ตอนที่ 10
***บทที่ 10: จมูกสุนัขของป้าสะใภ้ใหญ่***
"ปัง! ปัง! ปัง!"
เสียงทุบประตูไม้ไผ่ที่ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับจะพังทลายลงมาในชั่วพริบตา ดึงให้บรรยากาศอันเงียบสงบของกระท่อมท้ายหมู่บ้านขาดสะบั้นลง เสียงแหลมปรี๊ดของหวังชุยฮวาดังแผดทะลุช่องลมเข้ามา บ่งบอกถึงความละโมบที่ถูกกระตุ้นด้วยกลิ่นหอมของเนื้อหมูตุ๋นที่โชยไปไกล
"นังเด็กเหลือขอ! ซ่อนของดีอันใดไว้ข้างใน แอบกินเนื้อไม่แบ่งปันผู้หลักผู้ใหญ่ ช่างอกตัญญูนัก! เปิดประตูให้ข้าเดี๋ยวนี้!"
หลินชิงยืนนิ่งอยู่กลางเรือน ดวงตาหงส์หรี่แคบลงจนกลายเป็นเส้นโค้งอันเยือกเย็น นางปรายตามองถังน้ำล้างกระทะในมือที่ขุ่นคลั่กไปด้วยคราบมันหมู ผสมขี้เถ้าดำปี๋และโคลนตมที่นางจงใจกวาดมารวมกัน มุมปากของดรุณีน้อยยกยิ้มขึ้นอย่างมาดร้าย... จมูกสุนัขของป้าสะใภ้ใหญ่ผู้นี้ช่างไวต่อกลิ่นอาหารยิ่งนัก ทว่าคืนนี้ หากอยากกินเนื้อ คงต้องลิ้มรสโคลนตมไปเสียก่อน!
นางหันไปส่งสัญญาณมือให้หลินอวี้ที่นั่งเบิกตากว้างอยู่บนเตียงฟาง เด็กน้อยผู้รู้ความรีบยกมือขึ้นปิดปากตนเองแน่น ซุกตัวเข้าไปในมุมมืดที่สุดของกระท่อมอย่างเงียบเชียบ ไม่ส่งเสียงแม้แต่ครึ่งคำ
เมื่อเห็นว่าน้องชายปลอดภัย หลินชิงก็ยกถังน้ำโคลนขึ้นด้วยสองมือ ร่างกายที่ซูบผอมจนเห็นกระดูกกลับมีเรี่ยวแรงมหาศาลจากความมุ่งมั่น นางก้าวเท้าเข้าประชิดบานประตูไม้ไผ่ที่กำลังสั่นคลอนจากการถูกกระแทกอย่างหนัก ฟังจังหวะการลงน้ำหนักของคนด้านนอกอย่างใจเย็น
"นังตัวดี! หากเจ้าไม่เปิด ข้าจะพังเข้าไปแล้วนะ!" หวังชุยฮวาตะคอกสุดเสียง พร้อมกับถอยหลังไปสองก้าว หมายมั่นจะใช้ไหล่หนาๆ ของตนกระแทกบานประตูให้แตกหัก
*แอ๊ดดด...*
ในเสี้ยววินาทีที่หวังชุยฮวาทิ้งน้ำหนักตัวพุ่งเข้ามา หลินชิงกลับเป็นฝ่ายปลดสลักและดึงบานประตูเปิดออกอย่างกะทันหัน ร่างอวบอ้วนของป้าสะใภ้ใหญ่สูญเสียจุดศูนย์ถ่วง พุ่งถลาคะมำมาข้างหน้าอย่างไม่อาจควบคุมได้
"ซ่าาา!"
ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย หลินชิงสาดน้ำล้างกระทะที่อุดมไปด้วยคราบมัน ขี้เถ้า และโคลนตมในถังไม้ สาดโครมเข้าใส่ใบหน้าและลำตัวของหญิงวัยกลางคนที่กำลังพุ่งถลาเข้ามาอย่างแม่นยำราวกับจับวาง!
"กรี๊ดดดด! แค่กๆๆ! น้ำบัดซบอันใดกันเนี่ย!"
