ตอนที่ 41

## ตอนที่ 42: อย่าได้ย่างกรายเข้ามาในเรือนข้าบ่อยนัก

ยินยินเพิ่งจะหันขวับกลับไป ทว่าก็เห็นพยัคฆ์ร้ายตัวนั้นผงกศีรษะน้อยๆ แม้นจะพยักเพยิด แต่ดวงตากลับจ้องเขม็งไปยังขนมปังในมือเสี่ยวหยาไม่วางตา ยินยินพิเคราะห์ดูละเอียดถี่ถ้วน ก็พบว่าเจ้าเสือใหญ่กลับน้ำลายสอเสียแล้ว โธ่เอ๋ย! ยินยินมิได้คิดว่ามันเป็นพยัคฆ์ร้ายอีกต่อไปแล้ว นี่มันสุนัขเฝ้าบ้านชัดๆ!

ครั้นคิดได้ดังนั้น ยินยินก็บังเกิดความคิดขึ้นมาในใจ นางลุกขึ้นยืน กล่าวกับเสี่ยวหยาว่า "เสี่ยวกวายก็เป็นสมาชิกในครอบครัวของเราเช่นกัน หากมันอยากกินก็ให้มันกินเถิด" เสี่ยวหยาได้ยินดังนั้น ก็มองยินยินด้วยสีหน้าลำบากใจ "ท่านแม่ หากกินหมดแล้วจะทำเช่นไรเล่า พวกเราจะต้องท้องร้องอีกหรือไม่" เฮอะ! เป็นดังคาด สิ่งที่ฝังรากลึกในสายเลือดนั้นยากจะเปลี่ยนแปลง ยินยินจึงได้แต่กล่าวรับรองซ้ำแล้วซ้ำเล่า "ไม่เป็นเช่นนั้นหรอก ท่านแม่บอกแล้วมิใช่หรือว่าให้เชื่อใจท่านแม่ บัดนี้เจ้าจงอยู่บ้านให้ดี ท่านแม่มีธุระต้องออกไปข้างนอก เดี๋ยวก็กลับมา" ครั้นได้ยินดังนั้น เสี่ยวหยาก็ส่งเสียงร้องไห้จ้าออกมา นางปรี่เข้าไปกอดขาของยินยินไว้แน่น "ท่านแม่ อย่าไปนะ คนร้ายจะจับเสี่ยวหยาไป" ยินยินขมวดคิ้วยุ่ง "ไม่มีคนร้ายแล้ว คนร้ายถูกท่านแม่ตีหนีไปหมดแล้ว เจ้าจงอยู่ในบ้านอย่างเชื่อฟัง มีเสือใหญ่คอยคุ้มครองเจ้านะ ต้องรู้ว่าเสือใหญ่ตัวนี้ แม้แต่ชาวบ้านในหมู่บ้านยังหวาดกลัวกันทั้งนั้น" "จริงหรือ?" "จริงสิ" ในที่สุดก็จัดการเสี่ยวหยาได้สำเร็จ ยินยินจึงสามารถออกไปข้างนอกได้อย่างวางใจ นางหยิบขนมปังจำนวนหนึ่งจากในบ้าน ใส่ลงในตะกร้าไม้ไผ่ แล้วหาผ้าผืนหนึ่งมาปิดบังไว้ จากนั้นจึงถือตะกร้าออกจากบ้านไป

แม้จะไม่ทราบว่าอู๋หยางใช้วิธีใดในการพูดคุยกับบุรุษทั้งหมู่บ้าน แต่ด้วยนิสัยของท่านผู้ใหญ่บ้าน ย่อมไม่ก่อเรื่องน่าขันเช่นนี้เป็นแน่ ทว่าสิ่งนี้ก็เป็นโอกาสอันดีที่ยินยินได้ตระหนัก นั่นคือตราบใดที่สามารถพูดคุยกับท่านผู้ใหญ่บ้านได้ เมื่อยืนอยู่ต่อหน้าผลประโยชน์ของคนทั้งหมู่บ้าน นางก็มิต้องหวาดหวั่นว่าจะหาเงินทองมาไม่ได้

