้องกันแต่ไอ้หวังบ้านข้างๆ เขาต้องป้องกันไอ้หนิวบ้านข้างๆ หรืออย่างไร?

คำพูดที่เย่ จิวพูดเมื่อกี๊มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่ เป็นคำเตือนว่ากำลังจะนอกใจหรืออย่างไร?

ถ้าหากเย่ จิวกับหนิว ชิงไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ เลย แล้วทำไมเย่ จิวถึงไม่พูดถึงคนอื่นๆ ในกองผลิต กลับพูดถึงแต่หัวหน้ากองผลิตหนิว ชิง?

แถมฟังจากน้ำเสียงที่เย่ จิวพูด ราวกับว่าหนิว ชิงยังรู้เรื่องที่เขาไม่รู้อีกเยอะแยะ เขาเคยเปิดอกคุยกับเย่ จิวมาตั้งหลายครั้ง มีลูกด้วยกันตั้งสามคน แลกเปลี่ยนกันในระยะประชิดมาก็ไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง มีอะไรบนตัวเย่ จิวที่เขาไม่รู้บ้าง?

ถึงแม้ว่าบนตัวเย่ จิวจะมีสิ่งที่เขาไม่รู้จริงๆ แล้วหนิว ชิงมีสิทธิ์อะไรที่จะรู้?

หลิน กว๋อ ต้งยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามันไม่ชอบมาพากล เขาอยู่บนเตียงคนไข้ไม่ไหวแล้ว จ้องมองน้ำเกลือที่กำลังให้จนหมดขวด เร่งให้พยาบาลถอดเข็มออก สวมเสื้อผ้าที่เย่ จิวส่งมาให้เปลี่ยน มือที่หลังมือยังมีพลาสเตอร์แปะอยู่ ก้าวเท้าอย่างรีบร้อนกลับไปยังบ้านพัก

เขาต้องไปถามเย่ จิวให้รู้เรื่อง หัวของเขาจะเขียวปี๋ไปโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวไม่ได้เด็ดขาด!

-------------------------------------

ตอนที่หลิน กว๋อ ต้งกลับมาถึงบ้าน เย่ จิวกำลังขะมักเขม้นทำอาหาร นางตั้งใจจะจัดยาแรงๆ ให้ท่านผู้บัญชาการเมิ่ง ทำยาบำรุงที่ท่านผู้บัญชาการเมิ่งเท่านั้นที่จะทานได้ และมีผลลัพธ์ที่เห็นผลทันตา

ซื้อกุ้งแห้งจากร้านค้ากลับมา ผสมกับสาหร่ายทะเลและกระดูกหมูตุ๋น ใส่วัตถุดิบยาจีนที่ช่วยยกหยางเสริมกำลังเข้าไปอีก จากนั้นก็ใส่ข้าวสารที่ล้างสะอาดแล้วลงไปหนึ่งกำมือ โจ๊กยกหยางเสริมกำลังหนึ่งหม้อก็ถูกเคี่ยวขึ้นมา

สถานการณ์ของท่านผู้บัญชาการเมิ่งนั้นพิเศษ พิษในตับสามารถค่อยๆ แก้ได้ ปัญหาที่ตับสามารถค่อยๆ รักษาได้ แต่ปัญหาในส่วนของไตนั้นจำเป็นต้องบำรุงโดยเร็วที่สุด โจ๊กยกหยางเสริมกำลังนี้ก็คือโจ๊กบำรุงกำลังสิบส่วนที่ช่วยแก้ปัญหาไต

หลังจากเคี่ยวโจ๊กให้ท่านผู้บัญชาการเมิ่งเสร็จแล้ว เย่ จิวก็พิจารณาสภาพร่างกายของหลิน กว๋อ ต้งอย่างละเอียดอีกครั้ง นางบำรุงให้หลิน กว๋อ ต้งมานานเกินไปแล้ว แม้ว่าร่างกายที่อ่อนแอจะยังไม่ได้ฟื้นฟูขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ แต่ก็ไม่สามารถบำรุงต่อไปได้อีก ต้องเว้นช่องว่างให้ร่างกายของหลิน กว๋อ ต้งได้ใช้ประโยชน์จากสรรพคุณยาบ้าง มิฉะนั้นยิ่งทานยาบำรุงเข้าไปมากเท่าไหร่ ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะยิ่งน้อยนิด มิหนำซ้ำร่างกายของหลิน กว๋อ ต้งจะวิ่งไปบนเส้นทางแห่งการพัฒนาในแนวนอนอย่างบ้าคลั่ง น้ำหนักตัวจะค่อยๆ ควบคุมไม่ได้

ในเมื่อหลิน กว๋อ ต้งไม่จำเป็นต้องทานยาบำรุงอีกต่อไป เย่ จิวก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำอาหารพิเศษให้หลิน กว๋อ ต้ง นางทานแบบเดียวกับนางและลูกๆ ทั้งสามคนก็พอแล้ว

