แผนจับผิดของสะใภ้ใหญ่
เสียงกิ่งไม้แห้งหักดังเป๊าะ!
หลินหว่านชิวพลันเกร็งกาย สองมือกำแน่นอยู่ข้างลำตัว นางรีบดันเสิ่นม่อเฉินไปซ่อนอยู่ด้านหลัง สองตาจ้องเขม็งไปยังเงามืดใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ไหววูบผิดปกติ
เงาร่างนั้นขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางแสงจันทร์สลัวที่ส่องลอดม่านใบไม้ลงมา เผยให้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยแต่แฝงไว้ด้วยความเจ้าเล่ห์... เฉียนจินจิน สะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลเสิ่น
"น้องรอง... ดึกดื่นค่ำมืด เหตุใดจึงยังไม่พักผ่อนอีกเล่า" น้ำเสียงของเฉียนจินจินหวานปานน้ำผึ้ง ทว่าแววตาที่จับจ้องมานั้นกลับคมปลาบราวใบมีดที่ซ่อนไว้ในฝัก
สายตาของนางกวาดมองไปทั่วบริเวณอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยุดลงที่ร่างของเสิ่นม่อเฉินที่กำลังเคี้ยวมันเทศตุ้ยๆ อยู่ด้านหลังมารดาเลี้ยง จมูกของนางขยับเล็กน้อย ราวกับพยายามสูดดมกลิ่นหอมหวานที่ยังคงอบอวลอยู่จางๆ ในอากาศ
หลินหว่านชิวใจหายวาบ นางรู้ดีว่าตนเองประมาทเกินไป กลิ่นของมันเทศอบย่อมหอมฟุ้งกว่าอาหารแห้งแข็งกระด้างที่พวกนางได้รับเป็นธรรมดา
"พี่สะใภ้ใหญ่ เหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่ได้" หลินหว่านชิวเอ่ยถามเสียงเรียบ พลางขยับตัวบังร่างของบุตรชายให้มิดชิดยิ่งขึ้น
เฉียนจินจินแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ "ข้าเพียงแค่เป็นห่วง กลัวว่าพวกเจ้าแม่ลูกจะทนความหิวโหยไม่ไหว แต่ดูท่า... ข้าคงจะคิดมากไปเองสินะ" นางแสร้งทำเป็นปัดฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริงบนแขนเสื้อ แต่สายตายังคงจับจ้องไม่วางวาย "น่าแปลกนัก ทั้งที่ถูกตัดเสบียงไปแล้ว แต่ดูเจ้ากับม่อเฉินยังมีเรี่ยวแรงดีอยู่ ไม่เหมือนคนอดอยากเลยแม้แต่น้อย"
คำพูดของนางไม่ต่างอะไรกับการกล่าวหาซึ่งหน้า
หลินหว่านชิวรู้ดีว่าการโต้เถียงในยามนี้มีแต่จะเสียเปรียบ หากปล่อยให้เฉียนจินจินกลับไปป่าวประกาศเรื่องนี้ที่ค่ายพัก เรื่องราวคงถูกแต่งเติมจนกลายเป็นว่านางแอบซุกซ่อนเสบียงไว้มากมายเป็นแน่ เมื่อถึงตอนนั้น แม้แต่น้ำลายของคนในตระกูลก็สามารถท่วมทับพวกนางแม่ลูกให้จมดิ่งได้
ประกายเย็นเยียบวาบผ่านดวงตาของหลินหว่านชิว นางตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
