จุดจบของความอดทน

เสียงก่นด่าทอที่ดังแสบแก้วหูปลุกให้ซูเหมยลืมตาตื่นขึ้น ความเจ็บปวดแปลบปลาบแล่นริ้วไปทั่วศีรษะ พร้อมกับความทรงจำสายหนึ่งที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างทะลักทลาย

นางทะลุมิติมาแล้ว...

ในชาติก่อน นางคือผู้เชี่ยวชาญด้านชาที่อุทิศทั้งชีวิตให้กับการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ชา ทว่าผลงานที่ทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกายกลับถูกแย่งชิงไปหน้าด้านๆ ท้ายที่สุดชีวิตก็จบลงด้วยความเหนื่อยล้าเกินหยั่งถึง แต่สวรรค์กลับเล่นตลก ส่งนางให้มาอยู่ในร่างของสตรีวัยกลางคนในยุคโบราณที่มีชื่อเดียวกัน ชะตากรรมของเจ้าของร่างเดิมนี้ช่างรันทดและน่าอดสูยิ่งนัก

หลังจากสามีสิ้นใจ เจ้าของร่างเดิมก็กลายเป็นหญิงม่ายที่ก้มหน้าก้มตารับใช้ตระกูลหลิน นางทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ และแม้กระทั่งสินเดิมทั้งหมดที่มี เพื่อพยุงฐานะของตระกูลอดีตสามีและส่งเสียน้องชายของเขา ทว่าเมื่อยามนี้ตระกูลหลินเริ่มตกต่ำลงเพราะความเกียจคร้านและใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ญาติพี่น้องที่แสนเห็นแก่ตัวกลุ่มนี้ กลับร่วมมือกันขับไล่นางออกจากบ้านเพื่อลดภาระปากท้อง โดยไม่สนใจเลยว่าสตรีที่ไร้ที่พึ่งพิงเช่นนางจะเอาชีวิตรอดได้อย่างไรในฤดูหนาวที่กำลังคืบคลานเข้ามา

"ซูเหมย! เจ้ามัวแต่นั่งทำหน้าโง่งมอันใดอยู่ รีบประทับรอยนิ้วมือลงไปสิ!"

เสียงตวาดแหวเกรี้ยวกราดดึงสติของซูเหมยให้กลับมาสู่ปัจจุบัน เบื้องหน้าของนางคือสตรีชราใบหน้าเหี่ยวย่น แววตาเต็มไปด้วยความร้ายกาจและเอาเปรียบ นางคือ 'จ้าวกุ้ยหลาน' มารดาของอดีตสามี และข้างกายสตรีชราคือ 'หลินต้ากุ้ย' น้องชายของอดีตสามีที่กำลังยืนกอดอก แสยะยิ้มเยาะเย้ยอย่างไม่ปิดบัง

บนโต๊ะไม้เก่าซอมซ่อตรงหน้านาง มีแผ่นกระดาษหยาบๆ วางอยู่ มันคือ 'หนังสือตัดขาด' ที่ตระกูลหลินเขียนขึ้นเพื่อตัดขาดความสัมพันธ์และขับไล่นางออกจากตระกูลอย่างเป็นทางการ

"พี่สะใภ้ ท่านอย่าได้โทษพวกเราเลย" หลินต้ากุ้ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงจอมปลอมที่ฟังแล้วชวนสะอิดสะเอียน "ที่นาในบ้านเราก็มีจำกัด ข้าวสารก็ร่อยหรอ ท่านเองก็ไม่มีทายาทสืบสกุลให้พี่ใหญ่ สู้ท่านเซ็นหนังสือตัดขาดนี้ แล้วแยกย้ายกันไปตามทางไม่ดีกว่าหรือ?"

ซูเหมยกวาดสายตามองคนเสแสร้งทั้งสองอย่างเย็นชา หากเป็นเจ้าของร่างเดิมคงจะร้องไห้คร่ำครวญ กอดขาร้องขอความเมตตา ทว่าซูเหมยคนปัจจุบันหาใช่สตรีหัวอ่อนผู้โง่งมไม่ นางผ่านโลกมามากพอที่จะรู้ว่า การร้องขอความเมตตาจากเดรัจฉานนั้นเปล่าประโยชน์ นางยืดหลังตรงขึ้น นัยน์ตาสงบนิ่งจนจ้าวกุ้ยหลานถึงกับชะงักไปชั่วครู่

"ข้าเซ็นย่อมได้" ซูเหมยเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าหนักแน่นกังวาน "แต่การขับไล่สะใภ้ที่เป็นม่าย ผู้ซึ่งนำสินเดิมมาจุนเจือตระกูลจนหมดสิ้น ให้ออกไปจากบ้านตัวเปล่าเช่นนี้ หากเรื่องนี้แพร่งพรายไปถึงหูของหัวหน้าหมู่บ้าน หรือล่วงรู้ไปถึงท่านนายอำเภอ... ตระกูลหลินของพวกท่านคงได้มีชื่อเสียงฉาวโฉ่เป็นแน่ น้องต้ากุ้ย ข้าได้ยินว่าปีหน้าเจ้าตั้งใจจะส่งบุตรชายไปเรียนที่สถานศึกษาในตัวตำบลมิใช่หรือ? หากสถานศึกษารู้ว่าบิดาของเขาอกตัญญูและไร้คุณธรรมถึงเพียงนี้ เจ้าคิดว่าพวกเขาจะยังรับหลานชายของท่านแม่เข้าเรียนอยู่อีกหรือ?"

