ตอนที่ 1

คำโปรย: เพิ่งทะลุมิติมา ข้าก็กลายเป็นหญิงสาวผู้ถูกญาติฮุบสินเดิม ยึดบ้าน ยึดที่นา และแย่งทุกสิ่งที่บิดามารดาทิ้งไว้ให้ แม้แต่ชีวิตของข้า พวกมันก็ยังไม่คิดจะไว้

ทุกคนเชื่อว่าหญิงสาวไร้ที่พึ่งอย่างข้าจะไม่มีวันลุกขึ้นได้อีก

แต่พวกมันไม่รู้ว่า ข้าพก "มิติ" จากโลกอนาคตติดตัวมาด้วย ภายในเต็มไปด้วยอาหาร ยารักษาโรค เมล็ดพันธุ์ชั้นเลิศ และทรัพยากรที่สามารถสร้างชีวิตใหม่จากศูนย์ได้

จากหญิงสาวผู้ถูกช่วงชิงทุกสิ่ง ข้าค่อย ๆ สร้างฐานะด้วยสองมือของตนเอง เปลี่ยนผืนดินรกร้างให้กลายเป็นขุมทรัพย์ และก้าวขึ้นเป็นผู้มั่งคั่งที่ผู้คนต่างให้ความเคารพ

เมื่อภัยพิบัติมาถึง และญาติที่เคยฮุบสินเดิมของข้าตกอยู่ในความสิ้นหวัง พวกมันจึงต้องพากันมาคุกเข่าต่อหน้าข้า อ้อนวอนให้ช่วยชีวิต

แต่คนที่เคยคิดจะพรากทุกอย่างไปจากข้า...

ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องความเมตตาอีกต่อไป

***บทที่ 1: ฟื้นคืนชีพในร่างใหม่และข้อเรียกร้องที่ไร้ยางอาย***

ความเจ็บปวดราวกับศีรษะจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ปลุกสติของหลินหวั่นชิวให้ตื่นขึ้นจากความมืดมิด เสียงแหลมแสบแก้วหูของผู้หญิงคนหนึ่งยังคงดังลั่นอยู่ข้างหูไม่หยุดหย่อน

“นังเด็กสารเลว! แค่ปิ่นปักผมอันเดียวก็ให้ข้าผู้เป็นป้าสะใภ้ไม่ได้เชียวหรือ? ของทุกอย่างของพ่อแม่เจ้าก็ตกเป็นของบ้านใหญ่แล้ว ปิ่นอันนี้ก็ต้องเป็นของข้า!”

หลินหวั่นชิวลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก ภาพที่เห็นคือใบหน้าอ้วนกลมบิดเบี้ยวด้วยความละโมบของหญิงวัยกลางคนนางหนึ่ง มือหยาบกร้านของนางกำลังกระชากปิ่นเงินอันเล็กๆ ที่ปักอยู่บนมวยผมของนางอย่างแรง

ความทรงจำสุดท้ายของเจ้าของร่างเดิมไหลบ่าเข้ามาในหัวราวกับสายน้ำเชี่ยวกราก...นางคือหลินหวั่นชิว เด็กสาวกำพร้าแห่งหมู่บ้านชิงซีที่เพิ่งเสียบิดามารดาไปได้ไม่นาน ท่านลุงหลินต้าเฉียงและป้าสะใภ้จางชุ่ยฮวาอ้างสิทธิ์ความเป็นญาติสายตรง เข้ายึดครองบ้านและที่นาทั้งหมดที่บิดามารดาทิ้งไว้ให้ วันนี้ จางชุ่ยฮวาถึงกับลงมือทุบตีนางจนสลบไป เพียงเพื่อจะแย่งชิงปิ่นเงินอันเป็นของดูต่างหน้าชิ้นสุดท้ายของมารดา!

“หยุดนะ!” หลินหวั่นชิวเปล่งเสียงแหบพร่า นางรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดผลักร่างอวบอ้วนของจางชุ่ยฮวาออกไป

จางชุ่ยฮวาเสียหลักเซถอยไปสองก้าว เมื่อตั้งตัวได้ก็ตวัดสายตาอาฆาตมามองนาง “นังเด็กไม่รักดี! กล้าผลักข้างั้นรึ? ดูเหมือนที่ข้าตีเจ้าไปก่อนหน้านี้จะยังเบาเกินไปสินะ!”

หญิงแพศยากล่าวจบก็พุ่งเข้ามาหมายจะกระชากผมของนางอีกครั้ง ทว่าวินาทีนั้นเอง เสียงเย็นเยียบไร้ความรู้สึกกลับดังขึ้นในหัวของหลินหวั่นชิว

`[ตรวจพบภัยคุกคามระดับต่ำ... กำลังวิเคราะห์จุดอ่อนของเป้าหมาย... ข้อมือขวาคือจุดที่ออกแรงน้อยที่สุด แนะนำให้โจมตีสวนกลับ ณ ตำแหน่งดังกล่าว]`

เสียงอะไรกัน? หลินหวั่นชิวสับสนไปชั่วขณะ แต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดจากชาติก่อนกลับสั่งให้นางขยับร่างกายไปตามคำแนะนำนั้นทันที!

ฉับพลัน! ขณะที่มือของจางชุ่ยฮวากำลังจะเอื้อมมาถึง หลินหวั่นชิวก็เบี่ยงตัวหลบพร้อมกับคว้าไม้เท้าเก่าๆ ที่วางพิงอยู่ข้างฝาขึ้นมาฟาดใส่ข้อมือของป้าสะใภ้ใจโฉดอย่างแม่นยำ!

“โอ๊ย!”

จางชุ่ยฮวาร้องเสียงหลง นางสะบัดมือด้วยความเจ็บปวด จ้องมองหลานสาวนอกไส้ด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตา ปกติเด็กคนนี้อ่อนแอราวกับลูกไก่ในกำมือ เหตุใดวันนี้ถึงได้กล้าต่อกรกับนาง?

“ของดูต่างหน้าของท่านแม่ข้า พวกท่านก็ยังจะหน้าด้านมาแย่งชิงไปอีกหรือ!” หลินหวั่นชิวใช้ไม้เท้าค้ำยันร่างที่ยังโซซัดโซเซของตนให้ลุกขึ้นยืน ดวงตาที่เคยหวาดกลัวบัดนี้กลับฉายแววเย็นชาและเด็ดเดี่ยว “บ้านหลังนี้ ที่นาห้าหมู่ ทั้งหมูทั้งไก่ที่ท่านพ่อท่านแม่ข้าเลี้ยงไว้ พวกท่านฮุบเอาไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงปิ่นปักผมอันนี้อันเดียว พวกท่านยังไม่พอใจอีกหรือ!”

เสียงของนางดังฟังชัด ทำให้ชาวบ้านที่เริ่มมามุงดูอยู่หน้าประตูบ้านส่งเสียงฮือฮาขึ้นมาเบาๆ

“นั่นสิ ครอบครัวต้าเฉียงทำเกินไปจริงๆ” หญิงชราคนหนึ่งกระซิบกับเพื่อนบ้าน “สมบัติของน้องรองแท้ๆ กลับยึดไปเป็นของตัวเองหมด”

“ชู่ว์! เบาหน่อย” ชายอีกคนปราม “เจ้าลืมไปแล้วรึว่าหลินต้าเฉียงเป็นคนอย่างไรในหมู่บ้านนี้ ใครกล้ามีเรื่องกับเขาบ้าง?”

คำพูดนั้นทำให้เสียงวิพากษ์วิจารณ์เงียบลงทันที ทุกคนได้แต่ยืนมองดูอยู่ห่างๆ ไม่มีใครคิดจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเด็กสาวกำพร้าแม้แต่คนเดียว

จางชุ่ยฮวาเมื่อถูกแฉต่อหน้าธารกำนัลก็หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธระคนอับอาย นางชี้หน้าด่าหลินหวั่นชิว “นังเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม! ข้าเป็นป้าของเจ้า เป็นผู้อาวุโสของเจ้า! สมบัติของน้องรองก็คือสมบัติของตระกูลหลิน การที่ข้าผู้เป็นสะใภ้ใหญ่จะจัดการดูแลให้มันผิดตรงไหน! เจ้าสิอกตัญญู กล้าลงไม้ลงมือกับข้า!”