"พี่สะใภ้ใหญ่เข้าใจผิดแล้ว พวกเราจะไปมีเรี่ยวแรงมาจากที่ใดกัน" นางแสร้งทำเสียงอ่อนระโหย "ข้าเพียงแต่... กำลังจะเข้าไปหาของป่าประทังชีวิตเท่านั้น"
พูดจบนางก็จูงมือเสิ่นม่อเฉินลุกขึ้น ทำท่าจะเดินลึกเข้าไปในป่าโดยไม่รอคำตอบจากอีกฝ่าย
เฉียนจินจินหรี่ตาลง แววแห่งความสงสัยฉายชัดเจนยิ่งขึ้น นางไม่เชื่อคำพูดของหลินหว่านชิวแม้แต่น้อย "หาของป่าหรือ? ในความมืดเช่นนี้เนี่ยนะ น้องรอง เจ้าอย่าได้คิดหลอกลวงข้าเลย"
ว่าแล้วนางก็ก้าวตามอย่างไม่ลดละ รักษาระยะห่างไว้พอประมาณราวกับแมวที่กำลังย่องตามจับหนู
หลินหว่านชิวแสร้งทำเป็นไม่สนใจเสียงฝีเท้าที่ดังตามมา นางจูงมือบุตรชายเดินลึกเข้าไปในพงไพรที่มืดมิดยิ่งขึ้น ในฐานะศัลยแพทย์จากยุคใหม่ ความรู้เรื่องพฤกษศาสตร์ของนางมีอยู่เต็มเปี่ยม ในสมองกำลังประมวลผลอย่างรวดเร็วเพื่อหาทางออกที่แยบยลที่สุด
นางต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อสลัดความสงสัยของเฉียนจินจินให้หลุดไป!
ทันใดนั้น สายตาของนางก็เหลือบไปเห็นต้นไม้เตี้ยๆ ชนิดหนึ่งที่ขึ้นอยู่ริมทาง ใบของมันมีลักษณะเรียวยาวและมีขอบหยักเล็กน้อย เปลือกของลำต้นมีสีน้ำตาลเข้มและมีร่องลึก นางจำได้ทันทีว่านี่คือต้น 'มู่เสอ' เปลือกของมันมีพิษอ่อนๆ หากเคี้ยวเข้าไปจะทำให้ลิ้นและปากเกิดอาการชา แต่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต
แผนการหนึ่งผุดขึ้นในใจทันที
นางหยุดเดิน ก้มลงกระซิบข้างหูเสิ่นม่อเฉิน "ม่อเอ๋อร์ เดี๋ยวแม่จะทำอะไรบางอย่าง เจ้าอย่าได้ตกใจ และอย่าส่งเสียงใดๆ ทั้งสิ้น เข้าใจหรือไม่"
เด็กชายพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย ดวงตาที่โตใสมองมารดาเลี้ยงด้วยความเชื่อใจอย่างเต็มเปี่ยม
หลินหว่านชิวสูดหายใจเข้าลึก เดินตรงไปยังต้นมู่เสอต้นนั้น นางใช้เล็บมือที่หักบิ่นขูดเอาเปลือกไม้ชิ้นเล็กๆ ออกมาหนึ่งชิ้น จากนั้นจึงหันไปทางทิศที่เฉียนจินจินซ่อนตัวอยู่ แสร้งทำเป็นมองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวัง ก่อนจะนำเปลือกไม้ชิ้นนั้นใส่เข้าปากอย่างรวดเร็ว
นางไม่ได้กลืนมันลงไป เพียงแค่ขบเคี้ยวมันเบาๆ ให้น้ำฝาดที่มีพิษอ่อนๆ ซึมซาบออกมาสัมผัสกับลิ้นและกระพุ้งแก้ม
เฉียนจินจินที่แอบมองอยู่หลังต้นไม้ใหญ่เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง นางเห็นภาพนั้นชัดเจนเต็มสองตา!
หลินหว่านชิว... หิวโซจนถึงขั้นต้องเคี้ยวเปลือกไม้ประทังชีวิตเชียวหรือ?
