การปะทะกับโจรผู้ลี้ภัย

เสียงโห่ร้องที่เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกร้าวดังสะท้อนก้องหุบเขาแห้งแล้ง ปลุกให้ค่ำคืนที่ควรจะเงียบสงัดกลับคุกรุ่นไปด้วยไอสังหาร!

หลินหว่านชิวมิได้ลังเลแม้แต่น้อย นางคว้าแขนของเสิ่นม่อเฉิน ดึงร่างเล็กๆ เข้ามาหลบอยู่เบื้องหลังในทันที สองตาหงส์ที่คมกริบของนางหรี่ลง พลางกวาดมองไปยังต้นตอของความโกลาหลอย่างเยือกเย็น

ภาพที่ปรากฏคือกลุ่มชายฉกรรจ์รูปร่างผอมโซราวกับโครงกระดูกเดินได้นับสิบคน เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง เนื้อตัวมอมแมม ดวงตาของพวกเขาแดงก่ำเต็มไปด้วยความหิวกระหายบ้าคลั่ง ในมือแต่ละคนถือท่อนไม้และก้อนหิน กำลังมุ่งหน้าตะบึงเข้ามายังที่พักของตระกูลเสิ่นราวกับฝูงสุนัขป่าที่อดโซมานานวัน

"โจร! มีโจรบุก!" เสียงกรีดร้องอย่างเสียขวัญของเฉียนจินจินดังแหลมขึ้นเป็นคนแรก

สถานการณ์บีบคั้นถึงขีดสุด ทว่าบุรุษที่เป็นเสาหลักของตระกูลกลับแสดงภาพอันน่าสมเพชเวทนาที่สุดออกมา

"เร็วเข้า! ต้าเฉียง! ตามพ่อมา! เราต้องรักษาทายาทสายตรงของตระกูลไว้!" เสิ่นไทตะโกนเสียงสั่นเครือ ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด เขามิได้คิดจะปกป้องคนในครอบครัวแม้แต่น้อย แต่กลับเป็นคนแรกที่หันหลังวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต

เสิ่นต้าเฉียงที่ปกติทำตัวกร่างอวดเบ่ง บัดนี้กลับขี้ขลาดตาขาวยิ่งกว่าบิดาเสียอีก เขาทิ้งภรรยาและบุตรชายของตนเอง วิ่งตามหลังเสิ่นไทไปติดๆ พร้อมกับเสียงร้องละล่ำละลัก "ท่านพ่อรอข้าด้วย!"

บุรุษสองคนแห่งตระกูลเสิ่นวิ่งหายลับไปในความมืด ทิ้งไว้เพียงเหล่าสตรีและเด็กที่กำลังตัวสั่นงันงกอยู่เบื้องหลัง เผชิญหน้ากับกลุ่มผู้อพยพที่หิวโซจนคลุ้มคลั่ง

หลินหว่านชิวแค่นเสียงหยันในลำคอ นี่น่ะหรือเสาหลักของตระกูล? ช่างน่าขันสิ้นดี!

"กรี๊ดดด! พวกเจ้าอย่าเข้ามานะ!" จ้าวชุนฮวากรีดร้องเสียงหลง นางกับเฉียนจินจินต่างพากันไปหลบอยู่หลังเกวียนเก่าๆ ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว

กลุ่มโจรผู้ลี้ภัยเห็นว่าไร้ซึ่งบุรุษขวางกั้น ก็ยิ่งได้ใจ พวกมันแสยะยิ้มอย่างน่าเกลียดน่ากลัว สายตาจับจ้องไปยังกระสอบสองสามใบที่วางอยู่บนเกวียน แม้จะเป็นเพียงแป้งมันสำปะหลังหยาบๆ แต่นั่นก็คือสมบัติล้ำค่าในยามนี้

"ส่งอาหารมาให้หมด! وإلا ก็อย่าหาว่าพวกข้าใจร้าย!" ชายผู้เป็นหัวหน้าซึ่งมีรอยแผลเป็นบนใบหน้าตะคอกเสียงดัง มือที่ถือท่อนไม้ขนาดใหญ่ชี้มาทางพวกเขา

