ข่าวลือคนบ้าปลูกหิน
ข่าวลือแพร่สะพัดรวดเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่งแห้งในฤดูสารท ชายหาของป่าที่วิ่งกระหืดกระหอบลงจากยอดเขาหินลั่วเสียราวกับเห็นผีสาง ได้นำเอาเรื่องราวอันน่าขบขันที่สุดในรอบปีมาประเคนให้แก่ชาวบ้านหมู่บ้านหลินหลางถึงที่ เพียงไม่ถึงครึ่งก้านธูป เรื่องราวของสตรีม่ายที่สติฟั่นเฟือนไปแล้วก็ถูกเล่าปากต่อปาก ใส่สีตีไข่จนกลายเป็นเรื่องตลกขบขันประจำศาลาพักร้อนท้ายหมู่บ้าน
"ข้าเห็นกับตาตัวเองเชียวนะ! นางใช้จอบสับลงบนหินก้อนโตจนไฟแลบ ปากก็พึมพำยิ้มกริ่มอยู่คนเดียวประหนึ่งว่าหินแกรนิตพวกนั้นเป็นหัวผักกาดเนื้อหวาน!" ชายหาของป่าเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น มือไม้ตบเข่าฉาดใหญ่ "สตรีตระกูลซูผู้นั้นคงช้ำใจที่ถูกสามีหย่าร้างไล่ออกจากบ้าน จนเสียจริตไปแล้วเป็นแน่ ถึงได้คิดจะปลูกพืชบนภูเขาหัวโล้นที่แม้แต่วัชพืชยังไม่อยากจะขึ้น!"
เมื่อเรื่องราวอันน่าสมเพชนี้ลอยไปเข้าหูคนตระกูลหลิน จ้าวกุ้ยหลานผู้เป็นอดีตแม่สามีก็แค่นเสียงหัวเราะเยาะหยันออกมาอย่างไม่ปิดบัง นางกำลังนั่งแทะเมล็ดแตงโมอยู่หน้าลานบ้าน ถ่มเปลือกทิ้งลงพื้นอย่างอารมณ์ดี ใบหน้าเหี่ยวย่นที่มักจะบูดบึ้งอยู่เป็นนิจ บัดนี้กลับเปี่ยมไปด้วยความสะใจอันล้นปรี่
"ข้าเคยบอกพวกเจ้าแล้วอย่างไรเล่า ว่านังตัวซวยนั่นมันไร้ค่าเพียงใด!" จ้าวกุ้ยหลานปัดมือที่เปื้อนเศษฝุ่น พลางเอ่ยเสียงแหลมสูงให้เพื่อนบ้านที่เดินผ่านไปมาได้ยิน "บุญคุณตระกูลหลินที่เลี้ยงดูมันมาตั้งหลายปี มันยังไม่รู้จักทดแทน ฟ้าดินจึงลงโทษให้มันกลายเป็นคนบ้าใบ้ไปเช่นนี้ ปล่อยให้มันแทะหินประทังชีวิตอยู่บนภูเขานั่นแหละ ดีแล้ว! อย่าให้มันลงมาขอข้าวซากสุนัขที่บ้านข้ากินก็แล้วกัน!"
เสียงหัวเราะเยาะของจ้าวกุ้ยหลานและชาวบ้านดังระงม ทว่าบนยอดเขาหินลั่วเสียอันห่างไกล บุคคลที่ถูกตราหน้าว่า 'เสียสติ' กลับกำลังยืนกอดอก ทอดสายตามองลงไปยังตีนเขาด้วยแววตาที่กระจ่างใสและเฉียบแหลมยิ่งกว่าผู้ใด
ซูเหมยรู้ตัวตั้งแต่แรกแล้วว่ามีคนแอบซุ่มดูอยู่หลังพุ่มไม้ ระบบผู้ช่วยอัจฉริยะของนางได้แจ้งเตือนถึงความเคลื่อนไหวในรัศมีใกล้เคียงตั้งแต่นางเริ่มลงมือถากถางหน้าดิน ทว่าแทนที่จะหยุดการกระทำอันแปลกประหลาด นางกลับจงใจออกแรงสับจอบลงบนหินให้หนักขึ้น แสร้งพึมพำพูดคุยกับก้อนหินราวกับคนวิกลจริต
นี่คือกลยุทธ์ที่นางวางเอาไว้ ซูเหมยตระหนักดีว่า มนุษย์มักหวาดระแวงผู้ที่เก่งกาจ แต่จะละทิ้งความสนใจจากผู้ที่ต่ำต้อยและโง่เขลา หากชาวบ้านและคนตระกูลหลินเชื่ออย่างสนิทใจว่านางบ้าไปแล้วและกำลังทำเรื่องไร้สาระ พวกเขาก็จะไม่ส่งคนขึ้นมาวุ่นวายบนภูเขาแห่งนี้อีก ไม่มีใครอยากแย่งชิงกองหินจากคนบ้า นั่นหมายความว่า ต้นชาหินต้าหงโบราณอันล้ำค่าและแผนการสร้างอาณาจักรการค้าของนาง จะถูกซ่อนเร้นไว้ใต้เปลือกนอกของความวิกลจริตอย่างสมบูรณ์แบบ มันคือการหลอกล่อให้ศัตรูตายใจ เพื่อซื้อเวลาให้นางได้เติบโตอย่างเงียบเชียบ