หวังชุยฮวากรีดร้องเสียงหลงล้มกลิ้งลงไปคลุกกับพื้นดินหน้าประตู น้ำโคลนสีดำสนิทไหลเยิ้มตั้งแต่เส้นผมจรดปลายคาง กลิ่นเหม็นคาวของขี้เถ้าเปียกผสมกับคราบมันหมูเก่าๆ ทำให้หัวคิ้วของนางกระตุกยิก นางพยายามลืมตาที่แสบเคืองขึ้นมองดรุณีน้อยที่ยืนตระหง่านอยู่หน้าประตูด้วยสายตาเคียดแค้น
"โอ๊ะ! ท่านป้าสะใภ้ใหญ่ เหตุใดท่านจึงรีบร้อนพุ่งเข้ามารับน้ำล้างกระทะของข้าเช่นนี้เล่าเจ้าคะ ข้ากำลังจะสาดทิ้งเสียพอดี" หลินชิงแสร้งยกมือขึ้นทาบอกด้วยความตกใจ ทว่าแววตาที่ทอดมองลงมากลับเย็นเยียบและเย้ยหยัน
"นังเด็กสมควรตาย! เจ้ากล้าสาดน้ำโคลนใส่ข้า! ข้าได้กลิ่นเนื้อหมูออกมาจากเรือนเจ้า ส่งมันมาให้ข้าเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นข้าจะทุบตีเจ้าให้ตายคาที่!" หวังชุยฮวาตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน ชี้หน้าด่าทอพลางพยายามจะก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาเพื่อค้นหาของกิน
ทว่าหลินชิงกลับยืนขวางประตูไว้ดุจปราการเหล็ก นางเชิดหน้าขึ้น เอ่ยด้วยน้ำเสียงดังกังวานและเฉียบขาด "ท่านป้าสะใภ้ใหญ่! หากท่านกล้าก้าวเท้าเข้ามาในเรือนของข้าแม้อีกเพียงครึ่งก้าว ข้าจะไปตีกลองร้องป่าวที่เรือนผู้ใหญ่บ้านเดี๋ยวนี้ ว่าท่านบุกรุกเคหสถานยามวิกาล หมายจะปล้นชิงทรัพย์สินและทำร้ายเด็กกำพร้า! กฎหมายของแคว้นระบุไว้ชัดเจน โจรปล้นเรือนยามวิกาล โทษเบาคือโบยห้าสิบไม้ โทษหนักคือเนรเทศใช้แรงงาน ท่านอยากลองดูหรือไม่เล่า!"
คำขู่ที่อ้างถึงกฎหมายและผู้ใหญ่บ้านทำเอาหวังชุยฮวาชะงักงัน แม้นางจะหน้าหนาเพียงใด แต่ก็ยังมีความหวาดกลัวต่ออำนาจของผู้ใหญ่บ้านและบทลงโทษ ทว่าความตระหนกนั้นเกิดขึ้นเพียงครู่เดียว เมื่อนึกถึงความหอมของเนื้อ นางก็กัดฟันเตรียมจะด่าทอต่อ
แต่หลินชิงได้คำนวณทุกอย่างไว้ล่วงหน้าแล้ว เสียงโวยวายและเสียงประตูกระแทกเมื่อครู่ดังก้องไปไกลในยามค่ำคืนที่เงียบสงัด แสงจากตะเกียงน้ำมันหลายดวงเริ่มปรากฏขึ้นตามทางเดิน ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ละแวกใกล้เคียงต่างถือคบเพลิงและตะเกียงเดินมารวมตัวกันที่หน้ากระท่อมท้ายหมู่บ้านด้วยความสอดรู้สอดเห็น
เมื่อเห็นว่ามวลชนมารวมตัวกันมากพอแล้ว หลินชิงก็พลิกบทบาทในชั่วพริบตา แววตาที่เคยแข็งกร้าวและเยือกเย็นแปรเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวและโศกเศร้า ร่างกายที่ผอมบางเริ่มสั่นเทาราวกับลูกนกตกน้ำ นางทรุดตัวลงนั่งกองกับพื้น หยิกต้นขาตนเองอย่างแรงจนน้ำตาร่วงเผาะไหลอาบสองแก้มที่ตอบซูบ