คำพูดที่แทงใจดำอย่างแม่นยำดั่งจับวาง ทำให้ใบหน้าของจ้าวกุ้ยหลานและหลินต้ากุ้ยซีดเผือดลงทันที การชิงไหวชิงพริบด้วยการหยิบยกเรื่องชื่อเสียงและอนาคตของทายาทมาข่มขู่ คือจุดตายที่พวกเขามิอาจหลีกเลี่ยงได้

"เจ้า... นังหญิงแพศยา! เจ้ากล้าขู่ข้าหรือ!" จ้าวกุ้ยหลานชี้หน้าด่าด้วยความโกรธแค้น แต่ในน้ำเสียงกลับมีความหวาดหวั่นซ่อนอยู่

"ข้าเพียงแค่กล่าวตามความจริง" ซูเหมยตอบกลับอย่างใจเย็น "ข้าไม่ได้เรียกร้องเงินทองหรือที่นาผืนงามของตระกูลหลินแม้แต่หมู่เดียว ข้าเพียงต้องการสิ่งแลกเปลี่ยนที่สมน้ำสมเนื้อ เพื่อปิดปากข้าให้สนิท"

"เจ้าต้องการสิ่งใด?" หลินต้ากุ้ยรีบถามอย่างระแวดระวัง เกรงว่านางจะเรียกร้องเงินก้อนโต

ซูเหมยชี้ข้ามหน้าต่างที่เปิดแง้มอยู่ ไปยังยอดเขาหัวโล้นที่แห้งแล้งและเต็มไปด้วยหินผาทางทิศตะวันตกของหมู่บ้าน "ข้าต้องการโฉนดที่ดินภูเขาหินลั่วเสีย พร้อมกับของใช้จำเป็นสำหรับการดำรงชีพเบื้องต้น... มีดเก่าหนึ่งเล่ม หินเหล็กไฟ ข้าวสารหยาบครึ่งกระสอบ และเสื้อผ้ากันหนาวเก่าๆ ของข้า หากท่านให้สิ่งเหล่านี้ ข้าจะประทับรอยนิ้วมือตัดขาดโดยไม่รบกวนตระกูลหลินอีกต่อไป"

เมื่อได้ยินข้อเรียกร้อง จ้าวกุ้ยหลานและหลินต้ากุ้ยก็หันมามองหน้ากันด้วยความตกตะลึง ก่อนที่ความตกตะลึงนั้นจะเปลี่ยนเป็นความยินดีอย่างปิดไม่มิด

ภูเขาหินลั่วเสีย หรือที่ชาวบ้านเรียกขานกันว่า 'ภูเขาหัวโล้น' นั้น เป็นเพียงที่ดินเสื่อมโทรมที่ตระกูลหลินได้มาจากการบุกเบิกเมื่อหลายสิบปีก่อน มันเต็มไปด้วยหินแกรนิตแข็งกระด้าง ดินตื้นจนไม่สามารถปลูกข้าว ปลูกผัก หรือแม้แต่หญ้าให้วัวกินได้เลยด้วยซ้ำ ในสายตาของชาวไร่ชาวนา มันคือภูเขาต้องคำสาปที่ไม่มีค่าอันใด

"ตกลง! ถือว่าเจ้าเป็นคนพูดเองนะ อย่าได้กลับคำเสียล่ะ!" จ้าวกุ้ยหลานรีบรับปากทันที เกรงว่าซูเหมยจะเปลี่ยนใจ นางรีบสั่งให้หลินต้ากุ้ยไปนำโฉนดที่ดินภูเขาหัวโล้นและของใช้ที่ซูเหมยเรียกร้องมาโยนกองไว้ตรงหน้า

ซูเหมยหยิบโฉนดที่ดินและหนังสือตัดขาดขึ้นมาตรวจสอบอย่างละเอียด เมื่อเห็นว่าข้อความทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย นางจึงกัดปลายนิ้วก้อยเบาๆ แล้วประทับรอยเลือดสีแดงสดลงบนเอกสารทั้งสองฉบับ นับแต่วินาทีนี้ ซูเหมยและตระกูลหลินถือเป็นคนแปลกหน้าต่อกันโดยสมบูรณ์