ครั้นคิดได้ดังนั้น ยินยินก็หัวเราะคิกคักออกมาอย่างเจ้าเล่ห์

ผู้คนบนท้องถนนไม่มากนัก เห็นทีส่วนใหญ่คงไปร่วมงานสนุกกัน ยินยินเงยหน้ากวาดสายตาไปรอบๆ แทบทุกครัวเรือนต่างก็แขวนกระเทียมพวงใหญ่ไว้หน้าบ้าน จากความรู้ที่ยินยินได้ร่ำเรียนมาจากดาวเคราะห์บ้านเกิด ยินยินทราบว่าผู้มั่งมีศรีสุขแทบทุกครัวเรือนต่างก็มีโสมและเห็ดหลินจือชั้นดีไว้ในครอบครอง ส่วนชาวบ้านทั่วไปกลับนิยมบริโภคกระเทียม

เนื่องจากชาวบ้านเชื่อว่าการบริโภคกระเทียมสามารถฆ่าเชื้อโรค ถอนพิษ และมีอายุยืนยาว ดังนั้นผู้สูงอายุจำนวนมากจึงชอบปอกกระเทียมสักสองสามกลีบในเวลาว่าง แล้วเคี้ยวเล่นเหมือนเป็นของว่าง

ครั้นคิดได้ดังนั้น ยินยินก็อดถอนหายใจมิได้ แม้ว่าเกลือที่นี่จะมีราคาแพง แต่ผักเหล่านี้กลับมีราคาถูกมากในยามปกติ แม้ว่าทุกครัวเรือนจะทำไร่ทำนา แต่ก็พอประทังชีวิตไปวันๆ หนึ่งได้ ปีหนึ่งๆ แทบจะเก็บออมเงินทองไว้ไม่ได้เลย ในฤดูหนาว ชาวบ้านในหมู่บ้านโดยทั่วไปจะสำรองมันฝรั่งและมันเทศไว้ ซึ่งสามารถเก็บไว้ได้นานและไม่เน่าเสียง่าย

มีเพียงที่ดินดีๆ เท่านั้นที่สามารถปลูกผักบางชนิดได้ในฤดูหนาว ทว่าผักเหล่านี้ส่วนใหญ่จะขายให้กับพ่อค้า ส่วนบุรุษในหมู่บ้านในเวลาว่าง มักจะรวมตัวกันเป็นกลุ่มๆ ไปล่าสัตว์บนภูเขา เมื่อล่าสัตว์ได้จำนวนมาก ก็จะนำไปขายที่ตลาดเพื่อแลกเงินทองมาให้มากขึ้น

เดินไปเดินมา ไม่นานนัก ยินยินก็มาถึงบ้านท่านผู้ใหญ่บ้าน ครั้นมาถึงหน้าประตู ก็เห็นว่าประตูบ้านท่านผู้ใหญ่บ้านเปิดกว้าง ยินยินชะงักไป นี่มันสถานการณ์ใดกัน หรือว่าท่านผู้ใหญ่บ้านออกไปข้างนอกอีกแล้ว โชคของนางช่าง...

ขณะที่กำลังบ่นพึมพำอยู่นั้น ก็เห็นว่าลี่ลี่กำลังให้อาหารลูกไก่ในลานบ้าน ยินยินบังเกิดความคิดขึ้นในทันใด นางถือตะกร้าเดินเข้าไป "ลี่ลี่ พ่อเจ้าอยู่หรือไม่?" "เจ้ามาอีกแล้วหรือ" ลี่ลี่ไม่รีบร้อนให้อาหารไก่ นางเก็บมือกลับ วางข้าวโพดในมือกลับลงในชาม ด้วยท่าทีระแวดระวัง "ข้าบอกเจ้าแล้วนะ แม่ม่ายน้อย อย่าได้ย่างกรายเข้ามาในเรือนข้าบ่อยนัก คนที่ไม่รู้เรื่องราวอาจคิดว่าเจ้ามีใจให้พ่อข้าก็ได้"