ตอนที่ 30
## บทที่ 31 หมอใจทมิฬ
ยามล่วงไปครู่หนึ่ง ชายชราผู้หนึ่ง สวมเพียงอาภรณ์เนื้อบางสีขาว ดูอายุอานามราวกับเฒ่าแก่หนิว ค่อยๆ แง้มประตูออกเล็กน้อย ครั้นเห็นเป็นเฒ่าแก่หนิว ก็เปิดกว้างพอให้คนผู้หนึ่งแทรกกายเข้าไปได้ แล้วจึงเอ่ยว่า "โอ้! มิใช่เฒ่าหนิวแห่งหมู่บ้านหลัวเสียหรอกหรือ ข้าก็นึกว่าผู้ใดกัน มาเยือนถึงเรือนยามวิกาลเช่นนี้ อ้อ! ใช่แล้ว ท่านว่ามีคนป่วย...อยู่ที่ใดฤา?"
เฒ่าแก่หนิวมิได้เอ่ยคำไร้สาระ รีบจูงมือยินยินเข้ามา กล่าวอย่างร้อนรนว่า "ลูกของแม่ม่ายน้อยป่วยหนัก ข้าจึงต้องรบกวนท่านยามราตรีเช่นนี้ ท่านจงนำพาเด็กเข้าไปดูก่อนเถิด เรื่องเด็กเป็นเรื่องใหญ่"
เมื่อหมอจางเห็นเป็นยินยิน ใบหน้าที่เคยเปี่ยมด้วยไมตรีก็พลันแข็งกระด้างขึ้นมาทันที เขาเปิดประตูจนสุด แล้วหันไปกล่าวกับเฒ่าแก่หนิวว่า "ท่านเชิญเข้าไปนั่งในเรือนก่อนเถิด"
เฒ่าแก่หนิวยิ้มพลางพยักหน้า มือของเขาก็มิได้ว่างเว้น รีบเข็นเกวียนเทียมวัวเข้าไปในลานบ้านของหมอจาง ทันทีที่หมอจางทำท่าจะเชิญเขาเข้าไปในห้อง เฒ่าแก่หนิวยรีบปฏิเสธ กล่าวว่า "ข้าชราแล้ว ท่านมิต้องสนใจข้าดอก เหนื่อยนักข้าก็จะงีบหลับบนเกวียนนี่แหละ ท่านจงรีบไปดูเด็กก่อนเถิด"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หมอจางก็มิอาจเอื้อนเอ่ยสิ่งใดได้อีก เขาเหลือบมองยินยิน แววตาเย็นชาลง "เข้ามาเถิด" กล่าวจบก็หันหลังเดินจากไปโดยมิได้ใส่ใจ
เฒ่าแก่หนิวเห็นดังนั้น ก็หัวเราะแห้งๆ อย่างขัดเขิน แล้วจึงกล่าวอย่างจริงจังว่า "หมอที่ใกล้ที่สุดก็มีเพียงผู้นี้ หากใครมีอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยใหญ่ ก็มักจะมาหาเขาเป็นหลัก นิสัยของเขาอาจจะมิใคร่นัก แม่ม่ายน้อยจงอย่าถือสา จงอดทนไว้ก่อน ดูแลรักษาบุตรให้หายดีเสียก่อนเถิด"
เมื่อยินยินได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกราวกับถูกลมพัดกระหน่ำ อันใดกันที่เรียกว่านิสัยไม่ใคร่นัก? หมอจางผู้นี้จงใจมิอยากใส่ใจนางอย่างเห็นได้ชัด โธ่เอ๋ย! นี่ข้าไปก่อกรรมทำเข็ญอันใดไว้แต่ชาติปางก่อนหนอ เหตุใดผู้คนจึงมองข้าด้วยสายตาเช่นนี้กันเล่า?
