ตอนที่ 102
## บทที่ 158 สินเดิมของชิงชิง
ครั้นแล้ว สหายทั้งสี่ก็ย่างเท้าออกจากหมู่บ้าน ท่ามกลางแสงตะวันยามต้นฤดูวสันต์ มุ่งสู่ผืนดินมิไกลจากชายขอบหมู่บ้าน ชาวบ้านที่พบเห็น ต่างทักทายด้วยไมตรีจิต แม้ยังคงเอ่ยนาม "แม่ม่ายน้อย" ติดปากอยู่บ้าง ทว่าโดยรวมแล้วล้วนอ่อนโยนกว่าเก่า
เมื่อถึงที่หมาย ยินยินทอดสายตาไปยังผืนดินเบื้องหน้า พลันบังเกิดความพึงพอใจอยู่บ้าง นางพยักหน้าเล็กน้อย เห็นทีช่วงที่นางไปเยือนเมืองหลินชวน ฮุนโหยวและวั่งชวนคงมิได้ละเลยงานที่สั่งไว้ ยังจำได้เลือนรางว่าเมื่อหลายพันปีก่อน มนุษย์ได้ใช้เทคโนโลยีปรับปรุงดาวเคราะห์ ก่อนอพยพออกจากดาวแม่
บรรพบุรุษได้ดัดแปลงดาวเคราะห์ที่มิเหมาะสมต่อการดำรงชีพของมนุษย์ ให้กลายเป็นเช่นทุกวันนี้ กระทั่งนักผจญภัยที่รับภารกิจเช่นนาง มีอยู่ดาษดื่น แม้แต่นางเองก็ต้องใช้เวลาเนิ่นนานกว่าจะโดดเด่นขึ้นมาได้
ดังนั้น การปรับปรุงผืนดินเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องง่ายดายสำหรับนาง แม้แต่หุ่นยนต์อย่างฮุนโหยวและวั่งชวน ก็ยังมีความรู้ความเข้าใจอยู่บ้าง นับว่าทำได้ดีเกินคาดแล้ว
นางมิได้จมอยู่กับห้วงคำนึงในอดีต ยินยินเงยหน้ามองท้องฟ้า สายลมต้นฤดูวสันต์ยังคงเย็นเยียบ แม้ยืนอยู่ภายนอกก็ยังรู้สึกหนาวเหน็บ ทว่าโชคดีที่หิมะละลายแล้ว
เห็นยินยินหยุดชะงัก ฮุนโหยววางจอบลงกับพื้นดิน กล่าวด้วยท่าทีขัดหูขัดตา "นายท่าน หรือท่านคิดจะศึกษาองค์ประกอบของชั้นบรรยากาศที่นี่?"
สีหน้าของยินยินพลันมืดครึ้ม นางหันขวับไปตวาด "เจ้าจะทำงานหรือไม่!"
"ก็ท่านยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นมิใช่รึ?"
ได้ยินดังนั้น ชิงชิงก็ลูบจมูกตนเองอย่างรู้ความ มิได้เอ่ยวาจาใด กลับก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างขยันขันแข็ง ทว่าเมื่อสายตาของยินยินเหลือบมา นางกลับทำตัวเฉื่อยชา ราวกับไร้เรี่ยวแรง
ยินยินมิได้ว่ากล่าว นางขุดดินพลางครุ่นคิดถึงสิ่งใดบางอย่าง
ทนต่อบรรยากาศอึดอัดเช่นนี้มิได้ ฮุนโหยวจึงเหวี่ยงจอบทิ้ง นั่งยองๆ ลงด้วยความไม่พอใจ กล่าวว่า "นายท่าน ใยท่านมิใช้เทคโนโลยีมาคลายดินเล่า พวกเราจักต้องทำไปถึงเมื่อใด ดูสิ ทำมาตั้งนานเพิ่งได้แค่นี้"
เห็นท่าทีไม่เต็มใจของฮุนโหยว ยินยินก็ใคร่ครวญดู เห็นทีมันกล่าวมาก็มีเหตุผลอยู่บ้าง เวลาที่ระบบกำหนดให้นางมีเพียงครึ่งปี หากเสียเวลาคลายดินไปหนึ่งเดือน คงมิคุ้มค่าเป็นแน่
ดังนั้น ยินยินจึงสะพายจอบขึ้นบ่า ตะโกนไปยังเบื้องหลัง "ไป กลับบ้าน!"
