ตอนที่ 12
บทที่ 12: ตะลึงงัน
ถึงแม้ท่านผู้บัญชาการเมิ่งจะหน้าดำคร่ำเครียด แต่ก็มิได้โง่เขลาถึงขั้นเอ่ยปากถามเย่ จิวตรงๆ ว่านางใส่อะไรลงไปในโจ๊ก หากแต่คิดรอจนกว่าเย่ จิวจะนำโจ๊กมาให้อีกครั้ง แล้วจะแบ่งปันให้ 'เพื่อนร่วมห้อง' ของตนได้ลิ้มลองดูบ้าง เพื่อดูว่าสหายร่วมเตียงเหล่านั้นจะมีอาการเช่นเดียวกับตนหรือไม่
เขายังคงรอคอยโอสถโภชนาในมื้อเย็น เย่ จิวก็เร่งเร้าให้หลิน กว๋อ ต้งพาเธอไปยังแผนกส่งกำลังบำรุงเสียแล้ว
เมื่อทางแผนกส่งกำลังบำรุงทราบว่าเธอมาเพื่อเรียนรู้การเย็บปะชุนด้วยมือ เพื่อที่จะทำเสื้อผ้าให้ลูกๆ ทั้งสามคน ต่างก็กระตือรือร้นที่จะสอนเธอ ทั้งยังให้คำมั่นสัญญาว่าจะให้ยืมจักรเย็บผ้าของแผนกส่งกำลังบำรุงให้เธอใช้ได้อีกด้วย
เย่ จิวเห็นว่าโอกาสเหมาะเจาะแล้ว จึงได้แต่รำพึงในใจ
"ลงชื่อ"
"ลงชื่อสำเร็จ ได้รับ 'รัศมีจักรเย็บผ้ามนุษย์' หนึ่งอัน ระยะเวลารอคอยของรัศมี: 18 ชั่วโมง"
เย่ จิวถึงกับชะงักไป นางไม่เข้าใจว่า 'รัศมี' นี้เป็นส่วนเสริมแบบใดกันแน่
เมื่อเปิดคู่มือการใช้งานอ่านอย่างละเอียดถี่ถ้วน เย่ จิวก็เข้าใจ
ตำราทักษะเป็นประเภทที่สามารถใช้ได้ตลอดเวลา เพียงแค่เรียนรู้แล้ว ต่อจากนั้นจะใช้อีกก็ไม่ต้องกังวล 'รัศมี' ก็คล้ายคลึงกับตำราทักษะ เพียงแต่มีระยะเวลารอคอย เมื่อถึงช่วงเวลารอคอย ทักษะนี้ก็จะไม่สามารถใช้งานได้
"ดังนั้น 'จักรเย็บผ้ามนุษย์' นี้จึงสามารถใช้ได้เพียงหกชั่วโมงต่อวันเท่านั้นหรือ?" เย่ จิวขมวดคิ้ว แต่ในไม่ช้าก็คิดออก "หกชั่วโมงก็หกชั่วโมงเถอะ หากทำงานประเภทนี้เป็นเวลานานเกินไปในหนึ่งวันก็คงจะไม่ไหว"
เมื่อลองสวม 'รัศมีจักรเย็บผ้ามนุษย์' เย่ จิวก็หยิบเข็มและผ้าสำหรับทำเสื้อผ้าให้หลินอิงขึ้นมา ค่อยๆ แผ่และปูผ้าฝ้ายให้เรียบ แล้วเริ่มลงเข็ม
ความรู้สึกเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด!
