น้ำพุวิญญาณชุบชีวิต

แสงสีแดงฉานที่สว่างวาบขึ้นในห้วงจิตสำนึก พร้อมกับเสียงสัญญาณเตือนที่ดังก้องกังวาน ทำเอาลมหายใจของซูเหมยสะดุดกึก ร่างกายของนางแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหินไปชั่วขณะ ดวงตาที่เคยสงบเยือกเย็นเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก ความคิดมากมายแล่นพล่านในหัว หรือว่าน้ำพุวิญญาณจะมีความเข้มข้นมากเกินไปจนทำให้รากไม้ที่เปราะบางนี้ไม่อาจรับไหว? หรือนางกำลังจะทำลายความหวังเดียวในการพลิกชีวิตบนภูเขาหัวโล้นแห่งนี้ด้วยมือของตนเอง?

ทว่าก่อนที่ความหวาดกลัวจะเกาะกินจิตใจไปมากกว่านั้น แสงสีแดงที่กระพริบอย่างบ้าคลั่งบนหน้าจอโปร่งแสงของระบบผู้ช่วยจ้าวไร่ชาพลันค่อยๆ อ่อนแสงลง เปลี่ยนผ่านจากสีแดงอันตรายกลายเป็นสีทองอร่าม และสว่างไสวกลายเป็นสีเขียวมรกตที่แผ่กลิ่นอายแห่งชีวิตอันบริสุทธิ์ออกมาระลอกแล้วระลอกเล่า

อักษรแสงสีทองปรากฏขึ้นเบื้องหน้าสายตาของนางอย่างเป็นระเบียบ

[แจ้งเตือน: ตรวจพบปฏิกิริยาการฟื้นฟูระดับสูงสุด!]

[พลังชีวิตของพืชเป้าหมายกำลังพุ่งทะยาน... เซลล์ที่เสื่อมสภาพได้รับการซ่อมแซม... เริ่มต้นกระบวนการบันทึกข้อมูลการเจริญเติบโตขั้นวิกฤต]

ซูเหมยผ่อนลมหายใจยาวออกมาอย่างโล่งอก มือที่จับกระบอกไม้ไผ่ยังคงสั่นระริกเล็กน้อย นางจ้องมองไปยังรากแก้วที่โผล่พ้นซอกหินเบื้องหน้า และสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็ทำให้นางต้องตกตะลึงจนแทบไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง

บริเวณที่หยดน้ำพุวิญญาณหยดลงไป เปลือกไม้ที่เคยแห้งกรอบราวกับกระดูกคนตายกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างอัศจรรย์ รอยแตกระแหงบนผิวไม้ค่อยๆ สมานตัวเข้าหากันราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาลูบไล้ ความชุ่มชื้นซึมซาบแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง รากที่เคยมีสีเทาหม่นหมองเริ่มปรากฏรอยริ้วสีน้ำตาลเข้มอันเป็นสัญญาณของกระแสหล่อเลี้ยงที่กลับมาไหลเวียนอีกครั้ง

หยาดน้ำพุวิญญาณมิใช่เพียงแค่น้ำดับกระหาย แต่คือโอสถทิพย์แห่งสวรรค์ที่ชะล้างความเสื่อมโทรมและปลุกเร้าแก่นแท้แห่งชีวิตที่หลับใหลให้ตื่นขึ้นมาใหม่

ในขณะเดียวกัน หน้าจอของระบบผู้ช่วยจ้าวไร่ชายังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง เสียงอันไร้อารมณ์ทว่าพึ่งพาได้ดังก้องในห้วงความคิด [ทำการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม... ตรวจพบแร่ธาตุในชั้นหินแกรนิตของภูเขาลั่วเสีย น้ำพุวิญญาณกำลังทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา เริ่มต้นการปรับสมดุลโครงสร้างดินรอบรากแก้วให้มีความเป็นกรดด่างที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการดูดซึมของชาหินโบราณ]

ซูเหมยมองเห็นละอองแสงสีจางๆ ที่คนทั่วไปไม่อาจมองเห็น ลอยวนอยู่รอบๆ โคนต้นชา ระบบกำลังใช้พลังงานที่เชื่อมต่อกับมิติลับ ดึงเอาแร่ธาตุที่ซ่อนเร้นอยู่ในหินผาอันแห้งแล้ง ซึ่งชาวบ้านต่างรังเกียจเหยียดหยาม นำมาแปรสภาพเป็นปุ๋ยชั้นเลิศ ดินที่เคยแข็งกระด้างราวกับเหล็กกล้า ค่อยๆ ร่วนซุยขึ้นทีละน้อยรอบๆ บริเวณที่น้ำพุวิญญาณซึมผ่าน นี่คือความลับที่ชาวหมู่บ้านหลินหลางไม่มีวันล่วงรู้ ภูเขาหัวโล้นที่ปลูกข้าวไม่ขึ้นแห่งนี้ แท้จริงแล้วคือสวรรค์บนดินสำหรับการปลูกชาเหยียนฉา!

เมื่อเห็นผลลัพธ์อันประจักษ์ชัด สตรีวัยกลางคนผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชนจึงไม่รอช้า นางลงมืออย่างระมัดระวัง ค่อยๆ หยดน้ำพุวิญญาณจากกระบอกไม้ไผ่ลงบนรากแขนงอื่นๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ตามซอกหินอย่างใจเย็น หยดแล้วหยดเล่า ล้วนกะเกณฑ์ปริมาณอย่างแม่นยำ ไม่ให้มากเกินไปจนต้นชาสำลัก และไม่ให้น้อยเกินไปจนขาดช่วง นางทำงานแข่งกับเวลา อาศัยแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาเป็นโคมไฟส่องทาง

เวลาล่วงเลยผ่านไปจวบจนกระทั่งเส้นขอบฟ้าทิศตะวันออกเริ่มทอแสงสีทองเรืองรอง ยามเหม่า (05.00-06.59 น.) มาเยือนพร้อมกับหยาดน้ำค้างที่เกาะพราวบนยอดหญ้า ซูเหมยที่นั่งเฝ้าสังเกตการณ์มาตลอดทั้งคืนค่อยๆ ลืมตาขึ้นจากการทำสมาธิพักผ่อน ร่างกายที่เคยอ่อนแอของร่างเดิมนั้น หากเป็นเมื่อก่อนการอดนอนเพียงคืนเดียวคงทำให้นางล้มพับไปแล้ว ทว่าด้วยผลจากการดื่มน้ำพุวิญญาณปรับสภาพร่างกายมาก่อนหน้านี้ ทำให้นางยังคงรู้สึกกระปรี้กระเปร่าและจิตใจแจ่มใส

และเมื่อสายตาของนางจับจ้องไปยังต้นชาโบราณเบื้องหน้า รอยยิ้มที่งดงามและลึกซึ้งที่สุดก็ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากที่เคยซีดเซียว

เพียงชั่วข้ามคืน... ปาฏิหาริย์ได้บังเกิดขึ้นแล้ว!

กิ่งก้านที่เคยแห้งเหี่ยวราวกับฟืนไร้ค่า บัดนี้กลับมีน้ำมีนวล เปลือกไม้ทอประกายเงางามสะท้อนแสงอรุณรุ่ง และสิ่งที่ทำให้นางหัวใจพองโตที่สุดคือ บริเวณปลายกิ่งที่เคยหงิกงอ บัดนี้ได้แตกยอดอ่อนสีเขียวมรกตขนาดเท่าเมล็ดข้าวสารออกมาให้เห็น ยอดชาเล็กๆ เหล่านี้ชูคอรับแสงอาทิตย์อย่างเย่อหยิ่งทระนง ราวกับกำลังประกาศชัยชนะเหนือความตาย กลิ่นหอมจางๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของชาหิน ซึ่งผสมผสานระหว่างกลิ่นแร่ธาตุบริสุทธิ์และดอกไม้ยามเช้า ลอยอวลอยู่ในอากาศบางเบา

