ตอนที่ 75
## บทที่ 77 ซื้อหาเคหสถาน
## บทที่ 76 ซื้อหาเคหสถาน (ต่อ)
ครั้นจักซื้อหาเคหสถานนั้น ยินยินมิได้คิดมากความ นางจึงเหยียดนิ้วเรียวระเริ่มลงบนแผงระบบ เริ่มต้นกระทำการ ครั้นเมื่อถึงระดับหนึ่ง ยินยินจึงแตะต้องฟังก์ชันปรับปรุงและรักษา ทันใดนั้น รัศมีสีครามเลือนรางก็แผ่ปกคลุมทั่วร่างของลุงหนิว ยินยินจึงแย้มสรวลด้วยความอิ่มเอมใจ
ลุงหนิวนั้นฤาจักเห็นสิ่งใดได้ เขาเห็นเพียงยินยินแย้มยิ้มประหลาดพิกล จึงอดมิได้ที่จะเอ่ยถาม “เป็นกระไรไปรึ? หรือว่าในห้องนี้มีสิ่งอัปมงคลใดซ่อนอยู่?” ยินยินได้ยินดังนั้นก็ถึงกับพูดไม่ออก นางแย้มสรวลด้วยความอิ่มเอมใจแท้ๆ มิใช่รึ? ครั้นเมื่อรัศมีสีครามจางหายไป ยินยินจึงลุกขึ้นยืน แย้มยิ้มพลางกล่าวว่า “ลุงอย่าได้ตรากตรำเกินไปนัก พรุ่งนี้วันเหมายัน ขอเชิญลุงมาร่วมฉลองกับพวกเราเถิด บัดนี้ข้ายังมีธุระอยู่ คงมิอาจอยู่ได้นาน” กล่าวจบ ยินยินก็รีบหนีจากไปอย่างเสียมิได้
อย่าถามว่าเหตุใด ยินยินจึงต้องหนีจากไปอย่างเสียมิได้ แท้จริงแล้ว นางเพียงรักษาโรคาให้ลุงหนิวหายดี หากแต่เกรงว่าจะต้องหาข้ออ้างมาปฏิเสธ จึงรีบจากไปเสียจักดีกว่า
ครั้นเมื่อพ้นจากประตูเรือน โลกภายนอกก็ขาวโพลนไปด้วยหิมะ มีเพียงต้นไม้แห้งแล้งยืนต้นท้าทายลมหนาวอยู่เพียงไม่กี่ต้น “ซี้…” ยินยินสูดลมหายใจเข้าปอด เฮอะ! อากาศหนาวเหน็บปานนี้ มิควรออกมาข้างนอกเลยจริงๆ เพียงแต่ เรือนพักอันซอมซ่อของนางนั้น ยามราตรีมาเยือน มิอาจต้านทานลมหนาวจากภายนอกได้ นี่จึงยิ่งตอกย้ำความตั้งใจของยินยิน ที่จักหาเรือนพักใหม่ให้จงได้
เมื่อมาถึงเรือนของท่านผู้ใหญ่บ้าน ยินยินก็ซ้ายทีขวาที สอบถามไปมา ครั้นแล้วจึงได้ความจากปากของท่านผู้ใหญ่บ้านว่า สวี่เหวินเสวียนมีสหายสนิทผู้หนึ่ง เมื่อก่อนได้จากหมู่บ้านลั่วเสียไป และฝากให้เขาช่วยขายเรือนพักให้ แม้ว่าเรื่องราวจะบังเอิญไปบ้าง ทว่ายินยินก็มิอาจใส่ใจได้มากความ เพียงแต่ เมื่อเผชิญหน้ากับสวี่เหวินเสวียนผู้นี้ ยินยินกลับรู้สึกประหลาดพิกลบอกไม่ถูก นางจึงมิอาจตัดสินได้ว่าเขาเป็นคนดีหรือไม่ แม้ว่าชาวบ้านส่วนใหญ่จะมีภาพลักษณ์ที่ดีต่อเขาก็ตาม
หลังจากสอบถามชาวบ้านไปมา ในที่สุดยินยินก็หาเรือนพักของสวี่เหวินเสวียนพบ ว่ากันว่า บิดาของสวี่เหวินเสวียนได้จากไปตั้งแต่เขายังเยาว์วัย เขาจึงได้รับการเลี้ยงดูจากมารดามาโดยตลอด ดังนั้นเขาจึงมีความกตัญญูต่อมารดาเป็นพิเศษ มีเพียงเรื่องการสมรสเท่านั้นที่เขาขัดขืน หากแต่ก็เป็นเพราะเช่นนั้น เขาจึงทำทุกสิ่งให้รอบคอบยิ่งขึ้น
ครั้นเมื่อมาถึงหน้าประตูเรือน ยินยินก็ชะงักงันไปชั่วขณะ นางพบว่าหน้าประตูเรือนของเขากลับมีรูปปั้นเทพเจ้าอันพิกลพิการตั้งอยู่ เฮ้อ…
สวี่เหวินเสวียนคงมิได้นับถือลัทธิชั่วร้ายกระมัง? รูปปั้นเทพเจ้านี้ดูดุร้ายปานนั้น มิว่าจะมองเช่นไรก็มิใช่สิ่งดี ยินยินรู้สึกเหงื่อตก สวี่เหวินเสวียนที่ดูสุภาพอ่อนโยนเช่นนั้น เหตุใดจึงนับถือลัทธิชั่วร้ายเช่นนี้ได้? คิดไม่ออกจริงๆ คิดไม่ออก อนิจจา! ทว่านี่ก็เป็นเรื่องส่วนตัวของผู้อื่น ยินยินคงมิอาจเข้าไปก้าวก่ายได้ สิ่งที่ทำให้นางประหลาดใจก็คือ การที่หน้าประตูเรือนของเขามีรูปปั้นประหลาดเช่นนี้ตั้งอยู่ เหตุใดชาวบ้านจึงมิเอ่ยสิ่งใดออกมาเลย ราวกับว่ามิได้เห็นสิ่งใดเลยเช่นนั้น นี่มิใช่เรื่องแปลกประหลาดหรอกหรือ?
“ก๊อกๆๆ” ยินยินเคาะประตูเรือน พลางร้องเรียก “สะใภ้สกุลสวี่ เปิดประตูเร็วเข้า!” ครู่หนึ่ง สตรีผู้มีใบหน้าอ่อนโยนก็เปิดประตูออกมา ครั้นเห็นดังนั้น ยินยินก็เบิกตากว้าง สะใภ้สกุลสวี่ที่ไม่ค่อยออกหน้าออกตานั้น ช่างมีรูปโฉมงดงามยิ่งนัก! ต้องรู้ว่าในชนบทอันทุรกันดารแห่งนี้ ยินยินยังมิเคยเห็นผู้ใดที่มีรูปโฉมโดดเด่นเช่นนี้มาก่อนเลย
เมื่อสะใภ้สกุลสวี่เห็นยินยินก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย จึงถามว่า “เอ๊ะ! แม่ม่ายน้อย อากาศหนาวเหน็บปานนี้ เจ้ารีบมาเยี่ยมเยียนถึงเรือน ปล่อยให้ลูกสาวของเจ้าอยู่บ้านเพียงลำพังเช่นนั้นฤา?” เฮอะๆ ยินยินลูบจมูกอย่างกระอักกระอ่วนใจ “ก็เพราะข้างนอกมันหนาวเหน็บเกินไป ข้าจึงมิได้พาเขาออกมา ข้าเพิ่งมาจากเรือนท่านผู้ใหญ่บ้าน เขาบอกว่าเรือนพักของสหายท่านหนึ่ง ฝากให้ท่านขายให้ ข้าจึงอยากจะถามว่าท่านจะพาข้าไปดูได้หรือไม่?”