การแลกเปลี่ยนครั้งแรก

เสียงกรีดร้องโหยหวนของจ้าวชุนฮวาดุจเสียงกาสะบัดปีกแห่งความตาย มันปลุกให้ขบวนผู้อพยพที่ซบเซาตื่นตระหนก เสิ่นไท่และเสิ่นต้าเฉียงรีบวิ่งพรวดไปยังเพิงพักซอมซ่อด้วยใบหน้าตื่นตระหนก ทว่าสิ่งที่พวกเขาเห็นมีเพียงหญิงชราที่นอนบิดกายงอเป็นกุ้งอยู่บนพื้นดินแห้งแข็ง ส่งเสียงครวญครางไม่หยุดหย่อน

หลินหว่านชิวมองภาพนั้นจากมุมมืดด้วยสายตาเรียบเฉย นางไม่ได้ใช้ยาพิษ เพียงแต่ใช้สมุนไพรฤทธิ์แรงที่กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้อย่างรุนแรงเท่านั้น แม้มิอาจคร่าชีวิต แต่ก็เพียงพอที่จะมอบความทุกข์ทรมานแสนสาหัสให้แก่ผู้ที่บังอาจคิดร้ายต่อนางและบุตรชาย

ความโกลาหลดำเนินไปชั่วครู่ใหญ่ ก่อนที่ทุกอย่างจะสงบลงเมื่อจ้าวชุนฮวาหมดสติไปด้วยความเจ็บปวดและอ่อนเพลีย เสิ่นไท่ทำได้เพียงสบถอย่างหัวเสีย แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้มากไปกว่าสั่งให้เฉียนจินจินคอยดูแลปรนนิบัติอย่างใกล้ชิด

รุ่งอรุณของวันใหม่มาพร้อมกับคำสั่งให้ออกเดินทางต่อ ขบวนผู้อพยพเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้าดุจมดงานที่เหนื่อยล้า ดวงตะวันแผดเผาไร้ความปรานี พื้นดินเบื้องล่างแตกระแหงเป็นเกล็ดปลาที่ตายแล้ว บรรยากาศอบอวลไปด้วยฝุ่นและความสิ้นหวัง จ้าวชุนฮวาถูกหามไปบนแคร่ไม้ไผ่แบบง่ายๆ นางอ่อนระโหยโรยแรงจนไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะขยับปากด่าทอผู้ใดอีก นับเป็นความสงบสุขชั่วคราวที่หลินหว่านชิวรู้สึกยินดียิ่งนัก

ขณะที่ขบวนกำลังเคลื่อนผ่านเนินเขาเตี้ยๆ ที่แห้งแล้งลูกหนึ่ง สายตาอันเฉียบคมของหลินหว่านชิวก็เหลือบไปเห็นเงาร่างหนึ่งกำลังเคลื่อนที่สวนทางมาแต่ไกล เป็นชายวัยกลางคนร่างท้วม เข็นรถลากไม้สองล้อที่บรรทุกของรุงรังมาด้วย

"พ่อค้าเร่!" ใครคนหนึ่งในขบวนตะโกนขึ้นด้วยเสียงแหบแห้ง

ดวงตาของทุกคนพลันลุกวาวขึ้นด้วยความหวัง แต่แล้วก็หม่นแสงลงอย่างรวดเร็ว ในยามที่แม้แต่รากไม้ยังหายากเย็นเช่นนี้ พวกเขาจะมีปัญญาเอาสิ่งใดไปแลกเปลี่ยนเล่า? หลายคนทำได้เพียงมองตามรถเข็นนั้นด้วยสายตาละห้อย

ทว่าในใจของหลินหว่านชิวกลับจุดประกายความคิดขึ้นมาวูบหนึ่ง นางเหลือบมองเสิ่นม่อเฉินที่เดินอยู่ข้างๆ เด็กชายผ่ายผอมลงทุกวัน แม้จะมีอาหารจากในมิติประทังชีวิต แต่ร่างกายก็ยังขาดแร่ธาตุสำคัญอย่างเกลือ ยิ่งไปกว่านั้น ยามค่ำคืนอากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ ผ้าห่มผืนเก่าที่ใช้ร่วมกันก็แทบไม่อาจต้านทานความหนาวเหน็บได้อีกต่อไป

นี่คือโอกาส!