"ฮือๆๆ... ท่านลุงท่านป้า ช่วยข้ากับอวี้เอ๋อร์ด้วยเจ้าค่ะ!" เสียงสะอื้นไห้ของดรุณีน้อยดังปริ่มจะขาดใจ "ป้าสะใภ้ใหญ่จะพังประตูเข้ามาตีพวกเรา! นางอ้างว่าได้กลิ่นเนื้อหมู... แต่กระท่อมผุพังเช่นนี้ ข้าจะมีปัญญาซื้อเนื้อมาจากที่ใดเล่าเจ้าคะ! ข้าเพียงแค่ขุดรากไม้บนเขามาต้มประทังชีวิต นางก็หาว่าข้าซ่อนของดี นางต้องการจะแย่งชิงน้ำแกงรากไม้ชามสุดท้ายที่ข้าเหลือไว้ต่อชีวิตอวี้เอ๋อร์ ฮือๆ... ตอนแบ่งแยกครอบครัว นางก็ยึดสมบัติไปหมด ทิ้งให้พวกเราสองพี่น้องต้องอดอยากรอความตาย บัดนี้ยังจะมาปล้นชิงความหวังสุดท้ายของพวกเราไปอีก ฟ้าดินจงเป็นพยานเถิด ข้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว!"
คำรำพันที่เจือไปด้วยความรันทดและหยาดน้ำตาที่ไหลพรากราวกับทำนบแตก ทำเอาชาวบ้านที่มายืนมุงดูต่างสะเทือนใจไปตามๆ กัน เมื่อพวกเขามองดูหลินชิงที่ผอมจนหนังหุ้มกระดูก สวมเสื้อผ้าปะชุนขาดวิ่น นั่งร้องไห้อย่างน่าเวทนา สลับกับมองหวังชุยฮวาที่รูปร่างอวบอ้วนสมบูรณ์ ทว่าบัดนี้กลับมีสภาพเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนตมยืนจังก้าอยู่หน้าประตู ความโกรธเคืองในใจของมวลชนก็ถูกจุดประกายขึ้นทันที
"หวังชุยฮวา! เจ้านี่มันเกินคนไปแล้วจริงๆ! รังแกเด็กกำพร้าที่ไร้ทางสู้ยามค่ำคืนเช่นนี้ จิตใจเจ้าทำด้วยสิ่งใด!" ลุงจาง เพื่อนบ้านที่อยู่ถัดไปสองหลังคาเรือนตะโกนต่อว่าอย่างเหลืออด
"นั่นสิ! แค่เด็กต้มรากไม้กินประทังชีวิต เจ้ายังละโมบหน้ามืดตามัวมาแย่งชิง สวรรค์ไม่มีตาหรืออย่างไรที่ปล่อยให้คนใจดำเช่นเจ้าลอยนวลอยู่ได้!" ป้าหลี่ที่ยืนอยู่ข้างๆ เสริมทัพด้วยน้ำเสียงรังเกียจ
"หน้าไม่อายจริงๆ เอาเปรียบหลานตั้งแต่แบ่งบ้าน ยังจะตามมารังควานไม่เลิกรา พรุ่งนี้ข้าจะนำเรื่องนี้ไปแจ้งผู้ใหญ่บ้าน ให้ขับไล่เจ้าออกจากหมู่บ้านเสีย!"
เสียงประณามก่นด่าจากชาวบ้านดังระงมขึ้นเรื่อยๆ หวังชุยฮวาที่ตกเป็นเป้าสายตาแห่งความเกลียดชังถึงกับหน้าซีดเผือด สลับกับแดงก่ำด้วยความอับอายและโกรธแค้น นางชี้มือที่สั่นเทาไปทางหลินชิง "พะ... พวกเจ้าอย่าไปเชื่อมารยาของนังเด็กแพศยานี่! มันโกหก! มันเพิ่งสาดน้ำโคลนใส่ข้า พวกเจ้าดูสภาพข้าสิ!"