ในขณะที่เฉียนจินจินกำลังสับสน หลินหว่านชิวก็เริ่มแสดงละครฉากต่อไป นางแสร้งทำหน้าเหยเกราวกับรสชาติของมันขมขื่นจนสุดจะทน แต่ก็ยังฝืนเคี้ยวต่อไปราวกับเป็นอาหารมื้อสุดท้าย
เพียงชั่วครู่ ความรู้สึกชาแปลบปลาบก็เริ่มแล่นจากปลายลิ้นไปทั่วทั้งปาก ราวกับมีมดนับพันไต่ยั้วเยี้ย ลิ้นของนางเริ่มแข็งขึ้นจนพูดจาไม่ถนัด
"ท่าน... ท่านแม่..." เสิ่นม่อเฉินมองด้วยความเป็นห่วง แต่เมื่อนึกถึงคำสั่งของมารดา เขาก็ได้แต่กำมือเล็กๆ ของตนไว้แน่น
หลินหว่านชิวคายเศษเปลือกไม้ทิ้ง แล้วหันกลับมาด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริก "ไม่... ไม่มีอะไร ม่อเอ๋อร์... เรากลับกันเถอะ"
น้ำเสียงของนางฟังดูอู้อี้ผิดเพี้ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
เฉียนจินจินทนดูต่อไปไม่ไหวอีก นางก้าวออกมาจากที่ซ่อน เผชิญหน้ากับหลินหว่านชิวตรงๆ
"น้องรอง! เจ้า... เจ้ากินอะไรเข้าไป!"
หลินหว่านชิวแสร้งทำเป็นตกใจที่เห็นนาง "พี่... พี่สะใภ้ใหญ่... ท่านยังไม่ไปอีกหรือ" นางพยายามจะพูดให้ชัด แต่ลิ้นที่แข็งทื่อทำให้คำพูดฟังดูเลื่อนลอย
เฉียนจินจินมองสภาพของหลินหว่านชิวแล้วถึงกับขมวดคิ้ว ริมฝีปากของสะใภ้รองบวมเจ่อขึ้นเล็กน้อย ดวงตาแดงก่ำคล้ายจะร้องไห้ ท่าทางอเนจอนาถน่าเวทนายิ่งนัก
"เจ้ากินเปลือกไม้นั่นเข้าไปจริงๆ หรือ? เจ้าบ้าไปแล้วหรือไร ของเช่นนั้นมีพิษนะ!" เฉียนจินจินอุทานออกมาโดยไม่รู้ตัว ความสงสัยในตอนแรกแปรเปลี่ยนเป็นความสมเพชระคนดูแคลน
ในที่สุดนางก็ปักใจเชื่อ... แม่ม่ายผู้นี้คงจะหิวโหยจนตาลาย สิ้นไร้หนทางถึงขนาดต้องมาเคี้ยวเปลือกไม้มีพิษเพื่อหลอกท้องตัวเองจริงๆ เรื่องที่นางมีเรี่ยวแรงเดินเหินอาจเป็นเพราะนางดื้อรั้นทนทายาดกว่าคนอื่นเท่านั้น ส่วนกลิ่นหอมเมื่อครู่นี้... บางทีอาจจะเป็นกลิ่นของดอกไม้ป่าหรืออะไรสักอย่างที่ลมพัดมาก็เป็นได้
"ข้า... ข้าหิว..." หลินหว่านชิวเค้นเสียงออกมาอย่างยากลำบาก บีบน้ำตาให้ไหลออกมาสองสามหยดเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ
ภาพนั้นสลายความสงสัยทั้งหมดในใจของเฉียนจินจินจนหมดสิ้น นางแค่นเสียงหยันในลำคอ "เฮอะ! สมน้ำหน้า อยากแยกตัวออกไปดีนักไม่ใช่หรือ ก็ทนอดอยากไปเช่นนี้เถอะ!"
นางสะบัดแขนเสื้ออย่างไม่ไยดี "ข้าเสียเวลามากับคนอย่างเจ้ามากพอแล้ว!"