นางเก็บโฉนดที่ดินภูเขาหินลั่วเสียซ่อนไว้ในสาบเสื้ออย่างระมัดระวังราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า ก่อนจะจัดเก็บข้าวของเครื่องใช้ที่ได้มาลงในตะกร้าไม้ไผ่สาน ซูเหมยสะพายตะกร้าขึ้นหลัง เดินออกจากประตูใหญ่ของตระกูลหลินโดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองเบื้องหลัง แผ่นหลังของนางตั้งตรง สง่างาม และไร้ซึ่งหยาดน้ำตาแห่งความอาลัยอาวรณ์

ทว่าเมื่อก้าวพ้นเขตเรือน ภาพที่ปรากฏคือชาวบ้านในหมู่บ้านหลินหลางที่มายืนมุงดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ เสียงซุบซิบนินทาดังแว่วมาตามสายลมเย็นเยียบ

"ดูนั่นสิ สะใภ้ตระกูลหลินยอมรับภูเขาหัวโล้นไปจริงๆ หรือนี่? ภูเขานั่นมีแต่หินผาแข็งกระด้าง จะเอาไปทำประโยชน์อันใดได้?" สตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งกระซิบกับเพื่อนบ้าน

"ช่างน่าเวทนานัก นางคงถูกบีบคั้นจนเสียสติไปแล้วแน่ๆ หญิงม่ายตัวคนเดียว ไร้ที่นา ไร้ที่พึ่งพิง ได้ไปเพียงภูเขาหินแห้งแล้งปลูกอะไรก็ตายหมด ข้าว่านะ... นางต้องอดตายอยู่บนภูเขานั่นก่อนที่หิมะแรกจะตกลงมาอย่างแน่นอน" ชายชราอีกคนส่ายหน้าด้วยความสงสารระคนสมเพช

คำปรามาสเหล่านั้นลอยเข้าหูซูเหมยอย่างชัดเจน แต่นางกลับทำเพียงเผยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ชาวบ้านเหล่านี้ล้วนเป็นเพียงเกษตรกรธรรมดาที่รู้จักแต่การทำนาปลูกข้าว ย่อมมองเห็นภูเขาหินแกรนิตเป็นเพียงดินแดนไร้ค่า แต่สำหรับสตรีที่เคยเป็นถึงผู้เชี่ยวชาญด้านชาในชาติก่อนเช่นนาง ภูเขาหัวโล้นที่เต็มไปด้วยแร่ธาตุจากหินนี่แหละ คือ 'สรวงสวรรค์' ที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับการเพาะปลูก 'ชาเหยียนฉา' หรือ 'ชาหิน' อันเลื่องชื่อ!

แร่ธาตุในดินหินแกรนิตที่นี่ คือปุ๋ยชั้นยอดที่จะหล่อหลอมให้ใบชามีกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่เรียกว่า 'สัมผัสแห่งศิลา' ซึ่งในยุคสมัยก่อน ชาชนิดนี้มีราคาสูงลิบลิ่วจนแม้แต่ทองคำก็ยากจะแลกมาได้

ซูเหมยเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางแคบๆ มุ่งหน้าสู่ภูเขาหินลั่วเสียที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ยิ่งเข้าใกล้ ภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยโขดหินสลับซับซ้อนก็ยิ่งปรากฏชัดเจน ลมหนาวพัดโชยมาปะทะใบหน้า แต่นางกลับไม่รู้สึกหนาวเหน็บเลยสักนิด เพราะไฟแห่งความหวังและความท้าทายกำลังลุกโชนอยู่ในอก

ทว่า ในขณะที่ปลายเท้าของนางก้าวเหยียบลงบนผืนดินหินก้อนแรกบริเวณเชิงเขาหัวโล้นนั้นเอง...

กึก!

ร่างกายของนางพลันชาวาบไปชั่วขณะ ตามมาด้วยเสียงประหลาดที่ดังก้องขึ้นในส่วนลึกของโสตประสาท มันไม่ใช่เสียงของมนุษย์ แต่เป็นเสียงที่กังวาน ใสกระจ่าง และแฝงไปด้วยพลังงานบางอย่างที่ยากจะอธิบาย

*[ติ๊ง! ตรวจพบแหล่งกำเนิดแร่ธาตุระดับสูงบนผืนดิน... ตรงตามเงื่อนไขการเปิดใช้งาน... กำลังเตรียมการเชื่อมต่อระบบ...] *

ฝีเท้าของซูเหมยชะงักงัน ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ ก่อนที่รอยยิ้มแห่งความตื่นเต้นระคนยินดีจะค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของสตรีผู้เคยถูกตราหน้าว่าจะต้องอดตาย

บางที... ภูเขาหัวโล้นแห่งนี้ อาจมีความลับที่ยิ่งใหญ่กว่าที่นางคาดคิดซุกซ่อนอยู่!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ระบบผู้ช่วยจ้าวไร่ชา]**