ตอนที่ 8

***บทที่ 8: เสบียงแห่งความหวัง***

ย่านการค้าของอำเภอชิงผิงยามสายคลาคล่ำไปด้วยผู้คน เสียงพ่อค้าแม่ขายตะโกนเรียกลูกค้าดังระงมไปทั่วบริเวณ ทว่าท่ามกลางความวุ่นวายนั้น หลินชิงกลับก้าวเดินด้วยท่วงท่าระมัดระวังและมั่นคง แววตาคมกริบของนางกวาดมองร้านรวงต่างๆ อย่างประเมินค่า เงินสองตำลึงที่เพิ่งได้มานั้น หากเป็นเพียงเด็กสาวชาวนาผู้โง่เขลา คงรีบจับจ่ายซื้อของจนหมดสิ้นและตกเป็นเป้าสายตาของมิจฉาชีพ ทว่าสำหรับสตรีที่ผ่านโลกมานับไม่ถ้วนเช่นนาง ย่อมรู้ดีว่าความมั่งคั่งที่ปราศจากพลังอำนาจปกป้อง ก็ไม่ต่างอันใดกับเนื้อชิ้นโตที่วางล่อฝูงสุนัขหิวโซ

เป้าหมายแรกของนางคือร้านขายธัญพืชขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่หัวมุมถนน ป้ายไม้สลักตัวอักษร 'ว่านเฟิง' ดูเก่าแก่และน่าเชื่อถือ เมื่อก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป กลิ่นหอมอ่อนๆ ของข้าวสารและแป้งก็ลอยมากระทบจมูก เถ้าแก่ร้านรูปร่างท้วมปรายตามองเสื้อผ้าขาดวิ่นของหลินชิงแวบหนึ่ง ก่อนจะเลิกสนใจ ทว่าเด็กสาวหาได้ใส่ใจกิริยานั้น นางลอบใช้ความสามารถ 'เนตรกสิกร' เพ่งมองกระสอบข้าวสารที่เรียงรายอยู่ แถบข้อความสีทองเรืองแสงปรากฏขึ้นในอากาศธาตุที่นางมองเห็นเพียงผู้เดียว

*[ข้าวสารขาวชั้นเลิศ: สีฝัดใหม่ ความชื้นต่ำ ไร้แมลงเจาะกิน เหมาะแก่การบำรุงกำลัง]*

หลินชิงลอบยิ้มในใจ นางเดินตรงไปยังกระสอบนั้นแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงฉะฉาน แฝงความนอบน้อมทว่าไม่อ่อนแอ "เถ้าแก่ ข้าต้องการข้าวสารขาวสิบชั่ง และแป้งสาลีเนื้อละเอียดอีกห้าชั่ง ห่อกระดาษไขให้แน่นหนาด้วยเจ้าค่ะ"

เถ้าแก่เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ ข้าวสารขาวและแป้งสาลีล้วนเป็นของราคาแพงที่ร้อยวันพันปีชาวนายากจนจะกล้าซื้อกินสักครั้ง ทว่าเมื่อเห็นเด็กสาวล้วงพวงเหรียญทองแดงที่แลกย่อยมาเรียบร้อยแล้ววางลงบนโต๊ะ เขาก็รีบกุลีกุจอจัดการให้อย่างรวดเร็ว

เมื่อก้าวออกจากร้านพร้อมตะกร้าไม้ไผ่ที่หนักอึ้ง หลินชิงไม่ได้เดินกลับไปที่เกวียนวัวโดยตรง นางจงใจเลี้ยวเข้าสู่ตรอกแคบๆ ที่ไร้ผู้คน เมื่อแน่ใจว่าปลอดสายตาสอดรู้สอดเห็น นางก็เพียงแค่พลิกข้อมือเบาๆ ในชั่วพริบตา ข้าวสารและแป้งสาลีทั้งหมดก็อันตรธานหายไปจากตะกร้า ถูกส่งเข้าไปจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบภายใน 'มิติฟาร์มสวรรค์' อย่างไร้ร่องรอย

