ระบบผู้ช่วยจ้าวไร่ชา

ซูเหมยหลับตาลงรับฟังเสียงกังวานนั้น ความรู้สึกคุ้นเคยประหลาดวาบผ่านจิตวิญญาณ ภูเขาหินลั่วเสียที่ตั้งตระหง่านเงื้อมง้ำอยู่เบื้องหน้าแลดูราวกับอสูรกายยักษ์ที่หลับใหล สายลมหนาวพัดโชยมาปะทะร่างที่สวมเพียงเสื้อผ้าฝ้ายเนื้อหยาบและหลุดลุ่ย ทว่าสตรีวัยกลางคนกลับมิได้สะท้านไหว นางยืนนิ่งงันดุจรูปสลักศิลา รอคอยการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ที่กำลังจะอุบัติขึ้น

หน้าจอแสงสีฟ้าอมเขียวสว่างวาบขึ้นในห้วงคำนึง เป็นม่านแสงลวงตาที่โปร่งใสและปรากฏเพียงในสายตาของนางเท่านั้น ตัวอักษรสีทองอร่ามค่อยๆ ร้อยเรียงกันขึ้นเป็นประโยคอย่างช้าๆ

*[ยืนยันตัวตนเสร็จสิ้น... เชื่อมโยงจิตวิญญาณ... ยินดีต้อนรับสู่ระบบผู้ช่วยจ้าวไร่ชา]*

ซูเหมยลอบระบายลมหายใจยาว ความตึงเครียดที่เกาะกุมจิตใจนับตั้งแต่ถูกตระกูลหลินขับไล่ไสส่ง ค่อยๆ มลายหายไปราวกับหมอกควันยามต้องแสงตะวัน ชาติก่อนนางคือสตรีที่ทำงานหนักยิ่งกว่าผู้ใด ทุ่มเทแรงกายและสติปัญญาเพื่อผู้อื่นจนถูกแย่งชิงผลงานและสิ้นใจอย่างโดดเดี่ยว ชาตินี้โชคชะตายังคงเล่นตลกให้นางต้องมาอยู่ในร่างของแม่ม่ายที่ถูกทอดทิ้ง ทว่าสวรรค์ก็มิได้โหดร้ายจนเกินไปนัก เมื่อเบื้องบนได้มอบหนทางรอดอันยิ่งใหญ่มาให้เป็นของขวัญชดเชย

*[ติ๊ง! มอบรางวัลต้อนรับการเปิดระบบ... ปลดล็อกมิติลับสวนน้ำพุวิญญาณ ผู้ครอบครองสามารถเข้าออกได้ตามต้องการ]*

เมื่อสิ้นเสียงแจ้งเตือน ซูเหมยหรี่ตาลงเล็กน้อย สัญชาตญาณลึกลับบางอย่างสั่งการให้นางเพ่งสมาธิไปที่กึ่งกลางหน้าผาก เพียงชั่วอึดใจเดียว ร่างของนางก็ถูกห่อหุ้มด้วยละอองแสงสีเงินยวงที่อบอุ่นดั่งแสงจันทร์จางๆ โลกภายนอกที่เต็มไปด้วยโขดหินแห้งแล้งและลมหนาวเหน็บพลันเลือนหายไป แทนที่ด้วยดินแดนเร้นลับที่ซ่อนเร้นอยู่เหนือขอบเขตแห่งกาลเวลาและสถานที่

มิติลับสวนน้ำพุวิญญาณ...

สถานที่แห่งนี้งดงามราวกับภาพวาดในแดนเซียน ท้องฟ้าเบื้องบนสว่างไสวด้วยแสงอบอุ่นที่ละมุนละไมแม้จะไร้ดวงตะวัน เบื้องล่างคือลานดินกว้างใหญ่ที่ถูกปกคลุมด้วยไอหมอกสีขาวบริสุทธิ์จางๆ อากาศในที่แห่งนี้เปี่ยมล้นไปด้วยปราณวิเศษอันลึกล้ำ เพียงแค่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ความปวดเมื่อยตามข้อกระดูกและร่องรอยความอ่อนล้าจากการตรากตรำทำงานหนักในฐานะสะใภ้ตระกูลหลินมาแรมปี ก็พลันบรรเทาลงอย่างน่าอัศจรรย์