พูดจบนางก็หันหลังเดินกลับไปยังที่พักของตระกูลเสิ่นอย่างรวดเร็ว ในใจรู้สึกโล่งอกที่ไขปริศนาได้เสียที และรู้สึกสะใจที่ได้เห็นสภาพอันน่าสมเพชของคนที่นางเกลียดชัง
เมื่อเห็นว่าร่างของเฉียนจินจินลับหายไปในความมืดแล้ว รอยยิ้มเย็นเยียบก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากของหลินหว่านชิว นางรีบพาเสิ่นม่อเฉินไปหลบหลังพุ่มไม้ทึบที่ห่างไกลจากเส้นทางเดิน
"ท่านแม่ ท่านเป็นอย่างไรบ้าง" เสิ่นม่อเฉินถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
หลินหว่านชิวลูบศีรษะเขาเบาๆ เป็นการปลอบโยน แม้จะพูดไม่ได้ แต่นางยังสามารถส่งสัญญาณให้เขาสงบใจลงได้ ความรู้สึกชาเริ่มลามไปทั่วใบหน้า ทำให้นางขยับกล้ามเนื้อได้ลำบากขึ้นเรื่อยๆ
ต้องรีบถอนพิษ!
นางนั่งลงในเงามืด หลับตาลงแล้วเพ่งสมาธิทั้งหมดไปที่รอยสักรูปใบไม้บนข้อมือ
เพียงพริบตาเดียว จิตของนางก็เข้าสู่มิติลับส่วนตัว ภาพของเรือนกระจกอันเขียวขจีและชั้นวางสมุนไพรในห้องแล็บปรากฏขึ้นในห้วงมโนสำนึก นางไม่เสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียวในการมองหา 'หญ้าสลายชา' ซึ่งเป็นสมุนไพรแก้พิษอ่อนๆ ที่นางเตรียมบดเป็นผงและปั้นเป็นเม็ดเล็กๆ สำรองไว้ในขวดยาหยกขาวตั้งแต่ครั้งแรกที่เข้ามาสำรวจมิติแห่งนี้
นางใช้จิตสั่งการนำยาเม็ดสีเขียวเข้มออกมาหนึ่งเม็ด เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ยาเม็ดขนาดเท่าเมล็ดถั่วก็ปรากฏขึ้นในฝ่ามือของนาง
หลินหว่านชิวรีบนำมันใส่ปากแล้วเคี้ยวอย่างรวดเร็ว รสขมฝาดของสมุนไพรแผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก ไม่นานนัก ความรู้สึกอุ่นวาบก็ค่อยๆ ขับไล่อาการชาให้บรรเทาลงทีละน้อย
ผ่านไปราวหนึ่งเค่อ (สิบห้านาที) ลิ้นของนางก็เริ่มกลับมารับความรู้สึกได้อีกครั้ง ริมฝีปากที่บวมเจ่อก็ค่อยๆ ยุบลงจนเกือบเป็นปกติ
"เฮ้อ... เกือบไปแล้ว" นางถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
แผนการในวันนี้แม้จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี สามารถสลัดความสงสัยของเฉียนจินจินไปได้ แต่ก็ทำให้นางตระหนักถึงอันตรายที่อยู่รอบตัวได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น การกระทำทุกย่างก้าวของนางอยู่ภายใต้สายตาของคนในตระกูลเสิ่นเสมอ เพียงแค่พลาดพลั้งไปนิดเดียว ก็อาจนำพาหายนะมาสู่ตนเองและบุตรชายได้
นางต้องระมัดระวังให้มากกว่านี้อีกร้อยเท่า!
หลินหว่านชิวจูงมือเสิ่นม่อเฉินลุกขึ้นยืน เตรียมจะเดินกลับไปยังที่พักชั่วคราวของตนที่แยกตัวออกมา
ทว่า...ยังมิทันที่นางจะได้ก้าวเดิน เสียงโห่ร้องอันเกรี้ยวกร้าวปนเปกับเสียงฝีเท้านับสิบที่วิ่งตะบึงอย่างบ้าคลั่งก็ดังสะท้อนมาจากทิศทางที่ตั้งค่ายของตระกูลเสิ่น! ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องอย่างตื่นตระหนกของผู้หญิงและเด็ก!
เกิดเรื่องขึ้นแล้ว! และดูเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่เสียด้วย