เห็นยินยินกลับมาอย่างสง่าผ่าเผย ทั้งที่ออกไปได้ไม่ถึงครึ่งวัน ผู้คนต่างซุบซิบกัน บ้างคิดว่ายินยินคงยอมแพ้ต่อผืนดินที่มีปัญหาเหล่านั้น จึงอดมิได้ที่จะเยาะเย้ยถากถาง และในอีกสองวันต่อมา ยินยินก็มิได้ทำสิ่งใดเลย ยิ่งตอกย้ำความเชื่อของชาวบ้านให้หนักแน่นยิ่งขึ้น
เมื่อเป็นเช่นนี้ ป้าซิ่วเอ๋อร์ก็เริ่มนั่งมิติด แม้แต่ชาวบ้านที่ขายดินให้ ก็ยังบังเกิดความคิดจะขอที่ดินคืนอย่างหน้าไม่อาย ทว่าพวกเขายังคงอดทนไว้ได้ ตัดสินใจร่วมกันว่า หากผ่านไปอีกหลายวัน แม่ม่ายน้อยยังมิคิดจะคลายดิน พวกเขาจักต้องทวงคืนอย่างแน่นอน
ตลอดหลายวันที่มิได้ทำสิ่งใด ฮุนโหยว วั่งชวน และชิงชิง เมื่อออกไปข้างนอก นอกจากจะได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา ยังมีผู้คนมาสอบถามข่าวคราวมากมาย คำถามที่พบบ่อยที่สุดคือ "พวกเจ้ามิคิดจะทำแล้วใช่หรือไม่?"
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหลายวันมานี้ สีหน้าของพวกเขาทั้งหลายล้วนดำมืด พวกเขาบ่นระบายกับยินยินเป็นการใหญ่ ทว่ายินยินกลับยิ้มอย่างใจเย็น "พวกเจ้าจงกิน ดื่ม สุขสำราญ เล่นสนุกไปเถิด มิต้องใส่ใจพวกเขา"
"หา!" พวกเขาถึงกับงุนงง จับต้นชนปลายมิถูกว่ายินยินคิดอ่านสิ่งใดกันแน่
ในขณะนั้นเอง ยินยินพลันยื่นมือออกไป กล่าวอย่างมีเลศนัย "เอาเงินในตัวพวกเจ้าออกมาให้หมด"
ได้ยินดังนั้น สีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนไป โดยเฉพาะชิงชิง ฮุนโหยวและวั่งชวนแทบมิมีเงินติดตัว แม้แต่เงินแต๊ะเอียครั้งก่อนก็ยังยืมมาจากนาง ชิงชิงจึงรีบลุกขึ้นยืนอย่างร้อนรน "หากไม่มีเงินแล้วพวกเราจะกินดื่มเล่นสนุกได้อย่างไร?"
เหงื่อตก แม้จะรู้ว่าชิงชิงมิเต็มใจ ทว่าก็มิคาดคิดว่าจะแสดงอาการมากเพียงนี้ ทว่ายินยินยังคงใจเย็น นางพินิจพิเคราะห์ชิงชิงอย่างละเอียด แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม "มิใช่แค่กินดื่มเล่นสนุกหรอกรึ หรือข้ามิได้เลี้ยงดูปูเสื่อ กินอยู่หลับนอนให้พร้อมพรั่งดอกรึ?"