ใจกลางของลานกว้างนั้น มีบ่อน้ำพุศิลาขนาดย่อมตั้งตระหง่านอยู่ หยาดน้ำสีมรกตใสกระจ่างผุดพรายขึ้นมาจากก้นบ่ออย่างไม่ขาดสาย ส่งกลิ่นหอมหวานล้ำลึกที่อวลไปด้วยกลิ่นอายของธรรมชาติบริสุทธิ์ นี่คือ ‘น้ำพุวิญญาณ’ สิ่งวิเศษสุดยอดที่มีฤทธิ์ในการฟื้นฟูรากพืช ปรับปรุงสภาพดินที่เสื่อมโทรม และยังสามารถขับไล่แมลงศัตรูพืชได้อย่างชะงัดนัก สำหรับผู้ที่ปรารถนาจะสร้างสวรรค์แห่งไร่ชาบนภูเขาหินอันแห้งแล้ง น้ำพุบ่อนี้คือหยาดน้ำอมฤตที่ประเมินค่ามิได้

ซูเหมยกวักน้ำพุวิญญาณขึ้นมาจิบเพียงเล็กน้อย ความเย็นสดชื่นซึมซาบลงสู่ลำคอ กลายเป็นกระแสไออุ่นแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ชะล้างความหมองหม่นและความหิวโหยในจิตใจจนหมดสิ้น

ถัดจากบ่อน้ำพุวิญญาณไปไม่ไกลนัก มีสิ่งปลูกสร้างลักษณะคล้ายเรือนไม้หลังใหญ่กว้างยาวราวสิบจั้งตั้งอยู่ ซูเหมยก้าวเท้าเข้าไปสำรวจด้วยความใคร่รู้ เมื่อผลักบานประตูไม้เนื้อแข็งเข้าไป นางก็พบเพียงพื้นที่กว้างขวางที่ว่างเปล่า ทว่าระบบได้ส่งข้อมูลเตือนความจำเข้ามาในห้วงความคิด ทำให้ซูเหมยตระหนักได้ทันทีว่า นี่มิใช่เรือนไม้ธรรมดา แต่เป็น ‘โกดังหยุดเวลา’

ภายในพื้นที่แห่งนี้ กฎเกณฑ์แห่งกาลเวลาถูกแช่แข็งไว้อย่างสมบูรณ์ หากนางนำใบชาสดที่เพิ่งเด็ดจากต้นเข้ามาเก็บรักษาไว้ แม้จะผ่านไปเนิ่นนานนับสิบปี ใบชาเหล่านั้นก็จะยังคงความสดใหม่เสมือนเพิ่งเด็ดออกจากกิ่งเมื่อครู่ สิ่งนี้คือหลักประกันชั้นยอดที่จะทำให้นางสามารถกักตุนสินค้าล้ำค่าไว้รอคอยจังหวะเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเจรจาการค้าโดยมิต้องเกรงกลัวความเสียหาย

สตรีวัยกลางคนแย้มรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ความหวังที่เคยริบหรี่บัดนี้ลุกโชนขึ้นดุจคบเพลิง นางดึงจิตวิญญาณกลับคืนสู่โลกภายนอก ร่างที่ซูบผอมกลับมายืนหยัดอยู่บนเส้นทางสายแคบที่มุ่งสู่กลางภูเขาหินลั่วเสียอีกครั้ง

ยิ่งเดินลึกขึ้นไปบนภูเขา ทัศนียภาพก็ยิ่งเปล่าเปลี่ยว มีเพียงโขดหินแกรนิตรูปร่างประหลาดตาและผืนดินสีน้ำตาลอมแดงที่ดูแตกระแหง จนกระทั่งนางลัดเลาะมาถึงบริเวณที่ราบริมหน้าผาเตี้ยๆ สิ่งที่ญาติพี่น้องตระกูลหลินจงใจทิ้งไว้เป็นมรดกชิ้นสุดท้าย ก็ปรากฏแก่สายตา

มันคือกระท่อมร้างซอมซ่อหลังหนึ่ง สภาพของมันช่างอเนจอนาถเกินกว่าจะเรียกว่าที่พักพิง หลังคามุงแฝกขาดแหว่งจนเห็นโครงไม้ที่ผุพัง ผนังดินเหนียวหลุดร่อนเป็นหย่อมๆ จนลมสามารถพัดลอดเข้ามาได้ ประตูไม้บานพับหักห้อยร่องแร่งลู่ไปตามแรงลม ภายในกระท่อมเต็มไปด้วยหยากไย่หนาเตอะ ฝุ่นผงคลุ้งกระจาย และเศษใบไม้แห้งที่ทับถมกันมาเนิ่นนาน