ในเมื่อไม่ใช่ยาบำรุง การทำอาหารก็ง่ายขึ้นเยอะ เย่ จิวไม่ได้รีบร้อนทำ แต่กลับหยิบผ้าและฝ้ายที่ซื้อมาจากร้านค้ามาเทียบกับตัวของลูกๆ ทั้งสามคน ตั้งใจจะทำเสื้อผ้าให้ลูกๆ ทั้งสามคนก่อน ฝีมือนางอาจจะไม่ค่อยดีนัก แต่เฉิ่นเฉิงอากาศหนาวเกินไป เสื้อผ้าสำเร็จรูปก็หาซื้อไม่ได้ ทำได้แค่ลงมือทำเอง เย่ จิวตั้งใจจะตัดผ้าให้เสร็จก่อน แล้วค่อยไปให้หลิน กว๋อ ต้งถามดูว่านางสามารถไปเรียนเย็บปักถักร้อยที่แผนกซ่อมบำรุงของฝ่ายธุรการได้หรือไม่ พร้อมกับเซ็นชื่อให้ได้สมุดทักษะติดตัวมาด้วย

เย่ จิวยังวัดขนาดตัวให้ลูกๆ ทั้งสามคนไม่เสร็จดี หลิน กว๋อ ต้งก็เคาะประตูเสียงดัง หลิน กังวิ่งไปเปิดประตู มองอย่างสงสัยแล้วถามว่า “พ่อ ทำไมพ่อถึงกลับมาล่ะ?”

หลิน กว๋อ ต้งกลับมาด้วยสีหน้าที่ดำคล้ำ เมื่อเห็นว่าเป็นหลิน กังที่เปิดประตู สีหน้าของเขาก็อ่อนโยนลงเล็กน้อย ลูบหัวหลิน กังแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ลูกรัก ไปเล่นเองเถอะ พ่อมีเรื่องต้องคุยกับแม่ของลูก”

เย่ จิวเหลือบมองหลิน กว๋อ ต้งแวบหนึ่ง ไม่สนใจ ตั้งหน้าตั้งตาวัดขนาดตัวให้หลิน ไข่ต่อไป

หลิน กว๋อ ต้งหาที่นั่งข้างๆ เย่ จิว นั่งลงแล้วมองเย่ จิวด้วยสายตาที่ลึกลับ เขาไม่พูดอะไรสักคำ เอาแต่มองอยู่แบบนั้น

เย่ จิวเคยรับรู้มาแล้วว่าผู้ชายคนนี้สามารถอดทนและกลั้นได้มากแค่ไหน นางถูกหลิน กว๋อ ต้งมองจนรู้สึกไม่สบายตัวไปทั้งตัว เลยลุกขึ้นไปดูโจ๊กยกหยางเสริมกำลังที่กำลังเคี่ยวอยู่ หลิน กว๋อ ต้งก็เดินตามนางเข้าไปในครัวเล็กๆ

“ออกไปนะ ครัวแคบๆ คนคนเดียวก็แทบจะเดินไม่ได้แล้ว เจ้าตามเข้ามาทำไม?” เย่ จิวโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ

เมื่อหลิน กว๋อ ต้งเห็นโจ๊กที่กำลังเคี่ยวอยู่บนไฟอ่อนๆ นึกถึงสิ่งที่เขาได้รับในช่วงเวลานี้ สายตาของเขาก็อ่อนโยนลงอย่างมาก เขารู้สึกว่าเขาคงคิดมากไปเอง ถ้าหากบนหัวของเขามีสีเขียวปี๋ เย่ จิวจะมาดูแลเขาทำไม แถมยังดูแลอย่างดีขนาดนี้ ปล่อยให้เขาล้มป่วยตายไปเลยไม่ดีกว่าหรือ?

เมฆดำบนใบหน้าของหลิน กว๋อ ต้งหายไปจนหมด เขาเดินไปข้างหลังเย่ จิว เอามือโอบเอวของเย่ จิว เอาคางวางบนบ่าของเย่ จิว แล้วถามว่า “เมียจ๋า นี่เจ้าทำอะไรให้ข้าอีกแล้ว?”

เย่ จิวมีจุดจั๊กจี้ไปทั้งตัว ถูกหลิน กว๋อ ต้งกอดแบบนี้ นางรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะขึ้นสวรรค์ในทันที ตกใจจนรีบถอยห่างออกไป เอากระบวยในมือเล็งไปที่หลิน กว๋อ ต้ง ทำหน้าป้องกัน “เจ้าเป็นอะไรไป! ข้าให้เจ้ากินมานานแล้ว วันนี้โจ๊กนี้ไม่ใช่ของเจ้า เป็นของท่านผู้บัญชาการเมิ่ง เจ้าทานข้าวแบบเดียวกับพวกเราก็พอ!”

“หา???” หลิน กว๋อ ต้งไม่คิดว่าสวัสดิการของคนเจ็บของตัวเองจะถูกยกเลิกไปแบบนี้ ทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก

ตอนนี้เย่ จิวยังรู้สึกว่าจุดจั๊กจี้ของนางกำลังกำเริบอยู่ โกรธจนขนพองสยองเกล้า “หาอะไร? รู้สึกว่าทานอาหารธรรมดาแล้วน้อยหน้าเจ้าหรืออย่างไร? ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ไปทานบนเตาไฟนู่นไป๊!”