ขุนลูกเลี้ยงให้จ้ำม่ำ

เสียงสาปแช่งและทุบประตูจากด้านนอกยังคงดังต่อเนื่อง แต่ภายในห้องที่เพิ่งยึดมาเป็นกรรมสิทธิ์ใหม่กลับมีเพียงความเงียบสงบที่น่าประหลาด เซี่ยเหยียนไม่แม้แต่จะชายตามองไปที่บานประตู นางเพียงประคองร่างเล็กของหลินเสี่ยวตงให้นอนลงบนเตียง คลุมทับด้วยผ้าห่มผืนใหม่อันอบอุ่น ปล่อยให้เสียงโวยวายของหวังชุ่ยฮวาเป็นดั่งเสียงลมพัดผ่านไร้ความหมาย

นางนั่งลงข้างเตียงอย่างเงียบงัน ใช้สายตาประเมินเด็กน้อยที่ซุกตัวอยู่ใต้ผืนผ้าห่มอย่างพินิจพิเคราะห์ ร่างกายผอมแห้งจนเห็นซี่โครง ผิวซีดเหลือง ดวงตาโตโปนอยู่บนใบหน้าที่ซูบตอบ แม้จะได้ผ้าห่มอุ่นๆ มาคลุมกาย แต่ร่างกายที่ขาดสารอาหารมานานย่อมไม่อาจฟื้นฟูได้ในทันที

เมื่อเสียงด้านนอกเริ่มซาลง เหลือเพียงเสียงสะอื้นไห้และเสียงด่าทอแผ่วๆ ของจ้าวจินซิ่วที่กำลังปลอบประโลมลูกสะใภ้คนโปรด เซี่ยเหยียนจึงลุกขึ้นยืน นางเดินไปที่มุมห้อง แสร้งทำเป็นรื้อค้นหีบไม้เก่าๆ ที่นางลากติดมาด้วย

“หิวหรือไม่?” นางเอ่ยถามเสียงเรียบ ทว่าสายตากลับจับจ้องไปที่ปฏิกิริยาของเด็กน้อยบนเตียง

หลินเสี่ยวตงพยักหน้าเบาๆ ดวงตาฉายแววหวาดระคนคาดหวัง เขายังไม่คุ้นชินกับแม่เลี้ยงคนใหม่ที่เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน

เซี่ยเหยียนหันหลังให้เขา มือข้างหนึ่งแสร้งทำเป็นค้นของในหีบ ทว่ามืออีกข้างกลับล้วงเข้าไปใน ‘มิติลับ’ อย่างแนบเนียนและรวดเร็ว นางหยิบนมผงคุณภาพดีที่ระบบมอบให้มาหนึ่งกระป๋อง ไข่ไก่สดใหม่หลายฟอง และเนื้อสันในหมูชิ้นเล็กๆ ออกมาวางซ่อนไว้ในมุมอับสายตา

นางเดินไปที่โต๊ะเล็กๆ กลางห้อง จัดการตอกไข่ไก่สองฟองลงในชาม เติมน้ำอุ่นเล็กน้อยแล้วตีให้เข้ากัน ก่อนจะแอบเติมผงนมลงไปผสมด้วยเพื่อเพิ่มคุณค่าทางอาหาร จากนั้นจึงนำไปนึ่งบนเตาถ่านเล็กๆ ที่มุมห้อง กลิ่นหอมกรุ่นของไข่ตุ๋นเนื้อเนียนค่อยๆ ลอยอบอวลไปทั่วทั้งห้อง

ไม่นานนัก ไข่ตุ๋นสีเหลืองนวลก็สุกกำลังดี เซี่ยเหยียนยกลงจากเตา ปล่อยให้พออุ่น ก่อนจะนำไปวางตรงหน้าหลินเสี่ยวตงที่เบิกตากว้าง มองชามไข่ตุ๋นด้วยความไม่เชื่อสายตา

“กินเสีย จะได้โตไวๆ”

หลินเสี่ยวตงมองหน้านางสลับกับชามไข่ตุ๋น เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ในชีวิตนี้เขาเคยได้กินไข่ไก่แค่ไม่กี่ครั้ง และไม่เคยได้กินไข่ตุ๋นที่ดูน่าอร่อยเช่นนี้มาก่อน เด็กน้อยค่อยๆ ตักไข่ตุ๋นเข้าปากอย่างกล้าๆ กลัวๆ สัมผัสอุ่นนุ่มและรสชาติหอมหวานที่ละลายในปากทำให้ดวงตาของเขาเปล่งประกายเจิดจ้า จากนั้นความเร็วในการกินของเขาก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนหมดชามในเวลาไม่นาน

เซี่ยเหยียนมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มบางเบา นี่เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น

วันแล้ววันเล่า... เซี่ยเหยียนใช้ห้องนอนใหม่เป็นดั่งป้อมปราการ นางแทบไม่ออกไปปะทะกับผู้ใด แต่กลับใช้เวลาทั้งหมดไปกับการขุนหลินเสี่ยวตงอย่างจริงจัง ทุกเช้าเด็กน้อยจะได้ดื่มนมร้อนๆ ที่ชงจากนมผงในมิติ มื้อกลางวันและมื้อเย็นก็ไม่เคยขาดไข่ตุ๋น โจ๊กเนื้อสับ หรือซุปปลาที่นางแอบปรุงอย่างลับๆ โดยอาศัยจังหวะที่ทุกคนในบ้านออกไปทำงาน

เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่สัปดาห์ ความเปลี่ยนแปลงของหลินเสี่ยวตงก็ปรากฏชัดเจนจนน่าตกใจ แก้มที่เคยตอบซูบซีดบัดนี้เริ่มมีเนื้ออิ่มฟูขึ้น ผิวพรรณที่เคยซีดเหลืองกลับเปล่งปลั่งมีเลือดฝาด ดวงตาที่เคยเหม่อลอยกลับมามีชีวิตชีวา ร่างกายที่เคยผอมแห้งก็เริ่มมีน้ำมีนวลดูสมวัย

ที่สำคัญที่สุดคือความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเซี่ยเหยียน หลินเสี่ยวตงไม่เพียงแต่ติดนางแจ เขายังกลายเป็นหูเป็นตาชั้นเลิศ คอยสอดส่องความเคลื่อนไหวของคนในบ้านให้แก่นาง หากเห็นหวังชุ่ยฮวาหรือจ้าวจินซิ่วเดินเฉียดมาใกล้ห้อง เขาจะรีบวิ่งมาเคาะประตูส่งสัญญาณทันที “ท่านแม่เลี้ยง... ย่ากำลังมา!” หรือ “ท่านแม่เลี้ยง... ป้าสะใภ้ใหญ่มองมาทางนี้!”

ความไว้ใจและสายสัมพันธ์ที่ถักทอขึ้นอย่างเงียบๆ นี้ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดของเซี่ยเหยียน

ทว่ากลิ่นหอมของอาหารเลิศรสไม่อาจเก็บงำไว้ได้ตลอดไป...

บ่ายวันหนึ่ง เซี่ยเหยียนแอบทำหมั่นโถวขาวนุ่มฟูสอดไส้หมูสับที่ได้จากระบบให้หลินเสี่ยวตงกินเป็นของว่าง เด็กน้อยดีใจจนตาหยี เขานั่งกินอย่างเอร็ดอร่อยอยู่ตรงธรณีประตูห้อง เปิดแง้มไว้เล็กน้อยเพื่อรับลม

ขณะนั้นเอง หลินต้าเป่าและหลินเสี่ยวเป่า บุตรชายทั้งสองของหวังชุ่ยฮวาก็วิ่งเล่นผ่านมาพอดี ทั้งสองเพิ่งกลับมาจากการวิ่งไล่จับไก่จนเนื้อตัวมอมแมม ท้องร้องจ๊อกๆ ด้วยความหิว สิ่งที่พวกเขาได้กินประทังชีวิตในแต่ละวันมีเพียงโจ๊กข้าวโพดจืดชืดกับผักดองเค็มปี๋

ทันทีที่กลิ่นหมั่นโถวหอมกรุ่นลอยมาเตะจมูก เด็กทั้งสองก็หยุดชะงักทันควัน สายตาของพวกเขามองตรงไปยังหมั่นโถวสีขาวก้อนอวบในมือของหลินเสี่ยวตงอย่างละโมบ น้ำลายสอจนแทบจะไหลออกมานอกปาก

“นั่นเจ้ากินอะไรน่ะ น้องสาม?” หลินต้าเป่าผู้เป็นพี่ถามเสียงห้วน พยายามชะโงกหน้ามอง

หลินเสี่ยวตงตกใจ รีบกระเถิบตัวเข้าไปในห้องหมายจะปิดประตู แต่หลินต้าเป่าเร็วกว่า เขาพุ่งเข้ามาใช้เท้าข้างหนึ่งยันประตูไว้