"ม่อเอ๋อร์ เจ้าเดินตามท่านปู่ไปก่อนนะ แม่ปวดท้อง อยากจะไปปลดทุกข์ในป่าสักครู่" นางกระซิบกับบุตรชายพลางบีบมือเขาเบาๆ

เสิ่นม่อเฉินพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย เด็กชายชาญฉลาดพอที่จะไม่ซักไซ้ให้มากความ

เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดสนใจ หลินหว่านชิวก็แสร้งทำเป็นเดินกะเผลกแยกตัวออกจากกลุ่มอย่างแนบเนียน นางเร้นกายหายเข้าไปในพงไม้เตี้ยๆ ข้างทางอย่างรวดเร็ว เมื่อแน่ใจว่าลับตาคนแล้ว นางจึงเพ่งสมาธิไปยังรอยสักรูปใบไม้บนข้อมือ พริบตาต่อมา ทิวทัศน์รอบกายก็เปลี่ยนไปเป็นเรือนกระจกอันคุ้นเคย

นางไม่เสียเวลาชื่นชมความอุดมสมบูรณ์แม้แต่วินาทีเดียว ตรงไปยังชั้นวางสมุนไพรตากแห้งทันที ที่นี่คือคลังยาชั้นเลิศของนาง นางเลือกหยิบรากโสมป่าสองสามรากที่เก็บเกี่ยวและอบแห้งไว้เรียบร้อยแล้ว แม้จะไม่ใช่โสมพันปี แต่ในยุคสมัยที่ทุกสิ่งขาดแคลนเช่นนี้ มันก็มีค่าไม่ต่างจากทองคำ หลินหว่านชิวห่อมันด้วยผ้าขี้ริ้วผืนเล็กๆ อย่างมิดชิด แล้วจึงออกจากมิติกลับสู่โลกภายนอก

จากนั้นนางก้มลงคว้าดินโคลนแห้งๆ ข้างทางมาป้ายใบหน้าและลำคอจนมอมแมม ใช้เขม่าดำที่ติดอยู่ตามเปลือกไม้มาทาใต้ตาให้ดูคล้ำลึก ยีผมเผ้าให้ยุ่งเหยิงแล้วดึงลงมาปิดหน้า จากสะใภ้รองที่ดูซูบซีดก็กลายเป็นหญิงชราขอทานที่น่าเวทนาในทันที

นางเดินอ้อมเนินเขาเพื่อดักรอพ่อค้าเร่ที่กำลังเข็นรถใกล้เข้ามา ชายผู้นั้นมองนางด้วยสายตาระแวดระวัง เตรียมพร้อมจะขับไล่หากนางเข้ามาขออาหาร

"ท่านผู้เฒ่า..." หลินหว่านชิวแสร้งทำเสียงแหบเครือจนผิดเพี้ยน "ข้า... ข้ามีของดีมาแลก"

พ่อค้าเร่เลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ มองสภาพนางตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างไม่เชื่อถือ "ของดีรึ? ยายเฒ่าอย่างเจ้าจะมีอะไรดี"

หลินหว่านชิวไม่พูดพร่ำทำเพลง นางค่อยๆ คลี่ห่อผ้าขี้ริ้วออก เผยให้เห็นรากโสมที่สมบูรณ์และแห้งสนิท กลิ่นหอมอ่อนๆ ของมันลอยไปแตะจมูกพ่อค้า

ดวงตาของชายวัยกลางคนพลันเบิกกว้าง! ในฐานะพ่อค้าที่เดินทางไปทั่ว เขาย่อมดูของเป็น รากโสมพวกนี้แม้จะไม่ใช่ของชั้นเลิศ แต่ก็มีคุณภาพสูงหาได้ยากยิ่งในสภาวการณ์เช่นนี้

"เจ้า... เจ้าไปได้มันมาจากที่ใด?" เขาถามเสียงสั่น

"ท่านอย่าถามเลย" หลินหว่านชิวส่ายหน้า "ข้าขอแลกกับเกลือหนึ่งถุงเล็ก กับผ้าห่มสักผืน"

พ่อค้าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง การค้าขายกับผู้อพยพมีความเสี่ยง แต่รากโสมตรงหน้าก็เย้ายวนเกินห้ามใจ สุดท้ายความโลภก็มีชัยเหนือความระแวง "ตกลง! แต่ต้องเป็นผ้าห่มผืนบางที่สุดนะ!"

การแลกเปลี่ยนเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หลินหว่านชิวคว้าถุงเกลือขนาดเท่าฝ่ามือและผ้าห่มสีมอซอผืนบางมาซุกไว้ในอกเสื้อ แล้วรีบปลีกตัวจากไปทันที นางไม่ต้องการให้ใครจดจำใบหน้าได้ นี่คือทรัพยากรชิ้นแรกที่นางหามาจากโลกภายนอก และมันทำให้นางตระหนักถึงช่องทางการเอาชีวิตรอดใหม่ที่สำคัญยิ่ง

ขณะเดียวกัน ที่ขบวนของตระกูลเสิ่น เฉียนจินจินซึ่งคอยจับตาดูหลินหว่านชิวอยู่ตลอดเวลาก็หน้าตื่นขึ้นมา "ท่านพ่อ! ท่านพ่อเจ้าคะ!" นางวิ่งกระหืดกระหอบไปหาเสิ่นไท่ที่กำลังเดินนำอยู่หน้าขบวน

"มีอะไร เอะอะโวยวาย!" เสิ่นไท่หันมาตวาดอย่างรำคาญใจ

"สะใภ้รองเจ้าค่ะ! นางหายตัวไป!" เฉียนจินจินชี้ไปยังท้ายขบวน "ข้ามองหานางตั้งนานแล้วก็ไม่เห็นแม้แต่เงา หรือว่านางจะหนีไปแล้ว!"