"ถ้านางไม่สาดน้ำไล่เจ้า เจ้าคงบีบคอนางเพื่อแย่งของกินไปแล้วกระมัง! ไสหัวกลับไปเดี๋ยวนี้ ก่อนที่พวกข้าจะช่วยกันทุบตีเจ้าแทนเด็กๆ!" ชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านก้าวออกมาข้างหน้าพร้อมกับยกจอบในมือขึ้นข่มขู่
เมื่อเผชิญกับมติมวลชนที่กดดันอย่างหนัก หวังชุยฮวาที่แม้จะร้ายกาจเพียงใดก็ไม่อาจต้านทานไหว นางรู้ดีว่าหากยังดึงดันต่อไป เรื่องนี้ถึงหูผู้ใหญ่บ้านแน่ นางจึงได้แต่กระทืบเท้าด้วยความขัดใจ ถ่มน้ำลายลงพื้นแล้วชี้หน้าหลินชิงอย่างอาฆาต
"ฝากไว้ก่อนเถอะนังตัวดี! วันหน้าข้าจะมาคิดบัญชีกับเจ้าแน่!"
กล่าวจบนางก็หันหลังเดินกระแทกเท้าปึงปังจากไปท่ามกลางเสียงโห่ไล่ของชาวบ้าน หลินชิงแสร้งปาดน้ำตา กล่าวขอบคุณชาวบ้านทุกคนด้วยความซาบซึ้งใจจนพวกเขาเดินแยกย้ายกันกลับไปพักผ่อน
เมื่อแสงตะเกียงดวงสุดท้ายลับสายตา หลินชิงก็ปิดประตูไม้ไผ่ลงกลอนอย่างแน่นหนา รอยคราบน้ำตาบนใบหน้าหายวับไปในชั่วพริบตา แทนที่ด้วยรอยยิ้มเย็นชาที่มุมปาก นางจัดการเช็ดคราบน้ำมันที่เลอะเทอะหน้าประตูจนสะอาดหมดจด เพื่อไม่ให้เหลือหลักฐานใดๆ ก่อนจะเดินกลับเข้ามาในกระท่อม ลูบศีรษะหลินอวี้เบาๆ เพื่อปลอบโยนให้เขานอนหลับอย่างสบายใจ
เมื่อแน่ใจว่าทุกอย่างปลอดภัยและน้องชายหลับสนิท หลินชิงก็ทิ้งตัวลงบนเตียงฟาง หลับตาลงและส่งจิตสำนึกเชื่อมต่อเข้าสู่ 'มิติฟาร์มสวรรค์' ทันทีเพื่อวางแผนรับมือกับวันพรุ่งนี้
ทว่าทันทีที่เท้าของนางสัมผัสกับพื้นหญ้าในมิติ แทนที่จะเป็นความเงียบสงบดังเช่นทุกครา เสียงเล็กๆ ที่สดใสราวกับเด็กน้อยของ 'เสี่ยวหม่าย' จิตวิญญาณผู้ช่วยระบบก็ดังกังวานขึ้น พร้อมกับหน้าจอโปร่งแสงที่สว่างวาบขึ้นตรงหน้านาง แต่คราวนี้น้ำเสียงของมันกลับเจือไปด้วยความตื่นเต้นและเร่งเร้าอย่างประหลาด
"ติ่ง! นายหญิง ท่านเข้ามาพอดีเลยขอรับ! ระบบได้ประเมินสถานการณ์ความอดอยากในปัจจุบันและวิเคราะห์สภาพดินแดนรอบนอกเสร็จสิ้นแล้ว บัดนี้ ถึงเวลาที่ท่านต้องก้าวสู่วิถีแห่งปรมาจารย์กสิกรอย่างแท้จริงแล้วขอรับ!"
หลินชิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มองดูตัวอักษรสีทองที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนหน้าจอโปร่งแสงกลางอากาศ
"ระบบได้เตรียมภารกิจแรกไว้ให้ท่านแล้ว หากทำสำเร็จ ท่านจะได้รับสุดยอดเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังที่จะช่วยพลิกชะตาความแห้งแล้งในฤดูกาลนี้ได้ขอรับ นายหญิง... ท่านพร้อมที่จะรับคำท้าทายหรือไม่!"
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ภารกิจแรกของเสี่ยวหม่าย]**