ตัดหางปล่อยวัด
ประกายแสงโลหะบนสันเขาที่ห่างไกลยังคงติดตรึงในม่านตาของหลินหว่านชิว ความรู้สึกเยียบเย็นราวกับถูกอสรพิษจ้องมองจากระยะไกลแล่นปราดไปทั่วร่าง นางรีบดึงสติกลับมาสู่ปัจจุบัน กุมมือเล็กๆ ของเสิ่นม่อเฉินไว้แน่น ก่อนจะพาเขากลับเข้าร่วมกลุ่มอย่างแนบเนียนที่สุด
นางไม่เอ่ยถึงสิ่งที่เห็นแม้เพียงครึ่งคำ ในสถานการณ์เช่นนี้ การสร้างความตื่นตระหนกโดยไร้หลักฐานรังแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง สัญชาตญาณของศัลยแพทย์ในภพก่อนร้องเตือนว่าภัยคุกคามที่มองไม่เห็นนั้นน่าพรั่นพรึงกว่าศัตรูที่อยู่ตรงหน้าเสมอ
เมื่อขบวนหยุดพักแรมในยามค่ำคืน บรรยากาศอันหนักอึ้งก็เข้าปกคลุมกลุ่มตระกูลเสิ่นอีกครั้ง จ้าวชุนฮวาซึ่งนอนซมมาหลายวัน บัดนี้อาการทุเลาลงมากแล้ว แม้ใบหน้ายังคงซีดเซียว แต่แววตาที่มองมายังหลินหว่านชิวกลับเต็มไปด้วยความเกลียดชังที่คุกรุ่นยิ่งกว่าเดิม
"เสบียง! เอาเสบียงออกมา!" หญิงชราตวาดลั่น พยายามยันกายลุกขึ้นนั่งโดยมีเฉียนจินจินคอยประจบประแจงอยู่ข้างๆ "ข้าจะดูซิว่ามันเหลืออยู่เท่าใดกัน!"
เสิ่นไท่มีสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย แต่ก็มิกล้าขัดภรรยา เขาเดินไปปลดกระสอบข้าวสารใบสุดท้ายลงจากแคร่สัมภาระอย่างเชื่องช้า เมื่อแก้ปมเชือกออก สีหน้าของทุกคนก็พลันเปลี่ยนไป
กระสอบที่ควรจะยังพอมีข้าวสารอยู่เกือบครึ่ง บัดนี้กลับยุบแฟบลงไปอย่างน่าใจหาย
"นี่มันอะไรกัน!" จ้าวชุนฮวากรีดเสียงแหลม ดวงตาถลนแทบจะหลุดออกจากเบ้า "ข้าวสารหายไปไหน! ใครมันบังอาจขโมยเสบียงประทังชีวิตของพวกเรา!"
สายตาทุกคู่พลันจับจ้องมาที่หลินหว่านชิวและเสิ่นม่อเฉินโดยมิได้นัดหมาย มีเพียงสองแม่ลูกคู่นี้เท่านั้นที่ถูกมองว่าเป็นคนนอก
"ต้องเป็นนางแน่!" เฉียนจินจินรีบชี้หน้าหลินหว่านชิวทันที "ท่านแม่ดูสิเจ้าคะ เมื่อกลางวันนางก็หายเข้าไปในป่านานสองนาน ต้องแอบเอาข้าวสารไปซุกซ่อนไว้แน่ๆ!"
"ใช่แล้ว! ต้องเป็นเจ้า อีตัวซวย!" จ้าวชุนฮวาทุบพื้นดินด้วยความเดือดดาล "นังแพศยา! ไม่เพียงแต่ทำให้ลูกข้าตาย ยังคิดจะทำให้พวกเราอดตายกันทั้งบ้านอีกรึ!"
เสิ่นม่อเฉินตัวสั่นเทาด้วยความกลัวและความโกรธ เด็กชายก้าวมายืนบังร่างมารดาเลี้ยง ดวงตาจ้องมองย่าของตนอย่างไม่ยอมแพ้ "ท่านย่า! ท่านแม่ไม่ได้ขโมยนะขอรับ!"