คิ้วของเสิ่นไท่ขมวดมุ่น หากหลินหว่านชิวหนีไปจริงก็เท่ากับแรงงานแบกหามหายไปหนึ่งคน เขากำลังจะหันไปสั่งให้คนออกตามหา ทว่าในจังหวะนั้นเอง ร่างซอมซ่อของหลินหว่านชิวก็เดินกะเผลกออกมาจากพงไม้ข้างทางพอดี ใบหน้าของนางยังคงดูซีดเซียวอ่อนล้าเช่นเดิม

"เจ้าหายไปไหนมา!" เสิ่นไท่ตวาดถามทันที สายตาคมปลาบกวาดมองนางอย่างจับผิด

เฉียนจินจินรีบเสริม "ใช่แล้ว! เจ้าแอบหนีไปทำอะไรมา บอกมานะ!"

หลินหว่านชิวแสร้งทำท่าตกใจเล็กน้อย ก่อนจะก้มหน้าลงด้วยท่าทีเหนียมอาย "ข้า... ข้าเพียงแต่ไปปลดทุกข์ในป่ามาเจ้าค่ะ" นางตอบเสียงแผ่วเบา "ร่างกายไม่ค่อยสู้ดีนัก จึงใช้เวลานานไปหน่อย"

คำตอบของนางทำให้เสิ่นไท่และเฉียนจินจินชะงักไป การไปทำธุระส่วนตัวในป่าเป็นเรื่องปกติของผู้อพยพ อีกทั้งท่าทางอับอายของนางก็ดูสมจริงจนยากจะจับผิดได้

"哼! ไร้ประโยชน์!" เสิ่นไท่แค่นเสียงอย่างไม่พอใจ แต่ก็ไม่อาจหาเหตุผลมาเอาเรื่องนางได้ จึงทำเพียงสะบัดหน้าแล้วเดินนำต่อไป

เฉียนจินจินมองตามแผ่นหลังของหลินหว่านชิวด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย แม้นางจะหาหลักฐานไม่ได้ แต่สัญชาตญาณกลับร้องเตือนว่าสตรีผู้นี้ต้องมีบางอย่างปิดบังซ่อนเร้นอยู่เป็นแน่

หลินหว่านชิวเดินกลับไปหาเสิ่นม่อเฉินเงียบๆ นางไม่สนใจสายตาของเฉียนจินจินแม้แต่น้อย มือข้างหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกว้างลูบถุงเกลือและผ้าห่มผืนบางอย่างแผ่วเบา หัวใจของนางเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น นี่เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น

เมื่อขบวนหยุดพักในช่วงบ่ายแก่ๆ หลินหว่านชิวพาลูกชายไปนั่งยังมุมอับสายตา นางค่อยๆ ล้วงเอาถุงเกลือออกมาให้เขาดู ดวงตาของเสิ่นม่อเฉินเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงระคนดีใจ

"ท่านแม่... นี่คือ..."

"เกลือ" หลินหว่านชิวกระซิบตอบรอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่เคยเรียบเฉย "ต่อไปนี้เราจะมีอาหารรสชาติดีขึ้นแล้ว"

ทว่าก่อนที่รอยยิ้มนั้นจะทันจางหายไป หางตาของนางพลันเหลือบไปเห็นประกายแสงบางอย่างสะท้อนวูบวาบมาจากบนสันเขาที่อยู่ห่างไกลออกไป มันเป็นแสงสะท้อนของโลหะที่กระทบกับแสงแดดยามบ่าย คล้ายกับมีคนกำลังใช้กระจกหรือใบมีดสอดส่องมายังพวกเขา...

หัวใจของหลินหว่านชิวพลันกระตุกวูบ ความรู้สึกเหมือนถูกจับตามองโดยสัตว์ร้ายที่ซุ่มซ่อนอยู่ในเงามืดเข้าจู่โจมประสาทสัมผัสของนางอย่างรุนแรง! ดูเหมือนว่าภัยคุกคามระลอกใหม่ที่น่าสะพรึงกลัวกว่าความอดอยากกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกขณะ