ยึดห้องใหญ่ ไล่คนเห็นแก่ตัว

ขบวนผู้คนมุ่งหน้าสู่บ้านตระกูลหลินนั้นเงียบงันจนน่าประหลาด บรรยากาศแห่งความอัปยศกดทับจนแทบหายใจไม่ออก เฉินเป่ากั๋วผู้ใหญ่บ้านเดินนำด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ดุจดั่งยมทูตผู้มาเยือนเพื่อพิพากษาโทษ ตามด้วยเซี่ยเหยียนที่อุ้มหลินเสี่ยวตงไว้ในอ้อมแขนอย่างสงบนิ่ง ส่วนจ้าวจินซิ่วเดินรั้งท้ายด้วยสภาพไม่ต่างจากนักโทษประหาร ใบหน้าซีดเผือด หยาดเหงื่อเย็นเยียบไหลซึมตามไรผม

ชาวบ้านที่มุงดูเหตุการณ์ต่างเดินตามมาอย่างเงียบเชียบ ไม่มีใครส่งเสียงพูดคุย แต่ทุกสายตากำลังจับจ้องไปยังบ้านตระกูลหลินด้วยความอยากรู้อยากเห็นระคนสมเพชเวทนา

เมื่อมาถึงลานหน้าบ้าน หลินต้าเฉียงผู้เป็นประมุขของบ้าน กับบุตรชายคนโตหลินเจี้ยนกั๋วและภรรยาหวังชุ่ยฮวาที่ได้ยินความวุ่นวายก็รีบวิ่งออกมาดู เมื่อเห็นสภาพของจ้าวจินซิ่วและสายตาคมกริบของผู้ใหญ่บ้าน พวกเขาก็พลันหน้าถอดสีในทันที

“ผู้ใหญ่บ้านเฉิน นี่มันเรื่องอะไรกัน...” หลินต้าเฉียงเอ่ยถามเสียงสั่น

เฉินเป่ากั๋วไม่ตอบคำ แต่กวาดสายตาเย็นเยียบมองทุกคนในบ้านหลิน ก่อนจะตวาดลั่นจนทุกคนสะดุ้งโหยง!

“ตระกูลหลิน! พวกเจ้าช่างกล้านัก! หลินเจี้ยนจวินสละชีพเพื่อชาติ ได้รับเกียรติเป็นวีรชน แต่พวกเจ้ากลับรังแกภรรยาม่ายและลูกกำพร้าของเขา! แม้แต่ของดูต่างหน้าชิ้นสุดท้ายก็ยังคิดจะช่วงชิง! จิตใจของพวกเจ้าทำด้วยอะไร!”

เสียงกัมปนาทของผู้ใหญ่บ้านดุจสายฟ้าฟาดลงกลางใจคนตระกูลหลิน ทุกคนหน้าซีดเป็นไก่ต้ม หลินต้าเฉียงอับอายจนแทบอยากจะมุดแผ่นดินหนี จ้าวจินซิ่วทรุดลงไปกองกับพื้นร่ำไห้ฟูมฟาย แต่ไม่มีใครสงสารนางแม้แต่น้อย

“ข้าในฐานะผู้ใหญ่บ้านหงสือ ขอสั่งให้พวกเจ้าปฏิบัติต่อเซี่ยเหยียนและหลินเสี่ยวตงให้ดีสมกับฐานะครอบครัวของวีรชน! หากข้าได้ยินอีกว่าพวกเจ้าข่มเหงรังแกแม่ลูกคู่นี้ ข้าจะรายงานเรื่องทั้งหมดขึ้นอำเภอให้จัดการพวกเจ้าอย่างเด็ดขาด!”

เฉินเป่ากั๋วกล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ก่อนจะหันมาพยักหน้าให้เซี่ยเหยียนเล็กน้อยเป็นเชิงให้กำลังใจแล้วจึงเดินจากไป พร้อมกับขบวนชาวบ้านที่เริ่มส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์การกระทำอันเลือดเย็นของบ้านหลินกันเซ็งแซ่

เมื่อผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านจากไปจนหมดสิ้น บรรยากาศภายในบ้านหลินก็หนักอึ้งราวกับมีภูผามาทับถมไว้ ทุกสายตาจับจ้องมาที่เซี่ยเหยียนราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ แต่นางกลับไม่แยแสแม้แต่น้อย

เซี่ยเหยียนวางหลินเสี่ยวตงลง นางมองไปยังห้องนอนเก่าของตนที่ทั้งเล็ก อับชื้น และแทบไม่มีแสงแดดส่องถึง ก่อนจะตวัดสายตาไปยังห้องนอนหลักทางทิศตะวันออกที่ใหญ่ที่สุดและสว่างที่สุดในบ้าน มันคือห้องของหลินเจี้ยนกั๋วและหวังชุ่ยฮวา

ประกายตาของนางวาวโรจน์ขึ้นมาทันที!

“เสี่ยวตงยังเล็ก ร่างกายอ่อนแอ ต้องการห้องที่มีอากาศถ่ายเทและแสงแดดส่องถึงเพื่อสุขภาพที่ดี” เซี่ยเหยียนกล่าวขึ้นมาลอยๆ แต่เสียงของนางกลับดังชัดเจนไปทั่วทั้งลานบ้าน

หวังชุ่ยฮวาได้ยินดังนั้นก็ใจหายวาบ “เจ้า...เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”

เซี่ยเหยียนไม่ตอบ แต่กลับเดินตรงไปยังห้องนอนของพี่ใหญ่ทันที!