"หุบปาก!" เสิ่นต้าเฉียง พี่ชายสามีผู้ขลาดเขลาตะคอกใส่หลานชาย "เด็กอย่างเจ้าจะไปรู้อะไร! แม่ของเจ้ามันร้ายกาจเพียงใดมีแต่ฟ้าดินที่รู้!"
ท่ามกลางวงล้อมแห่งการกล่าวหา หลินหว่านชิวกลับยืนนิ่งสงบอย่างน่าประหลาดใจ นางเพียงปรายตามองข้าวสารที่พร่องไปเล็กน้อยในกระสอบ ซึ่งเป็นฝีมือของนางเองที่ลอบนำออกมาแลกเกลือเมื่อกลางวัน ก่อนจะยิ้มเย็นที่มุมปาก
"ในเมื่อท่านแม่กล่าวหาข้าถึงเพียงนี้ เช่นนั้นต่อไปข้ากับอาเฉินก็ไม่ขอรบกวนเสบียงของตระกูลเสิ่นอีก"
คำประกาศของนางทำให้ทุกคนตกตะลึง แม้แต่จ้าวชุนฮวาที่กำลังเกรี้ยวกราดก็ยังชะงักไปชั่วครู่
"เจ้า... เจ้าว่าอะไรนะ?"
"ข้าบอกว่า" หลินหว่านชิวทวนคำช้าๆ ชัดๆ "นับแต่นี้ไป ข้ากับลูกจะหาอาหารกินกันเอง จะไม่แตะต้องข้าวสารของตระกูลแม้แต่เมล็ดเดียว พวกท่านจะได้ไม่ต้องคอยหวาดระแวงว่าข้าจะขโมยอีก"
นี่คือสิ่งที่นางต้องการ! การแยกตัวออกมาทำอาหารเองคือหนทางเดียวที่นางจะสามารถนำอาหารจากในมิติออกมาใช้ได้อย่างเปิดเผย ข้อกล่าวหานี้จึงไม่ต่างอะไรกับการหยิบยื่นโอกาสทองมาให้นางถึงที่
จ้าวชุนฮวาเมื่อได้สติก็หัวเราะเยาะหยันเสียงดัง "ฮ่าๆๆ! ดี! ดีมาก! ข้าอยากจะรู้นักว่าในป่าแล้งๆ เช่นนี้ สองแม่ลูกไร้ค่าอย่างพวกเจ้าจะหาอะไรมาประทังชีวิต! อย่าได้คลานกลับมาขอข้าวพวกข้ากินก็แล้วกัน!"
นางหันไปทางเสิ่นไท่ "ท่านพี่! ท่านก็ได้ยินแล้วนะ! ต่อไปนี้หากสองคนนี้อดตายก็ไม่เกี่ยวกับตระกูลเสิ่นของเรา!"
เสิ่นไท่พยักหน้ารับคำอย่างเย็นชา เขารู้สึกว่านี่เป็นการตัดภาระที่น่ารำคาญออกไปได้เป็นอย่างดี
หลินหว่านชิวไม่รอช้า นางจูงมือเสิ่นม่อเฉินเดินปลีกตัวออกมาจากวงล้อมของตระกูลเสิ่นทันที ไปหาที่นั่งเงียบๆ ใต้ต้นไม้แห้งกรังที่อยู่ห่างออกไป
"ท่านแม่..." เสิ่นม่อเฉินกระตุกแขนเสื้อนางเบาๆ ใบหน้าเล็กๆ ซีดเผือดด้วยความกังวล ดวงตาคลอหน่วยไปด้วยหยาดน้ำใส "แล้ว... แล้วเราจะกินอะไรกันขอรับ"
สำหรับเด็กเจ็ดหนาว การถูกตัดออกจากแหล่งอาหารของครอบครัวไม่ต่างอะไรจากคำพิพากษาประหารชีวิต
หลินหว่านชิวย่อตัวลงตรงหน้าเขา ใช้หลังมือเช็ดคราบฝุ่นบนแก้มให้อย่างอ่อนโยน ก่อนจะพยักหน้าให้เขาอย่างหนักแน่น แววตาของนางฉายประกายแห่งความมั่นใจที่ทำให้หัวใจดวงน้อยๆ ของเด็กชายสงบลงได้อย่างน่าอัศจรรย์
"อาเฉิน เชื่อใจแม่หรือไม่?"