"หัวเราะกันให้พอเถิด" ซูเหมยพึมพำกับสายลม รอยยิ้มเย็นเยียบผุดขึ้นที่มุมปาก "วันใดที่กลิ่นหอมของชาหินต้าหงโชยไปถึงเมืองหลวง วันนั้นพวกเจ้าจะได้รู้ว่า ใครกันแน่ที่เป็นคนโง่งม"
เมื่อแน่ใจว่าปราศจากสายตาของผู้สอดรู้สอดเห็น หญิงม่ายวัยกลางคนก็ละทิ้งท่าทีของคนบ้าในทันที นางหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับต้นชาโบราณที่แผ่กิ่งก้านสาขาอยู่ริมหน้าผา ระบบผู้ช่วยบนหน้าจอโปร่งแสงที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าแสดงผลการวิเคราะห์ดินและระดับความสมบูรณ์ของใบชา บัดนี้ แร่ธาตุจากเศษหินที่นางสับย่อยได้เริ่มทำปฏิกิริยากับน้ำพุวิญญาณที่รดลงไป ซึมซาบเข้าสู่รากแก้วของต้นชาอย่างช้าๆ
ยอดอ่อนของใบชาเริ่มผลิบาน ทอประกายสีเขียวอมม่วงจางๆ ภายใต้แสงแดดยามบ่าย มันคือสัญญาณบ่งบอกว่า ฤดูกาลเก็บเกี่ยวแรกกำลังจะมาถึงในไม่ช้า
ซูเหมยไม่รอช้า นางเดินกลับเข้าไปในกระท่อมหลังน้อยที่ทรุดโทรม ก่อนจะเพ่งจิตเรียกใช้มิติลับ 'สวนน้ำพุวิญญาณ' ทันใดนั้น ร่างของนางก็ปรากฏขึ้นภายในพื้นที่อันเงียบสงบ นางเดินตรงไปยังโกดังหยุดเวลา นำเอาไม้ไผ่ที่เคยตัดเก็บไว้และล้างทำความสะอาดด้วยน้ำพุวิญญาณจนปราศจากกลิ่นสาบและแมลงกัดกินออกมา
ในฐานะปรมาจารย์ด้านชาในชาติก่อน ซูเหมยรู้ดีว่าอุปกรณ์ที่ใช้เก็บเกี่ยวมีความสำคัญไม่แพ้กันกับคุณภาพของใบชา หากตะกร้ามีกลิ่นอับชื้นหรือกลิ่นยางไม้ มันจะทำลายกลิ่นหอมอันบริสุทธิ์ของชาหินจนหมดสิ้น นางทรุดตัวลงนั่งบนแคร่ไม้ นำมีดเล่มเล็กมาเหลาตอกไม้ไผ่ให้เป็นเส้นบางเฉียบ นิ้วมือที่เคยหยาบกร้านจากการกรำงานหนัก บัดนี้เริ่มประสานกันอย่างคล่องแคล่วและพลิ้วไหว สานตอกไม้ไผ่ขัดกันเป็นลวดลายตาข่ายที่แน่นหนาและโปร่งสบาย เพื่อให้ใบชาสดที่เก็บมาสามารถระบายอากาศได้ดีที่สุด ไม่เกิดการอับทับจนช้ำ
เวลาล่วงเลยผ่านไปจนดวงตะวันคล้อยต่ำลงสู่เหลี่ยมเขา ตะกร้าไม้ไผ่สานใบงามสองใบก็เสร็จสมบูรณ์ ซูเหมยยกมันขึ้นมาดมกลิ่น กลิ่นหอมอ่อนๆ ของไม้ไผ่บริสุทธิ์ที่ผ่านการชำระล้างด้วยน้ำพุวิญญาณช่างทำให้จิตใจสงบ นางยิ้มอย่างพึงพอใจ ทุกอย่างถูกเตรียมพร้อมไว้อย่างไร้ที่ติสำหรับสุดยอดชาปฐมฤกษ์
ทว่า ในขณะที่นางกำลังจะนำตะกร้าออกไปผึ่งลมเบาๆ ด้านนอกกระท่อมนั้นเอง...
*ติ๊ด! ติ๊ด! ติ๊ด!*
เสียงสัญญาณเตือนภัยแหลมเล็กดังขัดจังหวะขึ้นในโสตประสาท หน้าจอโปร่งแสงของระบบผู้ช่วยที่เคยเป็นสีฟ้าครามบัดนี้กะพริบถี่วาบเป็นสีแดงฉาน ตัวอักษรแสดงผลการวิเคราะห์สภาพอากาศที่เคยกราฟเส้นตรงราบเรียบ ดิ่งวูบลงอย่างน่าใจหาย ซูเหมยเบิกตากว้างเมื่อเห็นสัญลักษณ์พายุและหยดน้ำจำนวนมหาศาลปรากฏขึ้นบนหน้าจอ พร้อมกับตัวเลขระยะเวลาที่นับถอยหลังอย่างรวดเร็ว
บรรยากาศรอบนอกกระท่อมที่เคยเงียบสงบ จู่ๆ ก็มีลมกรรโชกแรงพัดมาวูบหนึ่ง หอบเอาความชื้นและกลิ่นไอดินที่รุนแรงผิดปกติมาเตะจมูก
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: พยากรณ์วสันตฤดู]**