"เจ้าช่างเข้มแข็งนัก" ซูเหมยยื่นมือที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักออกไปสัมผัสยอดใบชาอ่อนนั้นอย่างแผ่วเบา ราวกับกำลังสัมผัสทารกแรกเกิด แววตาของนางทอประกายมุ่งมั่น "ในอดีต ข้าเคยเป็นเพียงหินปูทางให้ผู้อื่นเหยียบย่ำจนตัวตาย ชาติก่อนถูกแย่งชิงผลงาน ชาตินี้ถูกตระกูลหลินขับไสไล่ส่งพร้อมกับภูเขาหัวโล้นที่พวกเขาคิดว่าเป็นขยะ... แต่พวกเขาหารู้ไม่ ว่าขยะในสายตาคนเขลา คือขุมทรัพย์มหาศาลในมือของผู้รู้คุณค่า"

นางสูดหายใจเข้าลึก รับเอากลิ่นหอมของต้นชาและแร่ดินเข้าสู่ปอด ตระกูลหลินอาจจะกำลังหัวเราะเยาะนางอยู่ที่ไหนสักแห่ง คิดว่าสตรีม่ายตัวคนเดียวจะอดตายอยู่บนกองหินนี้ แต่ต้นชาต้าหงโบราณต้นนี้ จะเป็นรากฐานแรกในการสร้างอาณาจักรการค้าของนาง เป็นการตบหน้าคนตระกูลหลินอย่างเงียบเชียบทว่าเจ็บปวดที่สุด

เมื่อดวงอาทิตย์ลอยเด่นขึ้น ซูเหมยรู้ดีว่างานของนางเพิ่งจะเริ่มต้น นางลุกขึ้นยืน คว้าจอบคู่ใจที่นำติดตัวมาด้วย หันไปมองบริเวณซอกหินรอบๆ โคนต้นชา แม้ระบบจะช่วยปรับสมดุลดินแล้ว แต่ก็ยังมีวัชพืชแห้งตายและเศษหินก้อนใหญ่ที่กีดขวางการแทงรากของต้นชาอยู่ นางต้องถากถางพื้นที่เหล่านี้ให้เตียนโล่ง เพื่อให้ต้นชาได้รับอากาศและแสงแดดอย่างเต็มที่ และเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับแผนการขั้นต่อไป

หญิงม่ายวัยกลางคนเริ่มลงมือใช้จอบกระเทาะหน้าดินรอบๆ ซอกหินอย่างระมัดระวัง ท่าทางของนางดูแปลกประหลาดนักในสายตาคนทั่วไป เพราะนางไม่ได้ขุดดินร่วนซุย แต่กำลังเอาดินไปถมและสับหินแกรนิตก้อนใหญ่บนยอดเขาที่ไม่มีใครเหลียวแล

ทว่า... ในขณะที่ซูเหมยกำลังจดจ่ออยู่กับการถากถางเศษวัชพืชบนกองหินอย่างขะมักเขม้น นางหาได้รู้ตัวไม่ว่า ที่พุ่มไม้เตี้ยๆ ห่างออกไปไม่ไกลนัก มีชาวบ้านคนหนึ่งที่ขึ้นเขามาหาเก็บเห็ดป่าตั้งแต่เช้ามืดกำลังแอบซุ่มดูอยู่ ชายผู้นั้นเบิกตากว้าง มองภาพสตรีม่ายที่เพิ่งถูกไล่ออกจากบ้าน กำลังใช้จอบขุดสับลงบนโขดหินแข็งๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าพร้อมกับพึมพำยิ้มแย้มอยู่คนเดียว

ในหัวของชายหาของป่ามีเพียงความคิดเดียวที่ผุดขึ้นมา... ภรรยาเก่าของหลินต้ากุ้ย เสียสติไปแล้วแน่ๆ! ข่าวใหญ่โตปานนี้ เขาต้องรีบนำไปเล่าให้คนในหมู่บ้านหลินหลางและคนตระกูลหลินฟังเสียแล้ว!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ข่าวลือคนบ้าปลูกหิน]**