พยากรณ์วสันตฤดู

สายลมกรรโชกแรงที่พัดมาวูบนั้นมิใช่เพียงลมแล้งแห่งปลายเหมันต์ แต่มันหอบเอาความชื้นและกลิ่นไอดินอันเข้มข้นมาตรึงไว้ในอากาศ ซูเหมยยืนนิ่งงันอยู่หน้ากระท่อมซอมซ่อ ดวงตาที่ผ่านโลกมาสองชาติภพเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ขณะจ้องมองหน้าต่างโปร่งแสงในห้วงคำนึงที่บัดนี้อาบย้อมไปด้วยสีชาดเตือนภัย

อักษรแสงสีแดงกะพริบถี่วาบ ปรากฏเป็นถ้อยคำแจ้งเตือนจากระบบผู้ช่วยจ้าวไร่ชา ซึ่งมีฟังก์ชันสำคัญยิ่งยวดประการหนึ่งนั่นคือ 'ระบบพยากรณ์อากาศล่วงหน้าเจ็ดทิวาราตรี'

กราฟเส้นที่เคยราบเรียบดิ่งวูบลงราวกับเหวหน้าผา ตัวเลขความชื้นในอากาศพุ่งทะยานขึ้นสูงลิ่ว สัญลักษณ์รูปเมฆทะมึนและหยดน้ำจำนวนมหาศาลปรากฏขึ้นประทับกลางหน้าจอ พร้อมกับตัวเลขนับถอยหลังที่ระบุเวลาอย่างแม่นยำ... อีกสามวัน พายุฝนแห่งวสันตฤดูระลอกใหญ่ที่สุดในรอบปีจะโหมกระหน่ำลงมาครอบคลุมทั่วทั้งขุนเขาหินลั่วเสียแห่งนี้!

สำหรับชาวบ้านตาดำๆ ทั่วไป พายุฝนอาจหมายถึงความยากลำบากในการใช้ชีวิต ทว่าสำหรับปรมาจารย์ด้านชาเช่นนาง วสันตพิรุณหรือฝนฤดูใบไม้ผลิ คือ 'ดาบสองคม' อันทรงอานุภาพ

มุมปากของหญิงม่ายวัยกลางคนยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา แม้สถานการณ์จะดูตึงเครียด แต่นัยน์ตากลับทอประกายระยับ ฝนแรกแห่งวสันต์คือของขวัญล้ำค่าจากสวรรค์ น้ำฝนบริสุทธิ์ที่ชะล้างลงมาจะซึมลึกผ่านรอยแยกของหินแกรนิต นำพาแร่ธาตุและสารอาหารที่สะสมอยู่ใต้ผืนดินแห้งแล้งมาตลอดฤดูหนาว ให้พุ่งทะยานขึ้นสู่รากของต้นชาโบราณ มันจะกระตุ้นให้กิ่งก้านที่หลับใหลแตกยอดอ่อนสีเขียวมรกต 'ยอดชาปฐมฤกษ์' ที่อัดแน่นไปด้วยกลิ่นหอมของหินผาและละอองน้ำค้าง ซึ่งเป็นสุดยอดปรารถนาของนักดื่มชาทั่วหล้ากำลังจะถือกำเนิดขึ้น

ทว่า หากมองในมุมกลับกัน หากหยาดฝนสาดซัดลงมาตรึงความชื้นไว้ในยอดชามากเกินไป และนางไม่มีสถานที่ร่มรื่นและแห้งสนิทสำหรับผึ่งใบชาสดให้ระบายความชื้นออกอย่างเหมาะสม ใบชาล้ำค่าเหล่านั้นก็จะเน่าช้ำและสูญเสียกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ไปจนหมดสิ้น กลายเป็นเพียงเศษใบไม้ไร้ราคา

"เวลาสามวัน... เพียงพอแล้ว" ซูเหมยพึมพำกับตนเอง น้ำเสียงเด็ดเดี่ยว นางสะบัดมือปิดหน้าจอระบบในห้วงจิต แล้วหันกลับมามองกระท่อมหลังน้อยที่หลังคามีรอยโหว่หลายจุด รวมถึงลานดินโล่งกว้างด้านหน้า

