ตอนที่ 9

***บทที่ 9: มื้ออาหารที่แสนอบอุ่น***

เงาดำที่หลบซ่อนอยู่หลังพุ่มหญ้าแห้งข้างหน้าต่างยังคงชะเง้อคอพยายามมองลอดรอยแตกของแผ่นไม้ ทว่าหลินชิงหาได้ตื่นตระหนก นางเพียงแค่นริมฝีปากเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ ประสบการณ์จากโลกก่อนสอนนางว่า การเผชิญหน้ากับสุนัขลอบกัด ไม่จำเป็นต้องใช้กำลังให้เปลืองแรง เพียงแค่ใช้ไหวพริบข่มขวัญก็เพียงพอแล้ว

นางจงใจปล่อยตะกร้าไม้ไผ่ใบใหญ่ในมือให้กระแทกพื้นดินเสียงดัง 'ปัง!' พร้อมกับตะโกนขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวานใส "อ๊ะ! ท่านลุงผู้ใหญ่บ้าน ท่านมาตรวจตราความเรียบร้อยพอดีเลยหรือเจ้าคะ!"

คำว่า 'ผู้ใหญ่บ้าน' ราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงกลางหลังของหัวขโมย เงานั้นสะดุ้งสุดตัวลนลานจนสะดุดรากไม้ล้มลุกคลุกคลาน ก่อนจะรีบตะกุยตะกายวิ่งหนีหายไปในความมืดมิดของชายป่าอย่างรวดเร็ว หลินชิงมองตามทิศทางนั้นด้วยสายตาเรียบเฉย นางจดจำรูปร่างและท่าทางการวิ่งนั้นไว้ในใจอย่างเงียบงัน ก่อนจะผลักบานประตูไม้ที่ดังลั่นเอี๊ยดอ๊าดเข้าไปด้านใน

"พี่ใหญ่... ท่านกลับมาแล้ว..."

เสียงแหบพร่าทว่าเจือไปด้วยความดีใจของหลินอวี้ดังขึ้นจากบนเตียงไม้กระดานแข็ง ร่างเล็กจ้อยที่ซูบผอมจนแก้มตอบพยายามยันตัวลุกขึ้นนั่ง แม้ดวงหน้าจะยังคงซีดเซียว แต่แววตาของเขากลับกระจ่างใสขึ้นมาก พิษไข้ที่เคยรุมเร้าจนแทบพรากชีวิตได้ถูกชำระล้างออกไปจนหมดสิ้นด้วยฤทธิ์ของน้ำพุศักดิ์สิทธิ์

"เสี่ยวอวี้ พี่ใหญ่กลับมาแล้ว วันนี้พี่นำของดีกลับมามากมายเลยเชียว" หลินชิงปรี่เข้าไปประคองน้องชายให้นั่งพิงกำแพงอย่างเบามือ นางลูบศีรษะเล็กๆ นั้นด้วยความรักใคร่ ก่อนจะหันไปจัดการลงกลอนประตูไม้ไผ่และปิดหน้าต่างทุกบานอย่างมิดชิดที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อป้องกันสายตาสอดรู้สอดเห็น

เมื่อแน่ใจว่าปลอดภัย หลินชิงจึงเดินไปที่มุมครัวเล็กๆ ซึ่งมีเพียงเตาดินปั้นเก่าๆ และกระทะเหล็กขึ้นสนิม นางหลับตาลงชั่วครู่ สื่อสารกับมิติฟาร์มสวรรค์ในห้วงจิตวิญญาณ เพียงพริบตาเดียว ข้าวสารสีขาวกระจ่างราวกับไข่มุกเม็ดงาม และเนื้อหมูสามชั้นชิ้นโตที่มีชั้นไขมันสลับเนื้อแดงอย่างลงตัว ก็ปรากฏขึ้นบนเขียงไม้เก่าคร่ำคร่า

นางเริ่มต้นจุดไฟในเตาอย่างคล่องแคล่ว ตักน้ำจากตุ่มมาซาวข้าวขาวจนสะอาด แล้วนำไปหุงในหม้อดินใบเล็ก กลิ่นหอมระทวยของข้าวสารชั้นเลิศที่สัมผัสกับความร้อนเริ่มโชยแตะจมูก จากนั้นหลินชิงจึงหันมาจัดการกับเนื้อหมูสามชั้น นางบรรจงหั่นเนื้อเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมพอดีคำ นำลงไปรวนในกระทะเหล็กที่ร้อนจัดโดยไม่ใช้น้ำมัน อาศัยเพียงความร้อนรีดเอาน้ำมันหมูสีเหลืองทองออกมา เสียงฉ่าๆ ดังขึ้นพร้อมกับกลิ่นหอมของไขมันสัตว์ที่ลอยฟุ้งไปทั่วทั้งกระท่อม