“ดูแล?” หลินหวั่นชิวแค่นเสียงหัวเราะหยัน “ดูแลโดยการยึดทุกอย่างไปเป็นของตัวเอง ขับไล่ข้าออกจากห้องนอนเดิมให้ไปนอนในยุ้งฉางเก่าๆ นี่น่ะหรือคือการดูแลของท่านป้าสะใภ้? ความไร้ยางอายของท่านช่างเปิดหูเปิดตาข้ายิ่งนัก!”

“เจ้า! เจ้า!” จางชุ่ยฮวาโกรธจนตัวสั่น ไม่คิดว่าเด็กสาวที่เคยเอาแต่ก้มหน้าร้องไห้จะกล้าเถียงคำไม่ตกฟากเช่นนี้

ขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียด ร่างสูงใหญ่ของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งก็เดินแหวกฝูงชนเข้ามาด้วยสีหน้าบึ้งตึง เขาคือหลินต้าเฉียง ลุงแท้ๆ ของหลินหวั่นชิว

“เกิดอะไรขึ้น! ส่งเสียงดังเอะอะโวยวายอะไรกัน!”

พอเห็นสามีมาถึง จางชุ่ยฮวาก็รีบเปลี่ยนหน้าเป็นผู้ถูกกระทำทันที นางวิ่งเข้าไปฟูมฟายเกาะแขนสามี “ท่านพี่! ท่านดูนังสิ! ข้าแค่จะขอยืมปิ่นมาดู มันก็หาว่าข้าจะไปขโมยของมัน แล้วยังเอาไม้เท้ามาฟาดข้าอีก ดูสิเจ้าคะ ข้อมือข้าต้องช้ำไปหมดแล้วแน่ๆ!”

หลินต้าเฉียงขมวดคิ้วมุ่น เขามองไปยังข้อมือของภรรยาที่ไม่มีร่องรอยใดๆ แล้วตวัดสายตาคมกริบไปยังหลานสาว “หวั่นชิว! เจ้ากล้าทำร้ายป้าสะใภ้ของเจ้ารึ!”

หลินหวั่นชิวกำไม้เท้าในมือแน่น นางจ้องตอบนัยน์ตาของผู้เป็นลุงอย่างไม่เกรงกลัว “ข้าเพียงป้องกันตัวเท่านั้น ท่านลุง ท่านเป็นผู้ใหญ่ ท่านควรจะรู้ดีที่สุดว่าตลอดเดือนที่ผ่านมาครอบครัวของข้าถูกพวกท่านกระทำเช่นไร”

“บังอาจ!” หลินต้าเฉียงตวาดลั่น ใบหน้าของเขาถมึงทึงขึ้นเมื่อถูกเด็กเมื่อวานซืนสอนสั่งต่อหน้าชาวบ้านมากมาย “ข้าเป็นพี่ชายของพ่อเจ้า! เป็นประมุขของบ้านตระกูลหลินสายนี้! การที่ข้าจัดการทรัพย์สินของน้องชายมันเป็นเรื่องของคนในครอบครัว แต่การที่เจ้าซึ่งเป็นเพียงเด็กสาวกลับกล้าลงมือกับผู้อาวุโส ถือเป็นความอกตัญญูอย่างร้ายแรง!”

เขาชี้ไปทางประตูบ้านด้วยแววตาอำมหิต “ในเมื่อเจ้ามันดื้อด้านไร้ผู้สั่งสอนเช่นนี้ บ้านตระกูลหลินก็ไม่มีที่ให้เจ้าอยู่อีกต่อไป!”

คำประกาศิตนั้นทำให้ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ถึงกับสูดลมหายใจอย่างตกตะลึง

หลินหวั่นชิวใจกระตุกวูบ แต่สีหน้ายังคงเรียบเฉย “ท่านหมายความว่าอย่างไร?”