ก่อนหน้านี้เวลาที่นางลงเข็ม มักจะทำให้ฝีเข็มหลวมโพรกไม่ได้รูปทรง หรือไม่ก็เพราะใช้แรงมากเกินไปจนทำให้รอยเย็บเบี้ยว แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว ทุกจุดที่ลงเข็มล้วนเป็นระเบียบเรียบร้อย แทบจะแยกไม่ออกเลยว่าต่างจากการเย็บด้วยจักรเย็บผ้า
หากจะต้องหาความแตกต่างกันสักหน่อย ก็คงจะเป็นความเร็วในการทำงานของนางเทียบไม่ได้กับจักรเย็บผ้า จักรเย็บผ้าเพียงแค่เหยียบแป้นเหยียบ เส้นด้ายก็จะถูกเย็บเป็นเส้นตรงอย่างรวดเร็ว แต่นางต้องใช้เวลาครึ่งค่อนวันในการเย็บด้วยมือ
ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าเย่ จิวจะลงชื่อและได้รับรัศมีเช่นนี้มาแล้ว นางก็ยังคงยืมจักรเย็บผ้าของแผนกส่งกำลังบำรุงมาใช้ ทำเสื้อผ้าที่มีดีไซน์แปลกใหม่และดูขี้เล่นเล็กน้อยตามแบบที่นางออกแบบไว้แต่เดิม ในช่วงบ่ายก็ทำเสื้อผ้าของหลินอิงและหลินกังออกมาเสร็จเรียบร้อย
นางได้ตกลงกับพี่สาวหม่าจากแผนกส่งกำลังบำรุงว่าจะมาทำต่อในเช้าวันรุ่งขึ้น แล้วจึงรีบกลับบ้าน นำวัตถุดิบที่เหลือจากมื้อเที่ยงมาทำโจ๊กบำรุงหยางให้ท่านผู้บัญชาการเมิ่งอีกหม้อหนึ่ง แล้วจึงทำอาหารสำหรับครอบครัวของตนเอง
ตอนนี้เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ลมใบไม้ร่วงของเฉิ่นเฉิงนั้นรุนแรงกว่าลมใบไม้ร่วงทางบ้านเกิดของนางมากนัก พัดเข้าใส่ใบหน้าผู้คนราวกับมีดเหล็ก เย่ จิวเองก็โดนความเย็นจนจามไปหลายทีตอนตื่นนอนแต่เช้า นางเกรงว่าหลิน กว๋อ ต้งจะโดนความเย็นจนเป็นหวัดระหว่างเดินทางไปกลับ จนทำให้การรักษาที่ผ่านมาสูญเปล่า จึงไม่ได้ให้หลิน กว๋อ ต้งกลับมารับข้าว หากแต่หิ้วกล่องข้าวสองกล่องไปส่งให้ด้วยตนเอง
ของท่านผู้บัญชาการเมิ่งคือโจ๊กบำรุงหยาง ของหลิน กว๋อ ต้งคือซุปสาหร่ายทะเลซี่โครงหมูเก๋ากี้
เมื่อนำข้าวของหลิน กว๋อ ต้งไปวางไว้ในห้องพักผู้ป่วยแล้ว ก็ให้หลิน กว๋อ ต้งหิ้วกล่องข้าวของท่านผู้บัญชาการเมิ่งไปส่งให้ท่านผู้บัญชาการเมิ่ง
เมื่อท่านผู้บัญชาการเมิ่งเห็นโจ๊กในกล่องข้าวนั้นเหมือนกับของเมื่อตอนเที่ยงไม่มีผิด ดวงตาของเขาก็เริ่มกระตุกอย่างบ้าคลั่ง แต่ด้วยประสบการณ์ที่โชกโชนมาอย่างมากมาย เขาจึงรีบกดความคิดเหล่านั้นในใจลงไป แล้วถามหลิน กว๋อ ต้งด้วยรอยยิ้ม "กว๋อ ต้ง กินข้าวมาแล้วหรือยัง? ฝีมือของภรรยาแกนั้นดีจริงๆ แต่ตอนบ่ายข้ากินผลไม้ที่คนเอามาเยี่ยมไปบ้างแล้ว กินไม่ลงจริงๆ แกแบ่งไปกินหน่อยได้ไหม?"
หลิน กว๋อ ต้งแสดงสีหน้าลำบากใจ "ท่านครับ มันจะไม่ดีมั้งครับ..."
"มันจะไม่ดีตรงไหน? ก็แค่ข้าวหนึ่งชาม กินไปเถอะ ข้ากินได้ไม่เยอะจริงๆ พวกเราก็ไม่ควรทิ้งขว้างของพวกนี้ไม่ใช่หรือ..."
หลิน กว๋อ ต้งคิดดูแล้วก็รู้สึกว่าท่านผู้บัญชาการเมิ่งพูดมีเหตุผล จึงยกกล่องข้าวขึ้นมาเทโจ๊กลงไปในช่องแบ่งด้านล่างเล็กน้อย แล้วซดเข้าไปอย่างเอร็ดอร่อย
รสชาติก็ดีอยู่หรอก แต่ไม่เท่ากับที่ทำให้นเขากินก่อนหน้านี้
เมื่อคิดได้เช่นนี้ หลิน กว๋อ ต้งก็รู้สึกสบายใจขึ้นมา เขานำช่องแบ่งของกล่องข้าวไปล้างที่ห้องน้ำตรงบันได แล้วจึงกลับมาที่ห้องพักผู้ป่วยของตน
เย่ จิวเห็นหลิน กว๋อ ต้งหิ้วช่องแบ่งของกล่องข้าวกลับมาก็ถามด้วยความสงสัย "นี่...ทำไมถึงหิ้วช่องแบ่งกลับมาด้วย?"