นางไม่อาจปล่อยให้ใบชาที่เก็บเกี่ยวมาต้องตากฝน และไม่อาจปล่อยให้กระท่อมของตนเองรั่วซึมจนทำลายอุณหภูมิที่เหมาะสมในการทำชาได้ สองมือที่เพิ่งสานตะกร้าเสร็จคว้ามีดตัดไม้เล่มคมกริบขึ้นมา ร่างกายที่เคยซูบผอมอ่อนแอ บัดนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยพละกำลังจากการดื่มด่ำน้ำพุวิญญาณมาอย่างต่อเนื่อง นางก้าวเดินฉับไวตรงไปยังกอไผ่ป่าที่เชิงเขาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

การแข่งกับเวลาเริ่มต้นขึ้นแล้ว

ตลอดสองวันแรก ซูเหมยแทบไม่ได้หยุดพัก นางปีนป่ายขึ้นลงหลังคากระท่อมอย่างแคล่วคล่องว่องไวเกินวัย นำหญ้าคาที่เกี่ยวมาตากแดดจนแห้งสนิทมาสอดประสานทับซ้อนกันอย่างแน่นหนา ใช้ตอกไม้ไผ่ที่เหลาด้วยความประณีตมัดรัดตรึงทุกจุดเชื่อมต่อมิให้มีช่องว่างแม้เพียงกระเบียดนิ้ว ทุกขั้นตอนล้วนอาศัยทักษะความชำนาญที่สั่งสมมาแต่ชาติก่อน ผสานกับความระแวดระวังไม่ให้มีกลิ่นสาบของดินโคลนมาปะปนในบริเวณที่จะใช้เก็บชา

เมื่อหลังคากระท่อมได้รับการซ่อมแซมจนแข็งแกร่งต้านทานลมฝนได้แล้ว งานชิ้นเอกที่แท้จริงจึงเริ่มต้นขึ้นในวันที่สาม

ซูเหมยเลือกพื้นที่ราบเรียบด้านข้างกระท่อมซึ่งทิศทางลมพัดผ่านได้ดีที่สุด นางลงมือขุดหลุมฝังเสาไม้ไผ่ขนาดใหญ่สี่ต้น สร้างโครงหลังคาเพิงชั่วคราวขึ้นมาอย่างมั่นคง ด้านบนมุงด้วยหญ้าคาหนาทึบเพื่อป้องกันละอองฝน ทว่าด้านข้างทั้งสี่ทิศกลับเปิดโล่งโปร่งสบาย ภายในเพิง นางนำไม้ไผ่ลำยาวมาพาดขัดกันเป็นชั้นๆ คล้ายชั้นวางของขนาดใหญ่ เพื่อเตรียมไว้สำหรับวางกระด้งและตะกร้าสาน

"การผึ่งใบชาท้าลม ต้องอาศัยการหมุนเวียนของอากาศที่สมบูรณ์แบบ หากอับชื้นแม้แต่น้อย ชาหินชั้นเลิศจะกลายเป็นของชั้นเลวในพริบตา" นางพึมพำขณะทดสอบความแข็งแรงของชั้นวางไม้ไผ่ โครงสร้างเพิงแห่งนี้ถูกออกแบบมาตามหลักการทำชาโบราณทุกประการ มันมิใช่เพียงที่หลบฝน แต่มันคือปราการด่านแรกที่จะคัดกรองความชื้นออกจากยอดชาสด

เวลาล่วงเลยเข้าสู่ยามโหย่ว (17.00 - 18.59 น.) ของวันที่สาม ท้องฟ้าที่เคยสว่างไสวพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีเทาทะมึน เมฆฝนก้อนมหึมาเคลื่อนตัวปกคลุมเหนือยอดเขาหัวโล้น อากาศรอบกายหนักอึ้งและนิ่งสงบจนน่าอึดอัด อันเป็นสัญญาณเตือนก่อนพายุใหญ่จะมาเยือน