เมื่อเนื้อหมูเริ่มรัดตัวและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน หลินชิงจึงเติมน้ำตาลกรวดที่ซื้อมาจากในเมืองลงไปเคี่ยวจนละลายกลายเป็นสีอำพันเคลือบชิ้นเนื้อ ตามด้วยซีอิ๊วและเครื่องเทศสองสามชนิดที่นางแอบดึงมาจากมิติ เติมน้ำลงไปเล็กน้อยแล้วปิดฝาตุ๋นด้วยไฟอ่อน กลิ่นหอมหวานปนเค็มของ 'หมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดง' ผสมผสานกับกลิ่นข้าวสวยร้อนๆ อบอวลไปทั่วทุกอณูอากาศ ราวกับกลิ่นอายแห่งสรวงสวรรค์ที่ตกลงมากลางกระท่อมซอมซ่อ

หลินอวี้ที่นั่งอยู่บนเตียงสูดจมูกฟุดฟิด ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง น้ำลายสอจนต้องลอบกลืนลงคอหลายครั้ง "พี่ใหญ่... หอมเหลือเกินขอรับ กลิ่นนี้เหมือน... เหมือนกลิ่นเนื้อที่บ้านท่านผู้ใหญ่บ้านเคยทำตอนงานเทศกาลเลย"

"ไม่ใช่แค่กลิ่นหรอกนะเสี่ยวอวี้ แต่วันนี้เราจะได้กินเนื้อกันจริงๆ" หลินชิงหันมายิ้มกว้าง นางตักข้าวขาวเรียงเม็ดนุ่มสลวยพูนชามกระเบื้องที่มีรอยบิ่น ก่อนจะตักหมูสามชั้นตุ๋นที่เปื่อยนุ่มจนแทบละลายพร้อมกับน้ำราดสีเข้มฉ่ำวาวราดลงบนข้าวร้อนๆ นำไปประคองวางไว้ตรงหน้าน้องชาย

เด็กน้อยมองชามข้าวในมือราวกับกำลังมองดูของล้ำค่าที่สุดในชีวิต มือเล็กๆ ที่จับตะเกียบสั่นสะท้าน เขาสูดหายใจลึกก่อนจะคีบหมูตุ๋นชิ้นหนึ่งเข้าปาก ทันทีที่เนื้อสัมผัสกับลิ้น ไขมันที่ตุ๋นจนละลายและเนื้อแดงที่นุ่มละมุนก็แตกซ่าน รสชาติหวานเค็มกลมกล่อมกระจายไปทั่วกระพุ้งแก้ม ความอร่อยล้ำเลิศทำให้น้ำตาหยดเล็กๆ ร่วงหล่นจากหางตาของเด็กชาย

"อร่อย... อร่อยที่สุดในโลกเลยขอรับพี่ใหญ่! ข้าไม่ได้ฝันไปใช่หรือไม่?" หลินอวี้เคี้ยวข้าวทั้งน้ำตา รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าเปื้อนคราบฝุ่น

"เด็กโง่ เจ้าไม่ได้ฝัน กินให้อิ่มเถิด ต่อจากนี้ไป พี่ใหญ่จะทำให้เจ้าได้กินข้าวขาวกับเนื้อทุกวัน" หลินชิงลูบหลังน้องชายเบาๆ ขณะที่ตนเองก็คีบข้าวเข้าปากเช่นกัน ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจ นี่คือก้าวแรกของการพลิกฟื้นชีวิต นางสาบานว่าจะต้องสร้างอาณาจักรเกษตรกรรมที่ยิ่งใหญ่ เพื่อปกป้องรอยยิ้มนี้ไว้ให้ได้

เมื่อสองพี่น้องจัดการมื้ออาหารที่แสนวิเศษจนอิ่มหนำ หลินชิงก็ไม่ลืมเป้าหมายอีกประการหนึ่ง นางตักข้าวขาวพูนชามและโปะด้วยหมูตุ๋นชิ้นโตหลายชิ้น ราดน้ำฉ่ำๆ จนทั่ว ก่อนจะหาชามอีกใบมาครอบปิดไว้อย่างมิดชิดเพื่อเก็บกักกลิ่นและสายตาผู้คน นางหันไปกำชับหลินอวี้ให้ล็อคประตูจากด้านใน แล้วจึงลอบเดินฝ่าความมืดไปยังบ้านของโจวฮุ่ยที่อยู่ไม่ไกลนัก

"ก๊อกๆ ท่านป้าโจว อยู่หรือไม่เจ้าคะ ข้าชิงเอ๋อร์เองเจ้าค่ะ"

เสียงกระซิบเรียกหน้าประตูทำให้โจวฮุ่ยที่กำลังจะเข้านอนรีบเดินมาเปิดประตู เมื่อเห็นว่าเป็นหลินชิง หญิงวัยกลางคนก็รีบดึงตัวเด็กสาวเข้ามาในลานบ้านด้วยความเป็นห่วง "ชิงเอ๋อร์ ดึกดื่นป่านนี้เหตุใดจึงออกมาเดินเพ่นพ่าน เสี่ยวอวี้เป็นอย่างไรบ้าง?"