“มีของดีแล้วกินคนเดียวรึ! เอามาแบ่งข้าเดี๋ยวนี้!” หลินต้าเป่าตะคอกพร้อมกับยื่นมือหมายจะคว้าหมั่นโถว

“ไม่ให้! นี่ท่านแม่เลี้ยงทำให้ข้า!” หลินเสี่ยวตงกอดหมั่นโถวไว้แน่น ถอยหลังกรูดด้วยความหวาดกลัว

“แม่เลี้ยงของเจ้ามันนังแม่มด! ส่งมานะ!” หลินเสี่ยวเป่าผู้เป็นน้องก็เข้ามาร่วมวงด้วย พยายามจะแย่งชิงของกินจากลูกพี่ลูกน้อง

การยื้อแย่งเกิดขึ้นชั่วครู่ แต่ด้วยความที่หลินเสี่ยวตงตัวเล็กกว่า จึงถูกผลักจนล้มลง หมั่นโถวในมือร่วงหล่นลงบนพื้นดินที่สกปรก เด็กทั้งสองของหวังชุ่ยฮวาหัวเราะเยาะอย่างสะใจ ก่อนจะวิ่งแจ้นจากไปเมื่อเห็นว่าของกินนั้นเปรอะเปื้อนจนกินไม่ได้แล้ว

หลินเสี่ยวตงมองหมั่นโถวที่คลุกฝุ่นด้วยแววตาเจ็บปวด น้ำตาเม็ดโตคลอหน่วย ก่อนจะค่อยๆ ไหลอาบแก้ม เขารีบเก็บมันขึ้นมาแล้ววิ่งเข้าไปในห้อง ร้องไห้สะอึกสะอื้นฟ้องเซี่ยเหยียน

ในขณะเดียวกันนั้นเอง หลินต้าเป่าและหลินเสี่ยวเป่าก็วิ่งหน้าตั้งไปที่ลานซักล้างหลังบ้าน ที่ซึ่งหวังชุ่ยฮวากำลังขัดซักเสื้อผ้าอย่างหัวฟัดหัวเหวี่ยง

“ท่านแม่! ท่านแม่!” เด็กทั้งสองวิ่งเข้าไปเกาะแข้งเกาะขาผู้เป็นแม่

“มีอะไรอีกเล่า!” หวังชุ่ยฮวาตวาดอย่างหงุดหงิด นางยังแค้นไม่หายเรื่องที่ถูกยึดห้องไป

“น้องสาม! น้องสามมันได้กินของอร่อย!” หลินต้าเป่าฟ้องเสียงดัง “เป็นก้อนแป้งสีขาวๆ หอมๆ ข้างในมีเนื้อด้วย!”

“ใช่ๆ! ข้าเห็นกับตาเลย!” หลินเสี่ยวเป่ารีบเสริม “มันต้องเป็นนังสะใภ้รองนั่นแน่ๆ ที่แอบเอาของดีๆ ให้ลูกเลี้ยงมันกิน!”

คำพูดของลูกชายทั้งสองเปรียบดั่งน้ำมันที่ราดลงบนกองไฟแห่งความอิจฉาริษยาในใจของหวังชุ่ยฮวา มือที่กำลังขยี้ผ้าของนางหยุดชะงัก ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวจนน่ากลัว

นางและลูกๆ ต้องกินแต่ของเหลือๆ กินแต่โจ๊กข้าวโพดจืดชืด แต่นังสารเลวเซี่ยเหยียนกับลูกติดของมันกลับได้กินหมั่นโถวไส้เนื้อ! มันไปเอาของดีๆ เช่นนั้นมาจากไหน! หรือว่า... มันแอบยักยอกสมบัติของตระกูลหลินไปใช้ส่วนตัว!

“บังอาจนัก!” หวังชุ่ยฮวาสบถเสียงต่ำ นางเหวี่ยงผ้าในมือลงถังอย่างแรงจนน้ำกระเซ็น ความอดทนทั้งหมดขาดสะบั้นลงในบัดดล นางผุดลุกขึ้นยืน คว้าไม้สำหรับทุบผ้าที่วางอยู่ข้างๆ มากำไว้แน่น ดวงตาแข็งกร้าวราวกับพญาเหยี่ยวที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อ

นางจะไม่ทนอีกต่อไป! วันนี้นางจะต้องสั่งสอนนังสะใภ้รองสารเลวกับลูกติดของมันให้รู้สำนึก!

เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่เต็มไปด้วยโทสะกระทืบย่ำไปบนพื้นดิน ตรงมายังห้องนอนของเซี่ยเหยียนอย่างไม่ปิดบังความมุ่งร้าย