ตอนที่ 1

***บทที่ 1: ลืมตาตื่นในกระท่อมร้าง***

ความปวดร้าวแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย ประดุจถูกหินผาหนักอึ้งนับพันชั่งทับถมลงบนร่าง กลิ่นอับชื้นผสมผสานกับฝุ่นโคลนแห้งกรังลอยเตะจมูกจนต้องนิ่วหน้า หลินชิงพยายามขยับเปลือกตาที่หนักอึ้ง สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือความแห้งผากภายในลำคอที่ราวกับถูกแผดเผาด้วยเปลวเพลิง และความรู้สึกหิวโหยที่กัดกินลึกลงไปถึงกระเพาะ

นางจำได้ว่าตนเองเป็นเพียงพนักงานบริษัทธรรมดาผู้มีงานอดิเรกคือการเล่นเกมปลูกผักทำฟาร์ม ทว่าเพียงแค่หลับตาลงพักผ่อนในค่ำคืนหนึ่ง ไฉนเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง โลกทั้งใบกลับพลิกผันไปสิ้น

"ท่านพี่... อวี้เอ๋อร์หนาวเหลือเกิน..."

เสียงแหบพร่าและสั่นเทาของเด็กน้อยดังขึ้นเบาๆ ข้างหู หลินชิงก้มลงมองด้วยสายตาพร่ามัว ก่อนจะพบว่าในอ้อมแขนของตนมีร่างเล็กจ้อยของเด็กชายวัยราวห้าขวบซุกซ่อนอยู่ ร่างกายของเด็กน้อยผ่ายผอมจนแทบจะเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก ใบหน้าเล็กๆ นั้นแดงก่ำ ลมหายใจที่เป่ารดผิวของนางร้อนระอุประดุจเตาไฟที่กำลังลุกโชน

ฉับพลันนั้นเอง ความทรงจำสายหนึ่งก็หลั่งไหลทะลักเข้ามาในหัวราวกับกระแสน้ำป่า มันสาดซัดจนนางต้องกัดฟันข่มความเจ็บปวด

ร่างที่นางอาศัยอยู่นี้มีนามว่า 'หลินชิง' เช่นเดียวกัน เป็นเพียงดรุณีวัยสิบสามหนาวที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านคูมู่ ดินแดนที่กำลังเผชิญกับภัยแล้งรุนแรงที่สุดในรอบสิบปี แผ่นดินแตกระแหงไร้ซึ่งหยาดพิรุณ บิดามารดาของร่างเดิมตรากตรำทำงานหนักจนล้มป่วยและจากไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ทิ้งนางและ 'หลินอวี้' น้องชายวัยห้าขวบไว้เบื้องหลัง

แทนที่เครือญาติจะเมตตา ตระกูลหลินกลับมองว่าสองพี่น้องเป็นตัวภาระที่เปลืองข้าวสุก พวกเขาขับไล่เด็กกำพร้าทั้งสองออกจากบ้านใหญ่ ให้มาอาศัยอยู่ในกระท่อมผุพังท้ายหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ติดกับตีนเขาอู่อวิ๋นอันรกร้าง กระท่อมหลังนี้หลังคามุงแฝกหลุดลุ่ย ผนังดินแตกร้าวแทบจะกันลมหนาวยามค่ำคืนไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

หลินชิงคนเดิมพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อหาของป่าและยอดหญ้ามาต้มประทังชีวิตน้องชาย ทว่าความอดอยากและสภาพอากาศที่เลวร้ายก็พรากลมหายใจของเด็กสาวไปอย่างเงียบงัน ทิ้งไว้เพียงร่างว่างเปล่าให้วิญญาณจากต่างยุคเข้ามาสวมรอยแทน

หลินชิงกวาดสายตามองไปรอบกระท่อมที่ว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่เมล็ดข้าวสารสักเม็ดตกหล่นอยู่ นางก้มมองหลินอวี้ที่กำลังสั่นสะท้านอยู่ในอ้อมแขน อาการไข้ขึ้นสูงของเด็กน้อยอยู่ในขั้นวิกฤต หากปล่อยทิ้งไว้เช่นนี้โดยไม่ได้รับการบรรเทาความร้อน เขาคงไม่อาจมีชีวิตรอดพ้นคืนนี้ไปได้

"ไม่ต้องกลัวนะอวี้เอ๋อร์ พี่สาวอยู่นี่แล้ว..." หลินชิงกระซิบเสียงแผ่ว พยายามกระชับอ้อมกอดเพื่อให้ความอบอุ่น แม้ร่างของนางเองจะซูบผอมจนแทบไม่มีเรี่ยวแรงก็ตาม

ปัง!