"ท่านผู้บัญชาการเมิ่งบอกว่าเธอทำเยอะไปหน่อย เขากินไม่หมด กลัวว่าจะทิ้งขว้าง ก็เลยให้ผมกินไปบ้าง ผมรู้สึกว่าโจ๊กที่เธอทำให้ท่านผู้บัญชาการเมิ่งรสชาติสู้ที่ทำให้ผมไม่ได้ ออกจะคาวๆ หน่อย...แฮ่ๆๆ"
หลิน กว๋อ ต้งรู้สึกถึงความรักใคร่ที่ภรรยาของตนมีให้จากการเปรียบเทียบโจ๊กสองชาม ในขณะที่เขากำลังมีความสุขจนแทบจะลอยขึ้นไปบนฟ้า เย่ จิวก็ส่งยิ้มที่พูดไม่ออกบอกไม่ถูกมาให้เขา
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลิน กว๋อ ต้งแข็งทื่อไปในทันที เหงื่อผุดพรายขึ้นมาบนแผ่นหลัง เขาถามเย่ จิวด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก "เมีย ทำไมถึงยิ้มแบบนั้น? ในโจ๊กมีอะไรผิดปกติหรือเปล่า?"
"ไม่มี ไม่มีอะไร" เย่ จิวเก็บสายตากลับ มองจมูก จมูกมองปาก ปากมองใจ นางเร่งเร้าให้หลิน กว๋อ ต้งกินซุปสาหร่ายทะเลซี่โครงหมูเก๋ากี้ แล้วรีบหิ้วกล่องข้าวกลับไป
โจ๊กบำรุงหยางนั้นทำขึ้นเป็นพิเศษเพื่อชดเชยความบกพร่องในไตของท่านผู้บัญชาการเมิ่ง แม้ว่าร่างกายของหลิน กว๋อ ต้งจะบกพร่องอยู่มาก แต่ในช่วงเวลานี้เขาก็ได้รับการบำรุงจนดีขึ้นแล้วจากการกินโอสถโภชนาอย่างต่อเนื่อง และสิ่งที่ต้องบำรุงในร่างกายของหลิน กว๋อ ต้งนั้นคือหัวใจ รองลงมาคือตับ ส่วนไตนั้นสำคัญน้อยที่สุด
ในตอนนี้หลิน กว๋อ ต้งได้กินโจ๊กบำรุงหยางที่นางใส่ไตหมูและสมุนไพรบำรุงอย่างดีลงไป เป็นการใช้ยาแรงกับส่วนที่ปกติแล้วจะได้รับการบำรุงอย่างอ่อนโยนที่สุดในชีวิตประจำวัน คืนนี้คงจะไม่ง่ายนัก
หลังจากกลับถึงบ้าน เย่ จิวก็ลงกลอนประตูแล้วเร่งเร้าให้ลูกๆ ทั้งสามคนรีบอาบน้ำเข้านอน
ก่อนที่จะเข้าสู่ห้วงนิทรา เย่ จิวได้จินตนาการถึงฉากที่อาจจะเกิดขึ้นกับหลิน กว๋อ ต้งเล็กน้อย เกือบจะหลุดหัวเราะออกมา นางหัวเราะและดุด่า "ให้มันมากนัก กินเข้าไปได้!"
-------------------------------------
ทุกวันจะมีแพทย์ทหารอาวุโสรับผิดชอบในการตรวจร่างกายให้ท่านผู้บัญชาการเมิ่ง ท่านผู้บัญชาการเมิ่งกินไปเต็มที่หนึ่งชามเมื่อตอนเที่ยงของวันก่อน และกินไปอีกเกือบครึ่งชามในตอนเย็น พอถึงเช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อไปให้แพทย์ทหารอาวุโสจับชีพจร คิ้วของแพทย์ทหารอาวุโสก็กระตุกขึ้นมา
เมื่อเห็นท่าทีของแพทย์ทหารอาวุโสเช่นนี้ ท่านผู้บัญชาการเมิ่งก็รู้สึกประหม่า "สหายเซี่ย เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของข้าหรือเปล่า ทำไมถึงจับชีพจรนานขนาดนี้?"