กระนั้น เสี่ยวหยาสำคัญยิ่งกว่า นางยิ่งตระหนักถึงความสำคัญของระบบ หากปราศจากระบบ นางก็คงมิอาจทำสิ่งใดได้เลยในยามนี้ ยินยินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สงบใจ
ในบัดดล นางก็ก้าวเท้าเข้าไป
เฒ่าแก่หนิวจำต้องเฝ้าเกวียนอยู่ด้านนอก มองตามร่างของแม่ม่ายน้อยที่เดินเข้าไป เขานำกล้องยาสูบออกมา บรรจุยาเส้น แล้วสูบมันอย่างเงียบๆ
เมื่อมาถึงบ้านของหมอจาง อาจเป็นเพราะอากาศหนาวเย็น เขาจึงรีบร้อนเข้าไปในห้อง ยินยินรอแล้วรอเล่า จนกระทั่งโทสะแทบจะลุกเป็นไฟ หมอจางจึงค่อยๆ แต่งกายเสร็จ แล้วเดินออกมา พลางบ่นพึมพำว่า "แม่ม่ายนี่เรื่องมากนักหนา กลางค่ำกลางคืนก็มิยอมพักผ่อน แม้แต่ครู่เดียวก็รอไม่ได้ เหตุใดจึงมิไปหาหมออื่นเล่า?"
ข้าขอสาป! เมื่อได้ยินเช่นนั้น ยินยินก็ยิ่งโกรธเกรี้ยว นางมิลังเลที่จะกล่าวว่า "หมอมีหน้าที่ช่วยเหลือชีวิตคน การช่วยคนก็เหมือนดับไฟ ท่านมิอาจเร่งฝีเท้าให้ไวกว่านี้ได้หรือ?" ยิ่งไปกว่านั้น ท่าทางของเขาก็บ่งบอกอย่างชัดเจนว่ามิอยากตรวจรักษาให้เสี่ยวเปาจื่อ
เฮอะ! หมอจางหัวเราะเย็นชา ยกมือขึ้นทั้งสองข้าง กล่าวว่า "หมอตรวจโรคก็ต้องใช้เงิน ให้เงินก่อนแล้วค่อยตรวจ หากมิใช่เพราะเห็นแก่หน้าเฒ่าหนิวแล้ว ไยข้าจะต้องเปิดประตูให้เจ้าในยามวิกาลเช่นนี้?"
"ข้าไป..." ยินยินโกรธจนแทบคลั่ง อยากจะตบเขาให้แหลกคามือ แต่เสี่ยวเปาจื่อสำคัญยิ่งกว่า นางจึงต้องอดทน ยินยินฝืนยิ้ม "ข้าบอกท่านหมอจาง บุตรสาวข้าตัวร้อนจัด ท่านโปรดตรวจนางก่อนเถิด ไม่ว่าจะต้องใช้เงินเท่าใด ข้าก็จะมิยอมขาดท่านไปแม้แต่แดงเดียว" เมื่อฟังดูดีๆ คำพูดสุดท้ายนั้นแฝงไว้ด้วยความเคียดแค้นอย่างยิ่ง
กระนั้น หมอจางกลับทำทีราวกับมิได้ยินสิ่งใด เขาดึงเก้าอี้มานั่งลงเพียงลำพัง หาวหวอดๆ พลางกล่าวว่า "หากเจ้าไม่มีเงิน ก็จงรีบกลับไป อย่ามาทำให้ร้านขายยาของข้าสกปรก ยิ่งไปกว่านั้น เป็นเพราะเจ้าไม่มีเงินเอง อย่าได้โทษว่าข้ามิไว้หน้าเฒ่าหนิวเลย"
เห็นแก่เงินถึงเพียงนี้ ยินยินโกรธจนแทบจะระเบิด นางยกมือขึ้นขยี้ศีรษะ ทนได้ก็ทนไป สักวันข้าจะเอาเงินฟาดหน้าเจ้าให้จมธรณี! นางก้มลงมองเสี่ยวหยา หลังจากต้องลมเย็นยามค่ำคืน หน้าผากของนางก็ดูเหมือนจะร้อนขึ้นไปอีก มิได้การ ในเมื่อมาถึงที่นี่แล้ว นางจะยอมแพ้มิได้ มิเช่นนั้น เสี่ยวหยาก็คงสิ้นหนทางรักษา มิอาจรอให้ระบบฟื้นตัวได้