“หมายความว่าอย่างไรน่ะรึ?” จางชุ่ยฮวาแสยะยิ้มอย่างผู้มีชัย “ก็หมายความว่าเจ้าถูกไล่ออกจากบ้านแล้วอย่างไรเล่า! ท่านพี่ ตัดสินได้ยุติธรรมยิ่งนัก!”

หลินต้าเฉียงเชิดหน้าขึ้น กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาไร้เยื่อใย “ในเมื่อเจ้าไม่เห็นหัวข้าผู้เป็นลุง ไม่เคารพป้าสะใภ้ ก็จงไสหัวไปอยู่ที่กระท่อมร้างท้ายหมู่บ้านเสีย! ที่นั่นก็เคยเป็นสมบัติของตระกูลหลิน ข้ายกให้เจ้า! ส่วนข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ ในบ้านนี้ เจ้าไม่มีสิทธิ์แตะต้องแม้แต่ชิ้นเดียว!”

นี่คือการขับไล่ไสส่งอย่างแท้จริง! ไม่เพียงยึดบ้าน ยึดที่นา แต่ยังจะขับไล่นางไปตายในกระท่อมผุพังที่ไม่มีใครอยู่มานานนับสิบปี!

“ดี! ดีเหลือเกิน!” หลินหวั่นชิวหัวเราะออกมาเสียงดัง แต่แววตากลับเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง “นี่คือสิ่งที่เรียกว่าครอบครัว นี่คือสิ่งที่เรียกว่าผู้ใหญ่! ข้าจะจดจำน้ำใจของท่านลุงและท่านป้าในวันนี้ไว้ไม่ลืม!”

นางโยนไม้เท้าในมือทิ้งลงพื้นเสียงดังเคร้ง! จากนั้นก็หมุนตัวเดินตรงไปยังประตูบ้านโดยไม่ลังเล

“เดี๋ยวก่อน!” จางชุ่ยฮวาร้องเสียงแหลม นางวิ่งปราดเข้าไปขวางหน้าหลินหวั่นชิวไว้ แล้วกระชากปิ่นเงินออกจากมวยผมของนางอย่างรวดเร็ว “ข้าบอกแล้วว่าของทุกอย่างในบ้านนี้เป็นของตระกูลหลิน! ปิ่นนี่ก็เช่นกัน!”

จากนั้นนางก็ปรายตามองเสื้อผ้าฝ้ายเนื้อหยาบที่หลินหวั่นชิวสวมใส่อยู่ด้วยสายตาดูแคลน “เสื้อผ้าบนตัวเจ้า ข้าจะถือว่าทำทานให้ขอทานก็แล้วกัน! ไสหัวไปได้แล้ว!”

สิ้นคำพูดไร้ปรานีนั้น จางชุ่ยฮวาก็ผลักร่างของหลินหวั่นชิวเต็มแรงจนเซถลาออกไปนอกธรณีประตู ก่อนจะปิดประตูใส่หน้าดังปัง!

หลินหวั่นชิวยืนนิ่งอยู่กลางลานดินหน้าบ้านตระกูลหลินที่บัดนี้ไม่ใช่บ้านของนางอีกต่อไปแล้ว ในสายตาของชาวบ้านที่เต็มไปด้วยความสงสารระคนสมเพชเวทนา นางเหลือเพียงเสื้อผ้าขาดๆ ติดกายแค่ชุดเดียว

ทว่า...ไม่มีใครเห็นประกายตาที่วูบไหวของนาง

นางไม่ได้สิ้นหวังหรือหวาดกลัวแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม...ในแววตาที่เย็นเยียบนั้น มีเพียงเปลวไฟแห่งความเด็ดเดี่ยวที่ลุกโชนขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

นางค่อยๆ หันหลังให้ประตูที่ปิดตาย เดินมุ่งหน้าไปยังเส้นทางดินเล็กๆ ที่ทอดตัวยาวไปยังท้ายหมู่บ้าน ที่นั่นมีกระท่อมผุพังหลังหนึ่งกำลังรอนางอยู่ แต่สำหรับนางแล้ว มันไม่ใช่จุดจบ...มันคือจุดเริ่มต้นของการเกิดใหม่ในฐานะหลินหวั่นชิวคนใหม่ต่างหาก