"ไตของท่าน..." แพทย์ทหารอาวุโสกล่าวอย่างลังเล
ยังไม่ทันที่แพทย์ทหารอาวุโสจะพูดจบ ท่านผู้บัญชาการเมิ่งก็ตบหน้าผากของตนเอง เขาเสียใจจนแทบจะขาดใจตาย กล่าวว่า "ไตของข้ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า? บกพร่องหนักขึ้นใช่ไหม? ข้าสงสัยอยู่แล้วว่าโจ๊กนั่นมันแปลกๆ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง"
แพทย์ทหารอาวุโสรู้สึกสงสัย "ท่านพูดอะไร? ข้าไม่ได้บอกว่าไตของท่านบกพร่องสักหน่อย ท่านมีภาวะยินในไตพร่อง และพร่องอย่างหนักหน่วง จนกระทั่งหยางในไตก็พลอยพร่องไปด้วย ตามหลักแล้ว ต่อให้ใช้ยาแรงก็ไม่สามารถบำรุงได้ในเวลาอันสั้น แต่ตอนนี้ข้าพบว่ายินในไตของท่านมีแนวโน้มที่จะดีขึ้นจริงๆ ช่วงนี้ท่านกินยาอะไร? ใครเป็นคนสั่งยาให้?"
คราวนี้ก็ถึงตาที่ท่านผู้บัญชาการเมิ่งจะงุนงง
ท่านผู้บัญชาการเมิ่งถาม "ถ้าหากโดนวางยาปลุกกำหนัดอะไรทำนองนั้น จะเป็นแบบนี้ด้วยหรือเปล่า?"
แพทย์ทหารอาวุโสปฏิเสธความคิดที่ไร้สาระนี้อย่างเด็ดขาด "เป็นไปไม่ได้ ถ้าหากใช้ยาประเภทนั้น ร่างกายของท่านก็จะยิ่งอ่อนแอลงเรื่อยๆ และค่อยๆ ถูกยาที่ไม่ดีไม่งามพวกนั้นสูบเอาเรี่ยวแรงไป ชีพจรของท่านแสดงให้เห็นว่า ท่านไม่ได้ใช้ยาประเภทนั้นอย่างแน่นอน แต่ใช้ยาที่บำรุงไตอย่างดี เป็นเรื่องที่ดีมากๆ ยาอะไรหรือ? ขอดูหน่อยได้ไหม?"
เมื่อได้ยินแพทย์ทหารอาวุโสพูดเช่นนี้ ท่านผู้บัญชาการเมิ่งก็รู้สึกวางใจ แพทย์ทหารอาวุโสผู้นี้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของทุกคนว่ามีทักษะทางการแพทย์สูงส่ง เป็นดั่งอนุสาวรีย์ที่ยิ่งใหญ่ในวงการแพทย์ของประเทศ น้อยคนนักที่จะสามารถก้าวข้ามไปได้
"ตำรับยาข้าไม่ได้พกติดตัว แต่สหายเซี่ยท่านสามารถไปสอบถามได้ จากเจ้าหนุ่มหลินที่เกือบจะหัวใจวาย ข้ากินโอสถโภชนาที่ภรรยาของเขาทำ ข้าได้ยินมาก่อนว่าเจ้าหนุ่มหลินบาดเจ็บสาหัสมาก แม้ว่าตอนนี้จะดูเหมือนรักษาหายดีแล้ว แต่ก็เป็นเพียงภายนอกที่แข็งแกร่งแต่ภายในกลวงเปล่า หากเจอสถานการณ์อะไรนิดหน่อยก็อาจจะถึงตายได้ แต่เมื่อไม่นานมานี้ภรรยาของเขาไม่ได้มาหรือ? ทำโอสถโภชนาให้เขากินทุกมื้อ ร่างกายก็ได้รับการบำรุงขึ้นมา ข้าก็เลยมีความคิดที่จะลองกินโอสถโภชนาดูบ้าง ไม่คิดเลยว่าผลลัพธ์จะดีขนาดนี้ เมื่อวานข้ายังสงสัยอยู่เลยว่าในโจ๊กนั่นใส่ยาแรงอะไรลงไปหรือเปล่า ข้าได้ยินมาว่าประเทศตะวันตกมีพวกยาที่กินเข้าไปเม็ดเดียวก็จะทำให้คน..."