หลินชิงไม่ตอบในทันที แต่นางค่อยๆ เปิดชามที่ครอบอยู่ออก เผยให้เห็นข้าวขาวเมล็ดอวบและหมูสามชั้นตุ๋นที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นยั่วน้ำลาย โจวฮุ่ยเบิกตากว้างจนแทบถลน ยกมือขึ้นปิดปากด้วยความตกตะลึง

"สวรรค์! ชิงเอ๋อร์... นี่มันข้าวขาวกับเนื้อหมู! เจ้า... เจ้าไปเอาของล้ำค่าราคาสูงลิ่วเช่นนี้มาจากที่ใดกัน? หรือว่าเจ้าไปทำเรื่องอันใดผิดกฎหมายมา!" โจวฮุ่ยละล่ำละลักถามด้วยความตื่นตระหนกปนเป็นห่วง

หลินชิงแย้มยิ้มอ่อนโยน ส่ายหน้าเบาๆ "ท่านป้าโปรดวางใจ ข้าไม่ได้ทำเรื่องเสื่อมเสียเจ้าค่ะ วันนี้ข้าโชคดีนัก ตอนขึ้นเขาไปหาของป่า ข้าบังเอิญขุดพบสมุนไพรหายากเข้า จึงนำไปเสนอขายให้ท่านหมอซุนที่โรงหมอในตัวอำเภอ ได้เงินก้อนมาเล็กน้อย จึงรีบซื้อเสบียงชั้นดีมาบำรุงร่างกายที่อ่อนแอของเสี่ยวอวี้เจ้าค่ะ"

นางหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นชามอาหารส่งให้โจวฮุ่ยด้วยสายตาจริงจัง "และนี่คือน้ำใจที่ข้าตั้งใจนำมามอบให้ท่านป้า ในยามที่พวกเราสองพี่น้องตกต่ำที่สุดจนแทบเอาชีวิตไม่รอด มีเพียงท่านป้าที่ไม่รังเกียจ หยิบยื่นน้ำใจมาช่วยเหลือ บุญคุณข้าวแดงแกงร้อนนี้ ชิงเอ๋อร์สลักไว้ในใจเสมอ ข้าจึงอยากให้ท่านป้าและครอบครัวได้ลิ้มรสเนื้อหมูมื้อนี้ด้วยเจ้าค่ะ"

โจวฮุ่ยฟังคำอธิบายที่มีเหตุมีผลกอปรกับแววตาที่หนักแน่นของเด็กสาว ความหวาดระแวงก็มลายหายไปแทนที่ด้วยความตื้นตันใจ นางน้ำตารื้น รับชามอาหารมาถือไว้ด้วยมือที่สั่นเทา "เด็กดี... เจ้าช่างกตัญญูนัก ลำบากเจ้าแล้วจริงๆ ป้าจะรับน้ำใจนี้ไว้ หากวันหน้ามีสิ่งใดให้ป้าช่วย จงอย่าได้เกรงใจ"

ความสัมพันธ์อันดีระหว่างหลินชิงและโจวฮุ่ยถูกถักทอให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นผ่านมื้ออาหารแห่งความจริงใจนี้ หลินชิงบอกลาและรีบเดินกลับกระท่อมของตน ทว่าเมื่อนางก้าวเท้าเข้ามาในบริเวณบ้าน ลมราตรีที่พัดโชยมากลับหอบเอากลิ่นหอมของหมูตุ๋นที่ยังคงหลงเหลืออยู่อบอวลไปทั่วบริเวณ แม้จะพยายามปิดบังเพียงใด แต่ความหอมตลบอบอวลของเนื้อย่อมไม่อาจเล็ดลอดจมูกของสุนัขจิ้งจอกที่หิวโหยไปได้

ขณะที่หลินชิงกำลังเก็บกวาดครัวและตักน้ำที่ผสมขี้เถ้าและโคลนเตรียมไว้สำหรับล้างความมันของกระทะเหล็ก ประสาทสัมผัสของนางก็รับรู้ได้ถึงเสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ที่ย่ำกระแทกพื้นดินตรงดิ่งมายังหน้าประตูกระท่อมอย่างมุ่งร้าย

"ปัง! ปัง! ปัง!"

เสียงทุบประตูไม้ไผ่ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับจะพังมันให้ราบคาบ ตามมาด้วยเสียงแหลมปรี๊ดอันคุ้นเคยที่เต็มไปด้วยความโลภและริษยา

"นังเด็กเหลือขอ! ซ่อนของดีอันใดไว้ข้างใน แอบกินเนื้อไม่แบ่งปันผู้หลักผู้ใหญ่ ช่างอกตัญญูนัก! เปิดประตูให้ข้าเดี๋ยวนี้!"

ดวงตาของหลินชิงหรี่แคบลง ประกายความเย็นเยียบวาบผ่านแก้วตา นางปรายตามองถังน้ำล้างจานที่ขุ่นคลั่กไปด้วยคราบโคลนและขี้เถ้าดำปี๋ มุมปากยกยิ้มขึ้นอย่างมาดร้าย... ดูเหมือนว่าคืนนี้ จะมีคนอยากอาบน้ำโคลนเสียแล้ว!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: จมูกสุนัขของป้าสะใภ้ใหญ่]**