ตอนที่ 18

บทที่ 18: พระโพธิสัตว์แก่

เย่ จิว หันหลังกลับเข้าไปในบ้าน อาศัยจังหวะที่ห่อผ้าบังสายตา แอบหยิบห่อผ้าเล็ก ๆ ที่เธอเก็บเงินค่าตอบแทนพิเศษของ หลิน กว๋อ ต้ง เอาไว้ ออกมาจากมิติส่วนตัว แล้วเอาเงินที่เธอหาได้จากโรงครัวออกมาทั้งหมด นับ ๆ ดู แล้วเก็บเข้าไปในมิติ จากนั้นก็ถือห่อผ้านั้นออกมาจากบ้าน

“หลิน กว๋อ ต้ง แม่พระโพธิสัตว์แก่บ้านเธอบอกว่าฉันเลี้ยงลูกสาวโดยเอาเงินค่าตอบแทนพิเศษของเธอไปใช้ ตอนนี้เธอลองนับดูสิ ว่าเงินที่เธอส่งกลับมามันขาดไปบ้างไหม?”

“ฉันจะบอกอะไรให้นะ ฉันเลี้ยงลูกสาว ฉันไม่ได้ใช้เงินเธอแม้แต่แดงเดียว ไม่ได้กินข้าวเธอแม้แต่เม็ดเดียว เสื้อผ้าที่ลูกสาวฉันใส่ ฉันเก็บหอมรอมริบเงินและคูปองมาเอง ข้าวที่ลูกสาวฉันกิน ฉันลงแรงหามาเองทั้งนั้น ถึงต่อมาฉันจะได้ใช้เงินและคูปองของเธอไปบ้าง เธอก็อย่าได้คิดว่าแค่ของพวกนี้ คนในบ้านเธอจะมาขี่คอฉันทำตัวเป็นคุณพระคุณเจ้าได้ ที่โรงครัวฉันก็มีเงินค่าตอบแทนพิเศษ ทำอาหารบำรุงร่างกายก็ได้เงินไม่น้อยกว่าเธอ ฉันใช้เงินของเธอไป ฉันก็ชดใช้คืนให้เธอหมดแล้ว ฉันไม่ได้เป็นหนี้บุญคุณอะไรเธอทั้งนั้น”

“ฉันมันโง่จริง ๆ ที่อุตส่าห์ถ่อสังขารไปถึงเฉิ่นเฉิงเพื่อเป็นวัวเป็นควายให้ไอ้โง่เง่าเต่าตุ่นอย่างเธอ เพื่อเลี้ยงดูไอ้ลูกหมาสองตัวนี่ ฉันต้องอดมื้อกินมื้อมาตลอดหลายปีที่อยู่กับเธอ ฉันยังไม่เคยซื้อแม้แต่ยางรัดผมดี ๆ สักเส้น ในใจเธอ แม่ของเธอก็คือพระโพธิสัตว์ผู้โปรดสัตว์โลกใช่ไหม เธอไม่มีความผิดแม้แต่น้อย แม้แต่ผิดก็ห้ามว่า”

“ตอนฉันท้อง ตอนฉันอยู่เดือน เธอเคยช่วยเหลืออะไรบ้าง? พี่สะใภ้ใหญ่เธอกินไข่ต้มน้ำตาล ฉันยังไม่มีปัญญาแม้แต่จะกินน้ำเชื่อมสักคำ กินแต่ข้าวต้มจืด ๆ เย็น ๆ ความสามารถในการทรมานคนของพระโพธิสัตว์แก่บ้านเธอเนี่ยนะ โอ๊ย...แม่หมูใส่ยกทรงเสียอีก เธอไม่เคยอยู่บ้านตลอดทั้งปี เธอเคยเห็นบ้างไหมว่าฉันต้องทนทุกข์ทรมานแค่ไหน ต้องเสียน้ำตาไปเท่าไหร่?”

“พอฉันบ่นให้เธอฟังแค่ไม่กี่คำตอนกลับมาช่วงตรุษจีน เธอก็ไม่พอใจ หาว่าฉันไม่ใจกว้างพอ เธอเชื่อแต่เรื่องที่พระโพธิสัตว์แก่บ้านเธอเล่าน่ะสิ ทำให้เธอกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันอย่างมีความสุข หลอกให้เธอโง่ ๆ ไป แล้วก็หาทางใส่ร้ายป้ายสีฉัน เธอเป็นผู้ชายของบ้านนี้ นอกจากส่งเงินกลับมา เธอเคยทำหน้าที่ของเสาหลักของครอบครัวบ้างไหม?”