ทันใดนั้น บานประตูไม้ที่ผุพังก็ถูกเตะเปิดออกอย่างแรงจนบานพับหลุดกระเด็น แสงแดดอันร้อนระอุจากภายนอกสาดส่องเข้ามา เผยให้เห็นร่างของสตรีวัยกลางคนผู้มีใบหน้าเหลี่ยมและโหนกแก้มสูง แววตาของนางเต็มไปด้วยความละโมบและร้ายกาจ

นางคือ 'หวังชุยฮวา' ป้าสะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลหลิน

"หึ! ยังไม่ตายกันอีกหรือนี่ ข้าก็นึกว่าพวกเจ้าสองพี่น้องจะหิวตายกลายเป็นผีเฝ้าภูเขาไปเสียแล้ว!" หวังชุยฮวากล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน สายตาของนางกวาดมองไปรอบกระท่อมอย่างประเมินค่า ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่มุมห้อง

ตรงนั้นมีหม้อดินเก่าๆ ที่บิ่นไปครึ่งหนึ่งวางอยู่ และข้างกันคือเศษผ้าฝ้ายสีซีดที่ถูกพับไว้อย่างระมัดระวัง ซึ่งเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่บิดามารดาทิ้งไว้ให้สองพี่น้อง

ป้าสะใภ้ใหญ่ไม่รอช้า นางก้าวอาดยาวเข้ามาหมายจะคว้าของทั้งสองสิ่งนั้นไปหน้าตาเฉย "ในเมื่อพวกเจ้าก็ร่อแร่เต็มทีแล้ว เก็บของพวกนี้ไว้ก็ไร้ประโยชน์ หม้อดินนี่ข้าจะเอาไปต้มน้ำแกงที่บ้านใหญ่ ส่วนเศษผ้านี่ก็นำไปเย็บเป็นพื้นรองเท้าให้บุตรชายข้าได้พอดี พวกเจ้าคงไม่ขัดข้องกระมัง!"

"หยุดเดี๋ยวนี้นะ!"

เสียงตวาดแหบพร่าแต่แฝงไปด้วยความเด็ดขาดดังขึ้น หวังชุยฮวาชะงักมือที่กำลังจะเอื้อมไปหยิบหม้อดิน นางหันขวับกลับมามองด้วยความประหลาดใจ

หลินชิงค่อยๆ ประคองร่างของหลินอวี้ให้นอนลงบนกองฟางอย่างทะนุถนอม ก่อนจะใช้มือที่สั่นเทายันกายลุกขึ้นยืน แม้ร่างกายจะอ่อนแอราวกับกิ่งไม้แห้งที่พร้อมจะหักสะบั้น ทว่าแววตาที่จ้องมองมากลับเย็นเยียบดุจน้ำแข็งในเหมันตฤดู

ในมือของเด็กสาวกำ 'เคียวบิ่น' ที่ขึ้นสนิมเขรอะไว้แน่น ด้ามไม้ที่เก่าคร่ำคร่าถูกบีบจนข้อปูดโปน

"นังเด็กชั้นต่ำ! นี่เจ้ากล้าตวาดข้าหรือ? วางเคียวบิ่นนั่นลงเดี๋ยวนี้ หากข้าพลั้งมือตบเจ้าจนตายคาที่ อย่าหาว่าป้าสะใภ้ผู้นี้ไม่ปรานี!" หวังชุยฮวาเชิดหน้าขึ้น ถลึงตาข่มขู่ นางไม่เชื่อเด็ดขาดว่าหลินชิงที่มักจะขี้ขลาดตาขาวและยอมคนมาตลอด จะกล้าทำอันใดนางได้

หลินชิงไม่ถอยหนี นางกลับก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ปลายเคียวในมือชี้ตรงไปยังสตรีผู้หิวโมโห ริมฝีปากแห้งผากขยับยิ้มเย็นชา

"ท่านป้าสะใภ้ใหญ่... ท่านลองก้าวเข้ามาอีกเพียงครึ่งก้าวดูสิ ข้าอาจจะไร้เรี่ยวแรงสู้รบปรบมือกับท่าน แต่เคียวเล่มนี้แม้จะบิ่น มันก็พอจะบากหน้าท่านให้เสียโฉมไปตลอดชีวิตได้!"

"เจ้า... นังเด็กอกตัญญู!" หวังชุยฮวาผงะไปเล็กน้อย แววตาดุดันของหลินชิงทำให้นางรู้สึกลอบหนาวเหน็บในใจอย่างประหลาด

"อกตัญญูหรือ?" หลินชิงแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน "ตอนที่ท่านลุงกับท่านป้าขับไล่พวกข้าที่กำลังโศกเศร้าจากการสูญเสียบิดามารดาออกจากบ้านใหญ่ ยึดครองที่นาและเสบียงทั้งหมดไป ทิ้งให้พวกข้าต้องมาทนทุกข์อยู่ในกระท่อมร้างแห่งนี้ ท่านเคยนึกถึงคำว่าคุณธรรมบ้างหรือไม่?"