แพทย์ทหารอาวุโสหัวเราะเสียงดัง "ท่านนี่คิดมากจริงๆ แต่ข้ารับประกันได้เลยว่าไม่ใช่ยาประเภทนั้น ถ้าท่านกินยาประเภทนั้นเข้าไป ตอนนี้ท่านคงไม่ได้มีแค่ภาวะยินในไตพร่อง หยางในไตก็คงจะพร่องไปด้วย อาจจะกลายเป็นภาวะไตบกพร่องและไตวายได้ จงกินโอสถโภชนาต่อไปเถอะ กินติดต่อกันสักพัก ข้าคาดว่าอาการของท่านจะดีขึ้นมาก"
เมื่อส่งแพทย์ทหารอาวุโสไปแล้ว ท่านผู้บัญชาการเมิ่งก็ต่อยไปที่ต้นขาของตนเองด้วยความโกรธ เขาเสียดายโจ๊กครึ่งชามที่แบ่งให้หลิน กว๋อ ต้งกินเมื่อคืน
ท่านผู้บัญชาการเมิ่งคิดในใจว่า หากหลิน กว๋อ ต้งเป็นเหมือนเขา เย่ จิวคงจะใช้โอสถโภชนาบำรุงให้หายดีไปนานแล้ว หลิน กว๋อ ต้งบาดเจ็บหนักขนาดนั้นยังสามารถบำรุงจนเป็นอย่างทุกวันนี้ได้ คนอย่างเขาจะขาดโจ๊กบำรุงสักคำได้อย่างไร? เขาแค่คนจนทำเป็นคนรวย ทั้งๆ ที่ตัวเองขาดแคลนที่สุด แต่กลับผลักโจ๊กครึ่งชามนั้นออกไป
ท่านผู้บัญชาการเมิ่งตัดสินใจว่า เมื่อเย่ จิวนำโอสถโภชนามาให้อีกครั้ง เขาจะต้องกินให้หมดเกลี้ยง แม้แต่ข้าวสักเม็ดก็จะไม่เหลือ กินเสร็จแล้วก็ต้องใช้น้ำร้อนลวกกล่องข้าว แล้วดื่มน้ำลวกกล่องข้าวให้หมดเกลี้ยงด้วย
น่าเสียดายที่ท่านผู้บัญชาการเมิ่งคำนวณผิดพลาด เขายังคิดอยู่ว่าจะกินอย่างไรให้ประหยัด เพื่อให้โอสถโภชนานั้นออกฤทธิ์อย่างเต็มที่ แต่เย่ จิวกลับคิดว่าท่านผู้บัญชาการเมิ่งกินได้ไม่เยอะ เพราะหลิน กว๋อ ต้งบอกว่า 'ท่านผู้บัญชาการเมิ่งบอกว่าเขากินไม่หมด' ทั้งยังคิดว่าโอสถโภชนานี้มีกลิ่นคาวๆ อยู่บ้าง...ด้วยเหตุผลหลายประการ นางจึงลดปริมาณโอสถโภชนาของท่านผู้บัญชาการเมิ่งลงครึ่งหนึ่ง
ในเมื่อท่านผู้บัญชาการเมิ่งกินไม่หมด ก็ไม่ควรทำออกมาเยอะให้เสียของไม่ใช่หรือ?
-------------------------------------
เมื่อถึงเวลาอาหาร ท่านผู้บัญชาการเมิ่งก็รีบสะสางงานที่คั่งค้างอยู่ในมือ แล้วรอคอยอย่างใจจดใจจ่อให้เย่ จิวนำข้าวมาส่ง ในที่สุดก็ได้เห็นหลิน กว๋อ ต้งหิ้วกล่องข้าวเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยของข้าราชการ
หลิน กว๋อ ต้งเปิดกล่องข้าวอย่างคล่องแคล่ว แล้วยื่นให้ท่านผู้บัญชาการเมิ่ง กล่าวว่า "ท่านครับ กินเถอะครับ ยังร้อนๆ อยู่เลย"
เมื่อท่านผู้บัญชาการเมิ่งเห็นโอสถโภชนาที่หายไปครึ่งหนึ่ง ก็ถึงกับตะลึงงัน