"ไม่มีกระเป๋าหรือหีบสมบัติใดในแผ่นดินนี้ จะปลอดภัยไปกว่ามิติลับของข้าอีกแล้ว" หลินชิงพึมพำด้วยความพึงพอใจ ภายในมิตินั้นสภาวะอากาศนิ่งสนิท ของกินของใช้จะไม่บูดเน่าหรือเสียหาย ทั้งยังสะดวกต่อการพกพา หลบเลี่ยงการถูกดักปล้นกลางทาง และที่สำคัญที่สุด... หลบเลี่ยงจมูกสุนัขของเครือญาติหน้าเลือดแห่งตระกูลหลิน!

จากนั้นนางจึงมุ่งหน้าไปยังแผงขายเนื้อสัตว์ในตลาดสด สำหรับร่างกายที่ขาดสารอาหารอย่างหนักของนางและหลินอวี้ เพียงข้าวกับผักย่อมไม่เพียงพอ พวกเขาต้องการไขมันเพื่อสร้างความอบอุ่นและฟื้นฟูกำลัง หลินชิงกวาดสายตามองเขียงหมู ก่อนจะชี้ไปยังเนื้อหมูสามชั้นที่มีชั้นไขมันหนาเตอะ ซึ่งในยุคสมัยนี้ถือเป็นของล้ำค่าที่สุดสำหรับชาวบ้าน

"ท่านลุง ข้าเอาเนื้อหมูติดมันชิ้นนี้สามชั่ง แล้วก็รบกวนขอเศษกระดูกหมูที่ติดเนื้อตรงนั้นแถมให้ข้าสักหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ ข้าจะนำไปต้มน้ำแกงบำรุงไข้ให้น้องชาย" นางเอ่ยต่อรองด้วยรอยยิ้มใสซื่อ พ่อค้าเนื้อเห็นความกตัญญูของเด็กสาวจึงพยักหน้าแถมกระดูกท่อนใหญ่ให้อีกสองท่อนอย่างใจป้ำ แน่นอนว่าทันทีที่คล้อยหลังผู้คน ห่อเนื้อหมูมันเยิ้มเหล่านั้นก็ถูกส่งเข้าไปนอนนิ่งอยู่ในมิติช่องว่างเช่นเดียวกัน

เสบียงอาหารคาวหวานครบถ้วนแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับแผนการระยะยาวคือ 'เมล็ดพันธุ์' หลินชิงเดินลัดเลาะจนพบกับเพิงขายของป่าและเมล็ดพืชเล็กๆ ท้ายตลาด นางเลือกซื้อเมล็ดพันธุ์หัวไชเท้าและผักกาดขาวมาจำนวนหนึ่ง พืชสองชนิดนี้เติบโตง่าย ทนทานต่อสภาพอากาศ และเก็บรักษาไว้กินได้นาน เหมาะสมที่สุดสำหรับการเริ่มต้นพลิกฟื้นดินวิญญาณในมิติของนาง

*[ติ๊ง! ตรวจพบเมล็ดพันธุ์พื้นฐานระดับต่ำ สามารถนำไปเพาะปลูกในแปลงดินวิญญาณเพื่อยกระดับสายพันธุ์ได้]* เสียงใสแจ๋วของ 'เสี่ยวหม่าย' จิตวิญญาณผู้ช่วยตัวน้อยดังกังวานขึ้นในห้วงคำนึง สร้างความเบิกบานใจให้นางยิ่งนัก

ขณะที่กำลังจะก้าวเท้าออกจากตลาดเพื่อเดินทางกลับ กลิ่นหอมหวานละมุนสายหนึ่งก็ลอยมาเตะจมูก หลินชิงชะงักฝีเท้า หันไปเห็นชายชรากำลังใช้ช้อนไม้ตักน้ำเชื่อมร้อนๆ วาดลวดลายลงบนแผ่นหิน สร้างสรรค์เป็นรูปสัตว์ต่างๆ อย่างวิจิตรบรรจง ภาพใบหน้าซูบผอมและริมฝีปากซีดเซียวของหลินอวี้ผุดขึ้นมาในหัวใจ น้องชายตัวน้อยผู้แสนอาภัพ เกิดมาก็ต้องเผชิญกับความอดอยาก ไม่เคยได้ลิ้มรสขนมหวานเหมือนเด็กบ้านอื่นเลยสักครั้ง