หลินหว่านชิวกระชับมือที่จับเสิ่นม่อเฉินไว้แน่นขึ้น นางกระซิบเสียงเบาข้างหูบุตรชาย "ม่อเฉิน ไม่ต้องกลัว อยู่ข้างหลังแม่ให้ดี"

เด็กชายพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง แม้จะหวาดกลัวจนตัวสั่น แต่ดวงตาของเขายังคงจ้องมองแผ่นหลังของมารดาเลี้ยงอย่างแน่วแน่ ในใจของเด็กน้อย ภาพของนางในยามนี้ช่างสูงใหญ่และน่าเชื่อถือยิ่งกว่าบุรุษใดๆ ในตระกูล

ในขณะที่กลุ่มโจรย่างสามขุมเข้ามาใกล้ขึ้นทุกขณะนั้นเอง มือข้างหนึ่งของหลินหว่านชิวก็ค่อยๆ ล้วงเข้าไปในแขนเสื้อที่กว้างของนางอย่างแนบเนียน นิ้วเรียวของนางสัมผัสกับห่อกระดาษเล็กๆ ที่ซ่อนไว้

ในใจของนางพลันรู้สึกขอบคุณความรอบคอบของตนเองยิ่งนัก ห่อผงยานี้คือนางที่ใช้เวลาว่างแอบเข้าไปในมิติลับส่วนตัว นำเอา 'พริกเพลิงอัคคี' ที่เผ็ดร้อนที่สุดและ 'เถาวัลย์เรียกน้ำตา' ซึ่งเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ระคายเคืองสูงมาบดรวมกัน นี่คืออาวุธป้องกันตัวฉุกเฉินที่นางเตรียมไว้สำหรับสถานการณ์เช่นนี้โดยเฉพาะ

เมื่อชายหัวหน้าโจรย่างเท้าเข้ามาในระยะห้าก้าว ดวงตาของหลินหว่านชิวก็พลันฉายประกายเย็นเยียบขึ้นมาวูบหนึ่ง!

นางรอจังหวะที่ลมพัดจากด้านหลังไปยังเบื้องหน้าพอดี...

"ไปให้พ้น!" นางตวาดเสียงกร้าว พร้อมกับสะบัดมืออย่างรวดเร็ว!

ห่อกระดาษถูกฉีกออก ผงยาสีน้ำตาลแดงละเอียดลออถูกสาดกระจายออกไปราวกับม่านหมอกบางๆ ปกคลุมใบหน้าของกลุ่มโจรที่อยู่ด้านหน้าสุดในทันที

"อ๊ากกกกกก!"

"โอ๊ยยย! แสบตา! ข้ามองไม่เห็น!"

"นี่มันอะไรกัน! ร้อน! ร้อนเหมือนโดนไฟลวก!"

เสียงร้องโหยหวนอย่างทุกข์ทรมานดังระงมขึ้นพร้อมกัน ชายฉกรรจ์หลายคนทิ้งอาวุธในมือลงกับพื้นอย่างไม่เป็นท่า สองมือของพวกมันตะเกียกตะกายขยี้ดวงตาของตนเองอย่างบ้าคลั่ง น้ำตาไหลทะลักออกมาไม่หยุด ผิวหนังบริเวณใบหน้าที่สัมผัสกับผงยาแดงก่ำราวกับถูกเหล็กร้อนนาบ

ชายหัวหน้าโจรผู้มีแผลเป็นอาการหนักที่สุด เขาล้มลงไปนอนดิ้นทุรนทุรายกับพื้น ส่งเสียงร้องอย่างน่าเวทนา สภาพของพวกเขาในยามนี้ไม่เหลือเค้าของความน่าเกรงขามเมื่อครู่อีกต่อไป

เหล่าโจรที่ตามมาข้างหลัง เมื่อเห็นสภาพของพวกพ้องก็พากันหน้าถอดสีด้วยความตื่นตระหนก พวกมันไม่รู้ว่าสตรีผู้นั้นใช้วิธีการอันใด แต่ผลลัพธ์ที่เห็นกลับน่าสะพรึงกลัวเกินไปแล้ว

"ปีศาจ! นางเป็นปีศาจ!" ใครคนหนึ่งตะโกนขึ้นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด

คำพูดนั้นราวกับเป็นสัญญาณ กลุ่มโจรที่เหลือไม่กล้าที่จะก้าวเข้ามาอีกแม้แต่ก้าวเดียว พวกมันหันหลังกลับและวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไปคนละทิศคนละทางอย่างไม่คิดชีวิต บางคนถึงกับสะดุดล้มลุกคลุกคลาน แต่ก็ยังพยายามตะเกียกตะกายหนีไปให้ไกลที่สุด

เพียงชั่วพริบตาเดียว บริเวณที่พักก็กลับสู่ความสงบอีกครั้ง เหลือเพียงชายสองสามคนที่นอนดิ้นอยู่บนพื้น แต่ไม่นานนักพวกเขาก็พยุงกันและกันหนีตามไปจนหมดสิ้น

จ้าวชุนฮวาและเฉียนจินจินที่หลบอยู่หลังเกวียน ค่อยๆ โผล่หน้าออกมามองอย่างไม่แน่ใจ เมื่อเห็นว่าเหล่าโจรหนีไปหมดแล้วจริงๆ จึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

และในจังหวะนั้นเอง ร่างของบุรุษผู้เป็น "เสาหลัก" ทั้งสองก็ปรากฏตัวขึ้นจากเงามืด

เสิ่นไทกับเสิ่นต้าเฉียงเดินกลับมาด้วยท่าทีองอาจผึ่งผาย เสิ่นต้าเฉียงถึงกับฉวยท่อนไม้ที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาถือไว้ ทำทีเป็นกวาดตามองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง

"ฮึ่ม! เจ้าพวกหนูสกปรกนั่น พอเห็นข้ากับท่านพ่อกลับมาก็รีบเผ่นหนีป่าราบไปเลยรึ! ช่างตาแหลมเสียจริง!" เสิ่นต้าเฉียงกล่าวด้วยน้ำเสียงอวดโอ่ พลางใช้ท่อนไม้ชี้ไปในทิศที่พวกโจรหนีไป

เสิ่นไทลูบเคราแพะของตนเอง พยักหน้าอย่างเห็นด้วย "แผนล่อเสือออกจากถ้ำของพวกเราได้ผลดียิ่งนัก หากเราสองคนไม่ล่อพวกมันส่วนหนึ่งออกไป พวกเจ้าคงจะรับมือลำบากกว่านี้"

หลินหว่านชิวมองภาพสองพ่อลูกที่กำลังสวมรอยเป็นผู้กล้าอย่างหน้าไม่อาย มุมปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันที่เย็นเยียบเสียดกระดูก นางมิได้เอ่ยคำใดออกมาแม้แต่ครึ่งคำ เพียงแค่หันไปลูบศีรษะของเสิ่นม่อเฉินเบาๆ เพื่อปลอบขวัญ

ความเงียบของนางกลับน่าอึดอัดยิ่งกว่าการต่อว่าใดๆ

เฉียนจินจินซึ่งหายจากอาการตื่นตระหนกแล้ว บัดนี้ความขี้อิจฉาและช่างสังเกตของนางก็เริ่มทำงานอีกครั้ง สายตาของนางจับจ้องไปยังหลินหว่านชิวอย่างพินิจพิเคราะห์ แล้วพลันเบิกตากว้างเมื่อเห็นเศษผงสีแดงจางๆ ติดอยู่ที่ปลายแขนเสื้อของอีกฝ่าย

ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ย้อนกลับเข้ามาในหัวของนางอย่างรวดเร็ว...

"สะใภ้รอง!" เฉียนจินจินชี้นิ้วมาที่หลินหว่านชิวทันที น้ำเสียงของนางทั้งแหลมสูงและเต็มไปด้วยความกังขา "เมื่อครู่เจ้าสาดอะไรใส่พวกมัน? ของพรรค์นั้น...เจ้าไปเอามันมาจากที่ใดกันแน่!"

คำถามนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางวงสนทนา ทุกสายตา ไม่เว้นแม้แต่เสิ่นไทและเสิ่นต้าเฉียงที่กำลังลำพองใจ ต่างหันขวับมาจับจ้องที่หลินหว่านชิวเป็นตาเดียว ความลับที่นางพยายามปกป้อง กำลังจะถูกกระชากออกมากลางที่แจ้งเสียแล้วหรือ?