เด็กสาวหรี่ตาลง น้ำเสียงของนางราบเรียบแต่แฝงไปด้วยคมมีดที่กรีดลึก "ท่านคิดว่าหมู่บ้านคูมู่แห่งนี้ไม่มีกฎเกณฑ์หรืออย่างไร? หากท่านย่ารู้ว่าท่านแอบมาขโมยหม้อดินใบสุดท้ายและเสื้อผ้าของหลานกำพร้า หรือหากผู้นำหมู่บ้านล่วงรู้ว่าท่านรังแกพวกข้าจนถึงขั้นบีบคั้นให้ตาย ท่านคิดว่าครอบครัวของท่านยังมีหน้าเดินเชิดชูคอในตลาดอำเภอชิงผิงได้อีกหรือ? บุตรชายของท่านที่กำลังเตรียมตัวจะสอบเล่า จะไม่ถูกผู้คนครหาจนหมดอนาคตเชียวหรือ?"

ถ้อยคำของหลินชิงราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจของหวังชุยฮวา สตรีหน้าเลือดชะงักงัน ใบหน้าเปลี่ยนสีสลับไปมาระหว่างเขียวคล้ำและซีดเผือด นางเป็นคนโลภก็จริง แต่เรื่องหน้าตาและอนาคตของบุตรชายคือจุดอ่อนที่นางหวงแหนที่สุด

การแลกหม้อดินบิ่นๆ กับเศษผ้าเก่าๆ ด้วยชื่อเสียงของครอบครัว และยิ่งต้องเสี่ยงกับการถูกนังเด็กบ้าคลั่งตรงหน้าบากหน้าเอา ไม่คุ้มค่ากันเลยแม้แต่น้อย!

"ฝากไว้ก่อนเถอะนังเด็กปีศาจ! ข้าจะคอยดูว่าพวกเจ้าสองพี่น้องจะรอดพ้นความตายไปได้สักกี่น้ำ!" หวังชุยฮวากัดฟันกรอด ถ่มน้ำลายลงบนพื้นดินแห้งผากด้วยความคับแค้นใจ ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อแล้วเดินกระทืบเท้าตึงตังจากไป

เมื่อแผ่นหลังของป้าสะใภ้ใหญ่ลับสายตาไป บรรยากาศอันตึงเครียดภายในกระท่อมก็คลายลง ทว่าเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายที่หลินชิงเค้นออกมาราวกับถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น นางทิ้งเคียวในมือลงบนพื้นดินดังกราว ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งหอบหายใจอย่างหนักหน่วง อาการหน้ามืดวิงเวียนโจมตีจนโลกหมุนคว้าง

"ท่านพี่..."

เสียงครางแผ่วเบาดังมาจากกองฟาง หลินชิงรีบคลานเข้าไปหาน้องชาย มือที่สั่นเทาสัมผัสลงบนหน้าผากเล็ก ร่างของหลินอวี้ร้อนจัดยิ่งกว่าเดิม ลมหายใจของเขาเริ่มขาดห้วงและอ่อนแรงลงทุกขณะ

ความสิ้นหวังเกาะกุมจิตใจของหลินชิง แม้นางจะขับไล่ญาติจอมละโมบไปได้ด้วยไหวพริบ ทว่าในสถานการณ์ที่ไร้ซึ่งอาหาร ไร้ซึ่งยารักษาโรค และร่างกายที่อ่อนแอเช่นนี้ นางจะช่วยชีวิตน้องชายตัวน้อยเอาไว้ได้อย่างไร? ความรู้เรื่องการทำฟาร์มในยุคปัจจุบันจะไปมีประโยชน์อันใดเมื่อแม้แต่น้ำหยดเดียวก็ยังหาไม่ได้ในดินแดนแล้งแค้นแห่งนี้?

หยาดน้ำตาแห่งความอับจนหนทางเอ่อคลอเบ้า ในขณะที่จิตใจของนางกำลังดิ่งลึกลงสู่ห้วงเหวแห่งความสิ้นหวังนั้นเอง...

ติง...

เสียงกังวานใสราวกับหยดน้ำตกกระทบแผ่นหยกดังสะท้อนขึ้นในโสตประสาท มันไม่ใช่เสียงที่ควรจะเกิดขึ้นในโลกยุคโบราณแห่งนี้ ทันใดนั้น เสียงเล็กๆ คล้ายเด็กน้อยทว่าไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกก็ดังขึ้นก้องกังวานในห้วงคำนึง

[ตรวจพบความผันผวนของวิญญาณนายหญิง... เงื่อนไขการหลอมรวมครบถ้วน...]

[กำลังเปิดใช้งานระบบ... กำลังเชื่อมต่อจิตวิญญาณเข้าสู่ 'มิติฟาร์มสวรรค์'...]

สิ้นเสียงประหลาดนั้น แสงสว่างจ้าสีเขียวมรกตก็พลันสว่างวาบขึ้นในหัว กลืนกินสติสัมปชัญญะและภาพกระท่อมร้างเบื้องหน้าของหลินชิงไปจนหมดสิ้น!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: มิติฟาร์มสวรรค์และเจ้าข้าวสาลี]**