“เธอไม่เคย! ไม่เคยมีสักเรื่องเดียว!”

“พอฉันพูดอะไรหน่อย เธอก็ทำหน้าเหมือนคนตาย พอฉันพูดไปแปดร้อยคำ เธอก็ไม่ตอบสักคำ ไม่ใช่แค่เย็นชาหรอกเหรอ? ต่อไปนี้ไม่ต้องให้เธอทำหน้าเย็นชาแล้ว ฉันก็จะไม่ทนดูหน้าเย็นชาของเธออีกต่อไปแล้ว ชีวิตแบบนี้ฉันไม่เอาแล้ว เธออยู่ดูแลพระโพธิสัตว์แก่ของเธอไปเถอะ!”

“ฉันเกลียดตัวเองจริง ๆ ตอนนั้นทำไมใจอ่อนตามเธอไปเฉิ่นเฉิง ไม่ปล่อยให้เธอตายอยู่ที่เฉิ่นเฉิงไปซะ ฉันจะได้เอาเงินของเธอมาใช้ชีวิตอย่างสบาย! ฉันต้องเป็นวัวเป็นควายคอยปรนนิบัติเธออย่างดีเพื่อต้อนรับเธอกลับมา สุดท้ายเธอกลับมาตะคอกใส่ฉัน… การได้เจอเธอมัน…ซวยบรรลัยแปดชาติจริง ๆ”

เย่ จิว โยนห่อเงินใส่หน้า หลิน กว๋อ ต้ง กลับเข้าไปในบ้านไปหยิบเสื้อผ้าของตัวเองมา คว้าแขน หลินอิง แล้วเดินออกไป “ไป ไปกับแม่ไปอยู่บ้านยาย ไม่ต้องทนกับความอึดอัดใจแบบนี้แล้ว!”

หลินอิง ยกผ้าขี้ริ้วที่อยู่ในมือขึ้นอย่างแผ่วเบา “แม่คะ ฝุ่นยังเช็ดไม่เสร็จเลย…”

เย่ จิว มองมือของ หลินอิง ที่จุ่มน้ำเย็นจนแดงก่ำ คว้าผ้าขี้ริ้วมาสะบัดใส่หน้า หลิน กว๋อ ต้ง “เอาไปเช็ดป้ายบรรพบุรุษสิบแปดชั่วโคตรของตระกูลหลินไป!”

หลิน กว๋อ ต้ง ไม่หลบ ปล่อยให้ผ้าขี้ริ้วฟาดหน้า น้ำสกปรกกระเซ็นเปรอะเปื้อนไปทั่ว

เขาถึงขนาดไม่แม้แต่จะปาดน้ำสกปรกออกจากหน้า

หลินอิง ไม่กล้าส่งเสียงใด ๆ อีก ปล่อยให้ เย่ จิว ลากออกไป

ความทรงจำช่วงนั้นที่ถูกความคับแค้นใจกระตุ้นขึ้นมามันช่างเลวร้ายเสียจริง แม้จะผ่านมาชาติภพหนึ่งแล้ว เย่ จิว ก็ยังรู้สึกเจ็บปวดใจ

เธออดกลั้นความรู้สึกนั้นไว้ ลาก หลินอิง ออกไปได้สอง *หลี่* ก็รู้สึกว่าทนไม่ไหวแล้ว ทรุดตัวลงกอดเข่าร้องไห้ออกมาอย่างหนัก หลินอิง ไม่เคยเห็น เย่ จิว เป็นแบบนี้มาก่อน ตกใจจนทรุดตัวลงร้องไห้ตาม เย่ จิว

ได้ยินเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของ หลินอิง อยู่ข้างหูสักพัก เย่ จิว ก็รู้สึกว่าอารมณ์ของตนเองคลายลงไปมากแล้ว ลุกขึ้นเช็ดน้ำตา ใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของ หลินอิง ด้วย พร้อมทั้งหัวเราะและดุด่า “แกร้องไห้ตามทำไม กลัวแม่เลี้ยงแกไม่ได้รึไง ก่อนหน้านี้เลี้ยงยังไง หลังจากนี้ก็เลี้ยงอย่างนั้นแหละ จะไม่มีวันให้แกอดอยากปากแห้งแน่นอน”

“อย่าร้องไห้เลย อากาศมันหนาวเกินไป เดี๋ยวหน้าแกจะเสียเอานะ ทำยังไงดี? เร็วเข้า ฟังแม่นะ อย่าร้องไห้เลย ถ้าหน้าแกแข็งเหมือนเปลือกมันฝรั่งขึ้นมาจะทำยังไง? แม่เก็บเบอร์โทรศัพท์ของท่านผู้บัญชาการเมิ่งกับหัวหน้าหลี่เอาไว้แล้ว เดี๋ยวโทรศัพท์ไปถามดูว่าที่โรงครัวยังต้องการคนอยู่ไหม? แม่จะหาเงินเลี้ยงแก”