ซูเหมยปาดเหงื่อที่ซึมชื้นบนหน้าผาก ยืนกอดอกมองผลงานของตนเองอย่างพึงพอใจ กระท่อมหลังน้อยบัดนี้มีหลังคามิดชิดไร้รอยรั่ว เคียงข้างด้วยเพิงไม้ไผ่ชั่วคราวที่ตั้งตระหง่านท้าทายสายลม ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าอย่างสมบูรณ์แบบตามคำเตือนของระบบ

*ครืนนน... เปาะแปะ...*

เสียงฟ้าร้องคำรามเลื่อนลั่นมาจากแดนไกล หยาดฝนเม็ดโตเริ่มโปรยปรายลงมากระทบหลังคาหญ้าคา กลิ่นดินที่ถูกชะล้างลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณ ซูเหมยหลบเข้ามาในกระท่อม นั่งจิบน้ำพุวิญญาณอุ่นๆ เพื่อฟื้นฟูพละกำลัง พลางทอดสายตามองสายฝนที่เริ่มสาดซัดหนักขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางความมืดมิด

นางรู้ดีว่าในคืนนี้ ขณะที่พายุกำลังโหมกระหน่ำ ต้นชาโบราณบนยอดเขาจะเริ่มดูดซับพลังแห่งวสันตฤดู และเมื่อพายุสงบลงในยามเช้าตรู่ มันจะถึงเวลาที่นางต้องออกไปเก็บเกี่ยวสุดยอดใบชา

ทว่า ในขณะที่ซูเหมยกำลังหลับตาลงเพื่อพักผ่อนเอาแรงนั้นเอง...

*ติ๊ง! ติ๊ง! ติ๊ง!*

เสียงสัญญาณเตือนของระบบผู้ช่วยพลันดังสนั่นขึ้นในหัวอีกครั้ง ครานี้มิใช่สีแดงแห่งการพยากรณ์อากาศ แต่หน้าต่างโปร่งแสงกลับสว่างวาบเป็นสีทองอร่ามบาดตา พร้อมกับสัญลักษณ์รูปใบชาที่มีรัศมีเปล่งประกาย

[แจ้งเตือนฉุกเฉิน: ตรวจพบความผันผวนของแร่ธาตุระดับสูง! พายุฝนกระตุ้นให้ 'พญาชาโบราณ' บนยอดเขาเกิดการเปลี่ยนแปลงฉับพลัน ยอดชาปฐมฤกษ์จะดูดซับหยาดน้ำค้างและเติบโตถึงขีดสุดในอีกสองชั่วยามข้างหน้า!]

ซูเหมยเบิกตากว้างผุดลุกขึ้นนั่ง สองชั่วยามข้างหน้า? นั่นหมายความว่ายอดชาจะสมบูรณ์แบบที่สุดในตอนกลางดึกท่ามกลางพายุฝนที่ยังไม่ทันสงบดี หากรอจนถึงเช้ามืดตามที่ตั้งใจไว้ ยอดชาเหล่านั้นจะบานออกและสูญเสียพลังปราณบริสุทธิ์ไปจนหมดสิ้น!

*เปรี้ยงงง!!*

เสียงอสนีบาตฟาดเปรี้ยงลงมาดังกึกก้องกัมปนาท แสงสว่างจ้าบาดตาฉายวาบให้เห็นเงาต้นไม้ใหญ่บนยอดเขาที่สั่นไหวอย่างรุนแรง ซูเหมยพุ่งตัวไปที่หน้าต่างกระท่อม หัวใจเต้นระรัว สายตาจ้องเขม็งฝ่าม่านฝนอันมืดมิดไปยังทิศทางของยอดเขาหินลั่วเสีย... นางต้องฝ่าพายุนี้ขึ้นไปบนเขา คืนนี้!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: เก็บเกี่ยวหยาดน้ำค้าง]**