เสิ่นม่อเฉินจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้นของมารดาเลี้ยง ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ "ข้า... ข้าเชื่อท่านแม่"
"ดีมาก" หลินหว่านชิวยิ้มบางเบา "เช่นนั้นนั่งรอตรงนี้เงียบๆ อย่าส่งเสียงดัง แม่จะไปหา 'ของวิเศษ' มาให้เจ้ากิน"
นางลุกขึ้นยืน อาศัยเงาของต้นไม้และร่างกายของตนเองบังสายตาจากกลุ่มของตระกูลเสิ่น นางแสร้งทำทีเป็นรื้อค้นห่อผ้าเก่าๆ ของตน แต่ในใจกลับเพ่งสมาธิไปยังรอยสักรูปใบไม้ที่ข้อมือ
เพียงพริบตาเดียว ความรู้สึกอุ่นวาบก็แล่นผ่าน พร้อมกับภาพของเรือนกระจกอันอุดมสมบูรณ์ปรากฏขึ้นในห้วงความคิด นางไม่ลังเลที่จะสั่งการด้วยจิตให้นำมันเทศสีเหลืองทองที่เพิ่งเก็บเกี่ยวและอบสุกใหม่ๆ ออกมาหนึ่งหัว
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ในมือของนางก็ปรากฏมันเทศอบร้อนๆ ส่งกลิ่นหอมหวานน่ารับประทานวางอยู่บนใบไม้แห้งใบใหญ่ที่นางเตรียมไว้
นางยื่นมันเทศให้แก่เสิ่นม่อเฉิน ซึ่งเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง กลิ่นหอมหวานของมันเทศทำให้ท้องของเขาที่ว่างเปล่ามาทั้งวันร้องประท้วงดังโครกคราก
"ท่านแม่... นี่คือ..."
"กินเสียสิ" หลินหว่านชิวกระซิบ "กินให้อิ่ม ท้องของเจ้าจะได้ไม่ต้องร้องอีก"
เสิ่นม่อเฉินรับมันเทศมาด้วยมือที่สั่นเทา ความร้อนอุ่นๆ และกลิ่นหอมของมันทำให้เขาน้ำตาซึม เด็กชายไม่เอ่ยถามว่ามารดาได้มันมาจากที่ใด เขารู้เพียงว่าตราบใดที่ยังมีนางอยู่ เขาก็จะไม่มีวันอดตาย
ขณะที่เด็กชายก้มหน้าก้มตากินมันเทศอย่างเอร็ดอร่อย หลินหว่านชิวก็ลอบสังเกตการณ์ไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง การตัดขาดจากตระกูลเสิ่นสำเร็จลุล่วงไปขั้นหนึ่งแล้ว ทว่าความรู้สึกถึงภยันตรายที่คืบคลานเข้ามานั้นกลับไม่ได้จางหายไปเลย
นางหรี่ตามองเข้าไปในความมืดมิดของพงไพรที่อยู่รายล้อม สรรพเสียงในยามราตรีดังระงม แต่กลับมีเสียงหนึ่งที่ผิดแผกไปจากปกติ
พลันนั้น... เสียงกิ่งไม้แห้งหักดังเป๊าะ!
เสียงนั้นดังมาจากทิศทางที่ไม่ไกลจากจุดที่พวกนางนั่งอยู่ มันไม่ใช่เสียงของสัตว์ป่าที่เดินหาอาหารตามปกติ แต่เป็นเสียงของน้ำหนักที่จงใจกดลงอย่างระมัดระวัง... เสียงฝีเท้าของมนุษย์ที่กำลังย่องเข้ามาในความมืด