หลินอิง เชื่อฟังหยุดร้องไห้ ลุกขึ้นมองไปข้างหน้า ก็เห็นคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปเล็กน้อย อยากจะร้องเรียก ‘พ่อ’ สักคำ แต่พอนึกถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น เธอก็กลืนคำว่า ‘พ่อ’ ลงไปในท้อง พูดกับ เย่ จิว อย่างระมัดระวัง “แม่คะ เขามาแล้วค่ะ”

“เขา?”

เย่ จิว หันไปมอง ไม่สนใจ หลิน กว๋อ ต้ง จูงแขน หลินอิง ตั้งใจจะเดินเลี่ยง หลิน กว๋อ ต้ง ไป

หลิน กว๋อ ต้ง ก้าวขวางหน้าเอาไว้ ไม่พูดอะไรสักคำ

เย่ จิว มองคนที่ยืนขวางหน้าเธอเหมือนกำแพงเหล็ก รู้สึกโกรธจนคันเขี้ยว ชกไปที่แผลเก่าของ หลิน กว๋อ ต้ง ทันที

เธอรู้ว่าชกตรงนั้นจะทำให้ หลิน กว๋อ ต้ง เจ็บปวดที่สุด

เป็นไปตามคาด หลิน กว๋อ ต้ง ครางออกมาเบา ๆ ตัวสั่นเทิ้ม แต่เขาก็ยังไม่ยอมหลีกทาง

เย่ จิว เงยหน้าขึ้นมองไอ้ทึ่มที่สูงกว่าเธอตั้งหนึ่งช่วงตัว ถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย “สรุปแล้วเธอต้องการอะไรกันแน่? ความสัมพันธ์ของเรามันจบสิ้นแล้ว ชามก็แตกไปแล้ว มันกลับไปเป็นเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว เธอกลับไปอยู่กับพระโพธิสัตว์แก่ที่บ้านเธอดี ๆ ไม่ได้รึไง? อย่ามายุ่งกับฉันอีกเลย”

ดวงตาของ หลิน กว๋อ ต้ง แดงก่ำ เขาจ้อง เย่ จิว เขม็ง ราวกับจะกลืนกิน เย่ จิว เข้าไปในดวงตา หลังจากนั้นนาน เขาก็กระดกคอ กลั่นคำพูดออกมาจากลำคอ

“เธอถามอิงเอ๋อร์ว่าจะไปกับเธอไหม เธอก็ถามไข่จื่อกับกังจื่อว่าจะไปกับเธอไหม ทำไมเธอไม่ถามฉัน? ฉันจะไปกับเธอ”

เย่ จิว ขำออกมาด้วยความโกรธกับคำถามนี้ “หลิน กว๋อ ต้ง เธอเข้าใจอะไรผิดรึเปล่าเนี่ย คือเราสองคนกำลังจะหย่ากันนะ”

“การแต่งงานต้องได้รับความยินยอมจากคนสองคน ทำไมการหย่าถึงเป็นแค่เธอคนเดียวที่ตัดสินใจได้? ทำไมเธอถึงไม่ถามฉันสักคำแล้วตัดสินใจแทนฉัน?”

เย่ จิว หัวเราะเยาะ “การเผาชามกระเบื้องต้องผ่านกระบวนการกี่ขั้นตอน การทำให้ชามกระเบื้องแตกต้องใช้แรงเท่าไหร่ การอุ้มท้องตั้งเก้าเดือนถึงจะให้กำเนิดชีวิตได้ แต่ถ้ากินอะไรผิดสำแดงเข้าไป แป๊บเดียวก็ตายได้ การอยู่ด้วยกัน ต้องอาศัยความพยายามร่วมกันของทุกคน แต่การแตกแยกมันง่ายมาก แค่ใจมันแตกสลายไปแล้ว มันก็ไม่มีทางกลับมารวมกันได้อีกแล้ว”

“แต่ใจของฉันอยู่ที่เธอ ฉันอยากใช้ชีวิตอยู่กับเธอดี ๆ” หลิน กว๋อ ต้ง พูดด้วยความตั้งใจอย่างยิ่ง

คำพูดของเขา เย่ จิว รับรู้ได้ ถ้า หลิน กว๋อ ต้ง ไม่อยากใช้ชีวิตอยู่กับเธอดี ๆ เขาคงไม่ประหยัดอดออมเงินค่าตอบแทนพิเศษทุกเดือนแล้วส่งกลับบ้าน แต่จะมีประโยชน์อะไร?