ซูเหมยหยุดยืนมองสภาพอันทรุดโทรมนั้นด้วยแววตาที่สั่นไหวเล็กน้อย หากเป็นสตรีอื่นที่ต้องเผชิญกับชะตากรรมเช่นนี้ คงได้แต่ทรุดตัวลงร่ำไห้คร่ำครวญต่อฟ้าดิน ทว่านางคือผู้เชี่ยวชาญด้านชาที่เคยผ่านความยากลำบากมาแล้วทุกรูปแบบในอดีตชาติ จิตใจของนางถูกหล่อหลอมมาให้แข็งแกร่งดุจศิลา

นางยิ้มเยาะให้กับโชคชะตาของตนเอง หากเป็นจ้าวกุ้ยหลานอดีตแม่สามีผู้โหดเหี้ยมมาเห็นภาพนี้ คงคาดหวังให้นางหมดอาลัยตายอยากอยู่ใต้ขื่อบ้านที่ผุพังนี้เป็นแน่ ทว่าซูเหมยหาใช่คนอ่อนแอเช่นนั้น

"เอาเถิด สวรรค์ประทานพื้นที่กว้างใหญ่ให้ข้าปูทางสร้างตัว อย่างน้อยที่นี่ก็ยังมีหลังคาให้หลบน้ำค้าง" นางพึมพำกับตนเอง น้ำเสียงไร้ซึ่งความย่อท้อ

สตรีวัยกลางคนพับแขนเสื้อที่หลุดลุ่ยขึ้นอย่างกระฉับกระเฉง มือที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักมาทั้งชีวิต เอื้อมไปหยิบกิ่งไม้แห้งบริเวณใกล้เคียง นำมามัดรวมกันด้วยเถาวัลย์ทำเป็นไม้กวาดชั่วคราว เริ่มต้นลงมือปัดกวาดหยากไย่และฝุ่นผงภายในกระท่อมอย่างขะมักเขม้น นางจัดการกวาดเศษใบไม้และซากแมลงออกไปด้านนอก นำหินก้อนใหญ่มาวางหนุนประตูด้านที่พังให้ตั้งตรงพอจะบังลมได้บ้าง จากนั้นจึงจัดแจงพื้นที่มุมหนึ่งที่พื้นดินค่อนข้างเรียบให้เป็นที่สำหรับปูนอนชั่วคราว

ทว่าแม้จะมีระบบวิเศษและมิติลับคอยเกื้อหนุน การจะตั้งรกรากใช้ชีวิตอยู่บนภูเขาหัวโล้นแห่งนี้ให้รอดพ้นจากสายตาที่จับจ้องของผู้คน ‘น้ำ’ คือปัจจัยที่สำคัญที่สุด นางไม่สามารถพึ่งพาน้ำพุวิญญาณในมิติเพื่อการดำรงชีวิตและการชำระล้างได้ทั้งหมด และยิ่งไปกว่านั้น ในอนาคตเมื่อนางเริ่มเพาะปลูกแปลงชา นางจำเป็นต้องมีแหล่งน้ำธรรมดาบนภูเขาไว้สำหรับใช้รดน้ำต้นไม้ เพื่อเป็นข้ออ้างบังหน้ามิให้ผู้ใดสงสัยในความเจริญงอกงามที่ผิดปกติของการเพาะปลูก

เมื่อจัดการทำความสะอาดกระท่อมจนพออาศัยพักพิงได้ ซูเหมยจึงตัดสินใจออกสำรวจพื้นที่รอบๆ นางคว้ากระบอกไม้ไผ่เก่าๆ ที่ติดตัวมาแต่แรก ก้าวเดินมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกของภูเขา ตามที่เคยได้ยินชาวบ้านเก่าแก่ลือกันว่าบริเวณเชิงเขามีตาน้ำซุกซ่อนอยู่

ซูเหมยออกเดินลัดเลาะไปตามไหล่เขา เส้นทางเต็มไปด้วยก้อนหินแกรนิตแหลมคมที่พร้อมจะบาดเท้าผู้ไม่ระวัง นางต้องใช้ทั้งทักษะและความระมัดระวังอย่างยิ่งยวด ดวงตาที่เคยประเมินคุณภาพใบชาชั้นเลิศ บัดนี้ถูกนำมาใช้เพื่อกวาดตามองหาตะไคร่น้ำสีเขียวเข้มและกอเฟิร์นเล็กๆ ที่อาจซ่อนตัวอยู่ตามซอกมุมอับชื้นอันเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงแหล่งน้ำ