นางเดินตรงเข้าไปหาชายชรา "ท่านตาท่านนี้ ข้าขอขนมน้ำตาลปั้นรูปไก่ฟ้าหนึ่งไม้เจ้าค่ะ"

ขนมน้ำตาลปั้นสีเหลืองทองอำพัน ส่องประกายแวววาวราวกับอัญมณีล้ำค่า หลินชิงรับมันมาถือไว้ด้วยความทะนุถนอม รอยยิ้มอ่อนโยนผุดขึ้นบนริมฝีปากบาง นางแทบจะทนรอให้ถึงบ้านไม่ไหว อยากเห็นดวงตากลมโตของเสี่ยวอวี้เบิกกว้างด้วยความดีใจ

ทว่าก่อนจะกลับ นางยังไม่ลืมที่จะแวะซื้อรำข้าวหยาบๆ สีคล้ำผสมกรวดทรายมาครึ่งชั่ง ใส่ไว้ในก้นตะกร้าไม้ไผ่ให้พอมองเห็น นี่คือ 'เหยื่อล่อ' ที่นางจงใจเตรียมไว้ สภาพของนางในตอนนี้ หากกลับบ้านมือเปล่า ย่อมถูกหวังชุยฮวาป้าสะใภ้ใหญ่จับผิดว่าซ่อนเงินไว้ที่ใด แต่หากมีรำข้าวราคาถูกติดมือไปสักนิด ย่อมทำให้หญิงหน้าเลือดผู้นั้นเชื่อสนิทใจว่านางเอาสมุนไพรไปแลกได้เพียงเศษเงินเล็กน้อยพอประทังชีวิตเท่านั้น นี่คือศิลปะแห่งการเอาตัวรอด การชิงไหวชิงพริบโดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ

ดวงตะวันเริ่มคล้อยต่ำลงเมื่อเกวียนวัวรับจ้างแล่นมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้านคูมู่ หลินชิงแบกตะกร้าไม้ไผ่ที่ดูเหมือนมีเพียงรำข้าวหยาบๆ เดินลัดเลาะไปตามคันนาที่แตกระแหง มุ่งหน้าสู่กระท่อมผุพังท้ายหมู่บ้าน สายลมยามเย็นพัดพาความเย็นยะเยือกมาปะทะผิว ทว่าในอกของนางกลับอบอุ่นไปด้วยความหวัง เพราะในมิติเร้นลับนั้น อัดแน่นไปด้วยเสบียงอาหารที่จะต่อลมหายใจของพวกนางไปได้อีกนาน

แต่เมื่อฝีเท้าของนางก้าวเข้าใกล้รั้วไม้ไผ่ที่เอนเอียง ประสาทสัมผัสที่เฉียบคมก็รับรู้ได้ถึงความผิดปกติ รอยเท้าขนาดใหญ่ที่ไม่ใช่ของนางย่ำอยู่บนพื้นดินหน้าประตูบ้าน และที่หลังพุ่มหญ้าแห้งข้างหน้าต่าง ซิลูเอตของเงาดำสายหนึ่งกำลังลับๆ ล่อๆ พยายามชะเง้อคอมองลอดรอยแตกของแผ่นไม้เข้าไปด้านในกระท่อม สถานที่ซึ่งหลินอวี้นอนป่วยอยู่เพียงลำพัง!

ดวงตาของหลินชิงหรี่แคบลง ประกายความเย็นเยียบวาบผ่านแก้วตา... ดูเหมือนว่าฝูงสุนัขจิ้งจอกจะทนหิวไม่ไหว เริ่มออกล่าเหยื่อเร็วกว่าที่นางคาดคิดไว้เสียแล้ว!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: มื้ออาหารที่แสนอบอุ่น]**