“ปากก็บอกว่าอยากใช้ชีวิตอยู่กับฉันดี ๆ แต่กลับไม่แยกแยะผิดชอบชั่วดีทำให้ฉันต้องเสียใจ นี่คือชีวิตที่เธออยากใช้กับฉันเหรอ?” เย่ จิว หัวเราะเยาะตัวเอง พูดกับ หลิน กว๋อ ต้ง อย่างชัดถ้อยชัดคำทีละคำ “ฉันไม่สนหรอกว่านี่คือชีวิตที่เธออยากใช้หรือไม่ ฉันไม่สนหรอกว่าเธออยากจะใช้ชีวิตแบบไหน ฉันรู้แค่ว่านี่ไม่ใช่ชีวิตที่ฉันต้องการ”

“หลิน กว๋อ ต้ง ฉันจะบอกอะไรให้นะ การที่ฉันใช้ชีวิตอยู่กับเธอไม่ใช่เพื่อไปทนทุกข์ทรมาน ตั้งแต่ตอนที่ฉันคลอดอิงเอ๋อร์แล้วอยู่เดือน ฉันกับแม่ของเธอก็ไม่มีทางเป็นพวกเดียวกันได้แล้ว ถ้าเธอทำตัวดี ๆ ฉันก็ขี้เกียจจะทะเลาะด้วย อยู่กันอย่างสงบ ๆ จะดีที่สุด แต่แม่ของเธอจะทำแบบนั้นเหรอ? เธอคิดว่าฉันไม่รู้เหรอว่าทุกครั้งที่เธอกลับมาช่วงตรุษจีน เธอได้ยินอะไรจากฝั่งบ้านตระกูลหลินบ้าง? อิงเอ๋อร์มีปาก กังจื่อก็มีปาก ไข่จื่อก็พูดตามคนเป็นแล้ว”

“เธออยากเป็นลูกกตัญญู เธอก็ไปเป็นสิ ฉันไม่ก้าวก่าย แต่ฉันขอร้องเธอด้วย อย่าดึงฉันเข้าไปทนกับความอึดอัดใจแบบนี้เลย ฉันจะพูดให้ชัด ๆ ตรงนี้เลยนะ การที่ฉันหย่ากับเธอ ไม่ใช่เพราะแม่ของเธอทำตัวไม่ดี แต่เป็นเพราะ หลิน กว๋อ ต้ง อย่างเธอไม่แยกแยะผิดชอบชั่วดีทำตัวไม่ดี”

“เราแยกบ้านกันแล้ว ตราบใดที่ใจเธออยู่ข้างฉัน แม่ของเธอจะทำเรื่องใหญ่โตแค่ไหนฉันก็ไม่สนไม่แคร์ อย่างมากก็เข้าไปทะเลาะด้วยสักยก แต่ถ้าใจเธอไม่ได้อยู่ข้างฉัน ชีวิตมันไม่มีทางดำเนินต่อไปได้แน่นอน”

“หลิน กว๋อ ต้ง ฉันผิดหวังในตัวเธอจริง ๆ ผิดหวังจริง ๆ”

เย่ จิว ใช้คำพูดที่ทำร้ายจิตใจมากพอที่จะทำเป็นดาบทีละเล่ม แทงเข้าไปในใจของ หลิน กว๋อ ต้ง จนหมดสิ้น ฉีกกระชากความสวยงามที่ หลิน กว๋อ ต้ง จินตนาการขึ้นมาอย่างเลือดเย็น เธอใช้ความโหดร้ายที่สุดเพื่อให้ หลิน กว๋อ ต้ง ลืมตาขึ้นมองความเป็นจริง

หลายสิ่งหลายอย่าง ไม่ได้หายไปเพราะเธอหลับตาเลือกที่จะหลีกหนี มันจะทวีความรุนแรงขึ้นในที่ที่เธอไม่เห็น และฉีกกระชากความสวยงามที่เป็นจริง

หลิน กว๋อ ต้ง ก้มหน้าสบตากับ เย่ จิว เขามองเห็นความผิดหวังที่สะสมอยู่ในดวงตาของ เย่ จิว หัวใจของเขาถูกแทงอย่างแรง

หลังจากนั้นนาน เขาถึงพูดว่า “ขอโทษ ฉันไม่ได้คิดอะไรมากมายขนาดนั้น”

“ที่ฉันคิดก็คือเราแยกบ้านกันแล้ว ชีวิตก็แค่ปิดประตูอยู่กันเอง เรื่องที่แม่ของฉันทำมันเกินไป แต่ปกติไม่ได้อยู่ด้วยกัน แค่แกล้งทำเป็นไม่เห็นก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องจริงจังกับทุกเรื่อง ไม่อย่างนั้นคนอื่นก็จะหัวเราะเยาะเอาได้”

“ฉันรู้ว่าแม่ของฉันทำไม่ดีกับเธอ เพราะเรื่องที่คลอดอิงเอ๋อร์เธอยังฝังใจอยู่ แต่ฉันไม่ได้อยู่บ้านตลอดทั้งปี ทุกครั้งที่กลับบ้านก็อยู่แค่ครึ่งเดือนหรือไม่ก็ช่วงสิ้นปี ฉันไม่สามารถไปทะเลาะกับแม่ได้จริง ๆ ทำให้คนทั้งบ้านต้องอารมณ์เสียในช่วงปีใหม่ แม่ของฉันพูดถึงเธอหลายครั้งก็จริง แต่ฉันก็คิดว่ามันเป็นแค่ลมปาก ไม่เคยเก็บมาใส่ใจเลย”

“ฉันรู้ว่าเธออึดอัด ฉันก็เลยพยายามชดเชยให้เธอมาตลอด ฉันกินน้อยลง กินแย่ลงได้ แต่เธอและลูก ๆ ต้องอยู่ดีกินดี แต่ฉันก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเราไม่ได้ขัดสนอะไร ทำไมเธอถึงต้องจริงจังกับแม่ของฉันด้วยเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ พวกนั้น”

“ผ้าเทปสีดำผืนหนึ่ง ให้ไปแล้วก็ให้ไป ฉันซื้อผืนใหม่ให้เธอได้ ผ้าห่มผืนหนึ่ง ผ้าไหมแพงไปหน่อย แต่มันจะแพงไปถึงไหนกัน? ทำไมเธอถึงต้องทะเลาะกันด้วยเรื่องแค่นี้จนทุกคนลงจากหลังเสือไม่ได้?”

“แม่ของฉันจะทำไม่ดีแค่ไหน เขาก็คือแม่ของฉัน เลี้ยงฉันมาจนโต ฉันคิดว่าอะไรที่พอจะให้อภัยได้ก็ให้อภัย อะไรที่พอจะชดเชยได้ก็ชดเชย เธอลองคิดในมุมกลับกันดู ถ้าต่อไปลูกสะใภ้ของกังจื่อและไข่จื่อก็ทะเลาะกับเธอแบบนี้ เธออยากให้กังจื่อและไข่จื่อมาทะเลาะกับเธอทุกวันไหม?”

เย่ จิว หัวเราะเยาะ “ผ้าเทปสีดำผืนหนึ่ง บอกว่าให้ก็ให้ แม่ของเธอก็ไม่พูดว่าไข่ต้มน้ำตาลสิบชามก็แลกผ้าเทปสีดำไม่ได้ แล้วยังจะให้ฉันกินด้วยเหรอ? แม่ของเธอจะทำไม่ดีแค่ไหนก็เป็นแม่ของเธอ ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดก็ต้องโดนเธอตะคอกใส่ฟรี ๆ ทำไม? พวกเธอทั้งบ้านยังเป็นพระโพธิสัตว์ลงมาจุติ ฉันปีนขึ้นไปไม่ถึงหรอก อิงเอ๋อร์ ไป!”

หลิน กว๋อ ต้ง จับแขนเธอไว้แน่น ลดเสียงอ้อนวอน “จือชิว อย่าทำแบบนี้เลย อย่าทำแบบนี้เลยจริง ๆ ปีหน้าฉันต้องไปรายงานตัวที่อำเภอแล้ว ตอนนั้นเราจะย้ายไปอยู่ที่อำเภอ ไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว ความขัดแย้งก็จะน้อยลงเอง ฉันสัญญาว่าจะไม่ขึ้นเสียงกับเธออีกแล้ว เรื่องแม่ของฉัน ฉันจะไปพูดให้เอง จะพูดความจริงให้หมด”

เย่ จิว พยายามดึงแขนตัวเองออกจากมือของ หลิน กว๋อ ต้ง อย่างดื้อดึง ตั้งใจจะเดินไปให้ได้ ก็เห็น หลิน กว๋อ ต้ง ทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าเธออย่างแรง ก้มหน้าลงอย่างเจ็บปวด “จือชิว เราอย่าหย่ากันเลยนะ ฉันขอร้องเธอแล้ว สัญญาฉันนะ เราอย่าหย่ากันเลย ตกลงไหม?”