"ใช่ขอรับ!" ฮุนโหยวรีบเปลี่ยนข้างทันที
ดังนั้น ท่ามกลางรอยยิ้มของยินยิน ชิงชิงจึงจำต้องหยิบถุงเงินที่ซ่อนไว้ในตัวออกมาอย่างไม่เต็มใจ ถุงเงินใบเล็กทำจากผ้าไหมแพรพรรณ ปักลายดอกโบตั๋นอย่างประณีต ดูหรูหราเป็นพิเศษ มองปราดเดียวก็รู้ว่ามิใช่ของที่คนทั่วไปจะใช้ได้
เห็นดังนั้น มุมปากของยินยินก็กระตุกเล็กน้อย เดิมทีชิงชิงชอบของเช่นนี้เองรึ ความมั่งคั่งหรูหรานั้นดีจริง ทว่าเมื่อใช้กับสตรีที่มีดวงตากลมโต ใบหน้ารูปไข่ ดูสดใสน่ารัก กลับดูมิเข้ากันอยู่บ้าง
ชิงชิงหยิบถุงเงินออกมา จ้องมองยินยินด้วยสายตาอาฆาต ก่อนจะเปิดออกอย่างเด็ดเดี่ยว กล่าวว่า "นี่เป็นเงินเก็บทั้งหมดของข้า ข้ายอมให้ท่านใช้ได้ ทว่าท่านต้องคืนให้ข้าด้วย" ยินยินพยักหน้า
ในขณะนั้นเอง ชิงชิงก็หยิบตั๋วเงินออกมาจากถุง พร้อมด้วยเงินเหรียญเศษอีกเล็กน้อย เมื่อฮุนโหยวคลี่ตั๋วเงินออก พลันอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง "ว้าว! ที่แท้ท่านนี่เองที่รวยที่สุด ท่านเศรษฐี พวกเรามาเป็นเพื่อนกันเถิด" กล่าวจบก็ลุกขึ้นไปสวมกอดชิงชิง
ถูกโอบกอดด้วยความกระตือรือร้นเช่นนี้ สีหน้าของชิงชิงก็ดำคล้ำลง นางผลักเขาออกไปอย่างแรง ตะคอกเสียงดัง "หลีกไป ข้ามิใช่เลสเบี้ยน ไปหาวั่งชวนของเจ้าโน่น"
เอ่อ...
เมื่อได้ยินเช่นนั้น มิใช่เพียงฮุนโหยวที่มีสีหน้าดำคล้ำ แม้แต่วั่งชวนก็หน้าเสียไปกว่าครึ่ง ดังนั้น วั่งชวนจึงดึงฮุนโหยวเข้าสู่อ้อมกอด กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ที่รัก เรามิสนใจนาง รอกลับไปฟ้องนายท่าน ให้ลงโทษนาง" สีหน้าของชิงชิงดำสนิท
ยินยินมองดูเหล่าคู่รักเหล่านี้อย่างสบายอารมณ์ มือของนางค่อยๆ เอื้อมออกไป หยิบตั๋วเงินของชิงชิงมาไว้ในมืออย่างเงียบเชียบ เมื่อเห็นตัวเลขบนตั๋วเงิน ก็อดมิได้ที่จะอุทานออกมาอย่างปลาบปลื้ม "รวยจริงโว้ย! ข้าทำงานแทบตายยังได้แค่ร้อยตำลึง แต่ในกระเป๋าเล็กๆ ของเจ้ากลับมีมากมายเพียงนี้"
เห็นยินยินที่ไร้รสนิยมเช่นนี้ พวกเขาต่างมิเอ่ยวาจาใด มีเพียงชิงชิงที่กล่าวออกมาอย่างเศร้าสร้อย "ฮือๆๆ... นั่นคือสินเดิมที่ท่านอาจารย์ทิ้งไว้ให้ข้า ข้ากำลังจะล้างมือจากวงการ แล้วใช้เงินก้อนนี้หาชายดีๆ สักคนแต่งงานด้วย ฮือๆๆ... ต่อไปท่านต้องชดใช้เงินให้ข้าด้วย"
ได้ยินดังนั้น ทุกคนก็เหงื่อตก มีเพียงยินยินที่ยังคงใจเย็น กล่าวว่า "คราวหน้าเมื่อเจ้าออกเรือน ข้าจะเตรียมสินเดิมที่ดีกว่านี้ให้เจ้าอย่างแน่นอน เจ้ารีบหาใครสักคนแต่งงานไปด้วยเถิด"
ชิงชิงถึงกับพูดไม่ออก นางลืมไปได้อย่างไรว่านายท่านผู้นี้มักจะขาดคุณธรรมอยู่เสมอ
เมื่อได้เงินก้อนนี้มา ยินยินก็เตรียมตัวไปตลาดเพื่อซื้อเหล็ก เพราะเหล็กกล้าในระบบของนางนั้น นางมิกล้าใช้ทำเครื่องไถดิน ดังนั้นจึงจำต้องใช้วิธีนี้