ตอนที่ 166

## บทที่ 222 ความปวดร้าวในหทัย

หลังเสร็จสิ้นมื้ออาหาร ชิงชิงและเสี่ยวหยาช่วยกันเก็บกวาดสำรับ ขณะที่มู่มู่มองซ้ายแลขวาอย่างใคร่ครวญ ทันใดนั้น มู่ไป๋ก็ลุกขึ้นเอ่ยว่า "ยินยิน ข้าว่าควรหาครูสอนที่สำนักศึกษาให้เสี่ยวหยาเสียหน่อย"

ยินยินได้ยินดังนั้นก็อดขำมิได้ นางจึงเอ่ยเย้าว่า "ไยท่านจึงค่อยๆ กลืนกินความเป็นอยู่ในห้วงมิติแห่งนี้เล่า? องค์ความรู้จากโลกอนาคตของท่านมิมากมายกว่าที่นี่ดอกหรือ? แน่ใจแล้วหรือว่าจะมิสอนนางด้วยตนเอง?"

มู่ไป๋แย้มสรวลบาง ราวสายลมวสันต์พัดผ่านใบหน้า เขาขยับเท้าก้าวออกไปสองสามก้าว แล้วจึงเอ่ยอย่างเชื่องช้าว่า "หากเจ้ามิรังเกียจว่านางจะขัดขวางกิจการบางอย่างของเราที่นี่ ก็ตามใจเจ้าเถิด"

ถ้อยคำนั้น ทำเอาใบหน้าของยินยินแดงก่ำขึ้นมาทันที ไยจึงเอ่ยว่าขัดขวางกิจการบางอย่างของพวกเขากันเล่า! โธ่เอ๋ย!

"พึ่บ!" เสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลัง ยินยินหันขวับไปมอง ก็เห็นชิงชิง มู่มู่ และเสี่ยวหยายืนอยู่ด้านหลัง เมื่อเห็นดังนั้น ใบหน้าของยินยินก็ยิ่งเจื่อนลงไปอีก

ในใจร่ำร้องก้องว่า นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน! โดยเฉพาะเมื่อสบสายตาท่าทางเห็นเป็นเรื่องธรรมดาของทุกคน ยิ่งทำให้ยินยินพูดไม่ออก ได้แต่แอบหวังว่าเถาเหยาจะกลับมาโดยเร็ว

เพราะยินยินเข้าใจดีว่า เรื่องเช่นนี้ยิ่งอธิบายก็ยิ่งวุ่นวาย ข่าวลือก็คือข่าวลือ สักวันหนึ่งก็จะสลายไปเอง

คิดได้ดังนั้น ยินยินจึงเอ่ยขึ้นว่า "ชิงชิง เจ้าลองไปสืบดูว่าแถวนี้มีครูสอนที่สำนักศึกษาดีๆ บ้างหรือไม่ ข้าคงต้องไปที่บ้านท่านผู้ใหญ่บ้านเสียก่อน ในเมื่อตำรับยาเป็นของข้าเอง เมื่อเกิดปัญหาขึ้นก็ต้องไปดูเสียหน่อย" ชิงชิงพยักหน้า นางรู้ความคิดของยินยินมานานแล้ว หากมิใช่เพราะต้องเข้าเมืองกะทันหันครานี้ ป่านนี้นางคงหาครูมาให้เสี่ยวหยาแล้ว

หลังจากชิงชิงจากไป เสี่ยวหยาพลันถามด้วยความหงุดหงิดว่า "ท่านแม่ขอรับ ข้าว่าที่เป็นอยู่ก็ดีอยู่แล้ว ไยต้องหาครูด้วยเล่า? เอ๋...หรือว่าข้าจะรบกวนท่านจริงๆ อย่างที่ท่านพ่อมู่ไป๋ว่า?" มองดูสีหน้าสับสนของเสี่ยวหยา ยินยินก็หน้าดำคล้ำขึ้นมาทันที ดูท่าทางแล้วนางคงกระโดดลงแม่น้ำฮวงโหก็คงล้างมลทินมิได้เสียแล้ว

แม้แต่มู่มู่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ยังมองยินยินด้วยสายตาที่มีความหมายแฝง แล้วจึงอธิบายว่า "มิใช่ มิใช่ ท่านพี่มิใช่คนเช่นนั้น ท่านพี่เพียงแต่หวังให้เจ้าอ่านหนังสือให้มาก เรียนรู้ให้มาก เหมือนข้าไงเล่า! ข้าเริ่มอ่านหนังสือตั้งแต่อายุสามขวบ ห้าขวบก็เขียนพู่กันได้แล้ว"

"ว้าว!" เสี่ยวหยากระโดดโลดเต้น ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ จ้องมองมู่มู่ด้วยความชื่นชม แล้วร้องเสียงดังว่า "มู่มู่ มู่มู่ ท่านเก่งกาจยิ่งนัก! ข้าอายุสามขวบยังมิรู้อะไรเลย กว่าจะค่อยๆ เรียนรู้ช่วยท่านแม่ทำงานบ้านก็ตอนหลัง ข้าอายุสี่ขวบก็ก่อไฟเป็นแล้วนะขอรับ ก่อไฟหุงข้าวไงเล่า แต่ตอนนั้นข้ายังหุงข้าวไม่เป็น" พูดถึงตรงนี้ เสี่ยวหยาก็ดูหงอยลงไป ที่จริงนางยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่มิได้เอ่ย เช่น ครั้งหนึ่งพวกนางเคยต้องเก็บของป่าประทังชีวิต กินไม่อิ่มท้องมาตลอด เมื่อคิดถึงตรงนี้ เสี่ยวหยาก็รู้สึกเศร้าขึ้นมา แต่บัดนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว

นางมีท่านพ่อ มีท่านแม่ มีมู่มู่และอาชิงชิง มีกินมีอยู่ แถมยังมีเงินจ้างครูสอนที่สำนักศึกษาได้อีกด้วย

เห็นเสี่ยวหยาเศร้าสร้อย มู่มู่ก็เดินเข้าไปหา แล้วเอ่ยอย่างจริงจังว่า "หากเจ้ามิอยากไปเรียนที่สำนักศึกษา เช่นนั้นข้าจะไปเป็นเพื่อนเจ้าเอง ในเมื่อไม่อาจทำให้ความปรารถนาดีของท่านพี่ต้องสูญเปล่า" ครั้งหนึ่งเขาเคยโหยหาที่จะมีมารดาเช่นเดียวกับที่ท่านพี่ปฏิบัติต่อเสี่ยวหยา