เวลาผ่านไปพักใหญ่ จนกระทั่งโสตประสาทของนางแว่วเสียงน้ำไหลเอื่อยๆ แผ่วเบามาจากเบื้องล่าง

นางรีบก้าวเท้าตามเสียงนั้นไป จนพบกับรอยแยกของหินแกรนิตก้อนมหึมา ที่นั่นมีแอ่งน้ำขนาดย่อมที่เกิดจากหยาดน้ำใสสะอาดซึ่งซึมซาบผ่านชั้นหินลงมารวมกัน แม้ปริมาณน้ำจะมิได้มากมายเป็นลำธารสายใหญ่ ทว่าก็เพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคขั้นพื้นฐานในแต่ละวันของสตรีเพียงคนเดียว

ซูเหมยคุกเข่าลงริมแอ่งน้ำ ใช้กระบอกไม้ไผ่ตักน้ำใสกระจ่างนั้นขึ้นมาจรดริมฝีปาก ความเย็นฉ่ำของน้ำตามธรรมชาติช่วยดับกระหายได้เป็นอย่างดี นางถอนหายใจด้วยความโล่งอก อย่างน้อยปัญหาเรื่องแหล่งน้ำสำหรับใช้บังหน้าก็คลี่คลายลงไปได้เปลาะหนึ่ง

ในขณะที่นางกำลังจะลุกขึ้นยืนเตรียมตัวกลับกระท่อมนั้นเอง สายตาของนางพลันสะดุดเข้ากับสีสันของชั้นดินบริเวณริมแอ่งน้ำ มันเป็นดินสีน้ำตาลอมแดงที่แทรกตัวอยู่ระหว่างรอยแยกของหินแกรนิต ซูเหมยขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความรู้สึกสะกิดใจ นางก้มลงหยิบดินก้อนนั้นขึ้นมาบดขยี้ในฝ่ามือ สัมผัสได้ถึงความร่วนซุยและเศษหินก้อนเล็กๆ ที่ปะปนอยู่อย่างหนาแน่น

สัญชาตญาณของผู้เชี่ยวชาญด้านชากู่ร้องเตือน ดินที่มีลักษณะเช่นนี้... หากเป็นในยุคที่นางจากมา มันคือดินล้ำค่าที่เหมาะแก่การเพาะปลูกชาชั้นเลิศ!

ซูเหมยสูดลมหายใจลึก เพ่งจิตสื่อสารกับม่านแสงลวงตาที่ซ่อนเร้นอยู่ในห้วงคำนึง

"ระบบ ทำการสแกนวิเคราะห์คุณภาพดินบริเวณนี้ให้ข้าที"

สิ้นเสียงคำสั่งในใจ เพียงชั่วอึดใจเดียว ม่านแสงสีฟ้าอมเขียวก็ปรากฏสว่างวาบขึ้นเบื้องหน้า ทว่าคราวนี้มันมิได้แสดงผลอย่างราบเรียบดังเช่นเคย ตัวอักษรสีแดงฉานกะพริบถี่รัว พร้อมกับเสียงเตือนของระบบที่ดังก้องขึ้นในโสตประสาทอย่างตื่นตระหนก!

*[ติ๊ง! แจ้งเตือนด่วน! ตรวจพบค่าความเข้มข้นของแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์เกินขีดจำกัดทั่วไป! สภาพแวดล้อมทางธรณีวิทยาตรงตามเงื่อนไขพิเศษขั้นสูงสุด... กำลังทำการประมวลผลเชิงลึก!]*

ซูเหมยเบิกตากว้าง จ้องมองก้อนดินสีน้ำตาลอมแดงที่ร่วนซุยอยู่ในฝ่ามือด้วยหัวใจที่เต้นระทึก ลมหายใจของนางสะดุดไปชั่วขณะ ดินก้อนนี้... ผืนดินแห่งภูเขาหัวโล้นนี้... แท้จริงแล้วมันซุกซ่อนความลับอันใดเอาไว้กันแน่!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ขุมทรัพย์ในดินหิน]**