“หยุดนะ! นังสารเลว! เจ้าจะทำอะไร!” หวังชุ่ยฮวากรีดร้องพร้อมกับถลาเข้าไปขวางทาง แต่กลับถูกเซี่ยเหยียนปัดออกไปด้านข้างอย่างง่ายดายจนเสียหลักเซถลา

หลินเจี้ยนกั๋วเห็นภรรยาถูกผลักก็โกรธจนหน้าแดงก่ำ “เซี่ยเหยียน! เจ้าอย่ากำเริบให้มันมากนักนะ!”

แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ทำอะไร สายตาของเซี่ยเหยียนก็ตวัดไปเห็นมีดทำครัวเล่มใหญ่ที่วางอยู่บนเขียงใกล้ๆ นางคว้ามันขึ้นมาถือไว้ในมืออย่างรวดเร็ว ปลายมีดอันแวววาวชี้ตรงไปยังสองสามีภรรยาอย่างคุกคาม

“ข้าจะเอาห้องนี้” นางประกาศกร้าว น้ำเสียงเย็นเยียบไร้ความปรานี “เพื่อลูกชายของวีรชน!”

คำว่า ‘วีรชน’ เป็นดั่งอาวุธร้ายกาจที่ทิ่มแทงเข้ากลางใจของทุกคน ทำให้หลินเจี้ยนกั๋วและหวังชุ่ยฮวาตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าขยับเข้ามาใกล้แม้แต่ก้าวเดียว

เมื่อไม่มีใครกล้าขวาง เซี่ยเหยียนจึงเดินเข้าไปในห้องนอนใหญ่อย่างสง่าผ่าเผย นางไม่แม้แต่จะชายตามองข้าวของที่วางระเกะระกะอยู่ภายใน นางเปิดหน้าต่างออกกว้าง ก่อนจะเริ่มปฏิบัติการ ‘กวาดล้าง’ อย่างบ้าคลั่ง!

ผ้าห่มผืนหนาที่หวังชุ่ยฮวาหวงแหน ถูกโยนโครมออกไปนอกหน้าต่าง!

เสื้อผ้าของหลินเจี้ยนกั๋วที่พับไว้อย่างดี ถูกกวาดลงจากเตียงแล้วโยนตามออกไป!

หมอน... รองเท้า... แม้กระทั่งกล่องไม้ใบเล็กสำหรับใส่ของจุกจิก ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของสองสามีภรรยา ถูกเซี่ยเหยียนโยนทิ้งออกไปนอกหน้าต่างราวกับขยะกองหนึ่ง ท่ามกลางเสียงกรีดร้องโหยหวนของหวังชุ่ยฮวา

“ของของข้า! เสื้อผ้าของข้า! นังปีศาจ! หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” หวังชุ่ยฮวากรีดร้องจนเสียงแหบแห้ง วิ่งวนเก็บข้าวของที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นดินอย่างน่าเวทนา

หลินเจี้ยนกั๋วยืนกำหมัดแน่น ตัวสั่นเทาด้วยความโกรธและความอัปยศ แต่เมื่อมองเห็นแววตาอำมหิตและมีดทำครัวในมือของเซี่ยเหยียน เขาก็ไม่กล้าทำอะไร ได้แต่ยืนมองข้าวของของตนถูกทำลายต่อหน้าต่อตา

เมื่อห้องว่างเปล่าจากสัมภาระของเจ้าของเดิม เซี่ยเหยียนจึงเดินกลับไปอุ้มหลินเสี่ยวตงเข้ามาในห้องใหม่ของพวกเขา นางปิดประตูลงกลอนเสียงดัง ‘ปัง!’ ตัดขาดโลกภายนอกที่กำลังอลหม่านวุ่นวาย

นางวางหลินเสี่ยวตงลงบนเตียงไม้ที่บัดนี้ว่างเปล่า เด็กน้อยมองไปรอบๆ ห้องที่กว้างขวางและสว่างไสวด้วยแววตาตื่นๆ เซี่ยเหยียนมองภาพนั้นแล้วยิ้มบางเบา นี่เป็นเพียงก้าวแรกของการยกระดับคุณภาพชีวิต

นางแสร้งทำเป็นจัดของที่มุมห้อง หันหลังให้หลินเสี่ยวตง ก่อนจะลอบล้วงมือเข้าไปใน ‘มิติลับ’ ของตนเองอย่างรวดเร็ว ในนั้นเต็มไปด้วยเสบียงที่ระบบมอบให้ นางไม่ได้หยิบอาหารออกมา แต่นางดึงผ้าห่มผืนใหม่ที่ทั้งนุ่มและอุ่นซึ่งได้มาเป็นรางวัลครั้งก่อนออกมา เมื่อหันกลับมา นางก็คลี่ผ้าห่มผืนนั้นคลุมร่างเล็กๆ ของหลินเสี่ยวตงไว้

เด็กน้อยสะดุ้งเล็กน้อยกับความอบอุ่นที่ไม่คุ้นเคย ก่อนจะซุกตัวเข้าไปในผ้านุ่มอย่างมีความสุข

ทันใดนั้น! เสียงทุบประตูปังๆ และเสียงกรีดร้องสาปแช่งของหวังชุ่ยฮวาก็ดังระงมมาจากด้านนอก!

“นังสารเลว! เปิดประตูนะ! ออกมา! ข้าจะฉีกเจ้าเป็นชิ้นๆ! ท่านแม่! ท่านพ่อ! ดูสิ่งที่มันทำสิ!”

แต่เซี่ยเหยียนกลับไม่สนใจแม้แต่น้อย นางเพียงแค่นั่งลงข้างๆ หลินเสี่ยวตง ลูบศีรษะเขาเบาๆ ปล่อยให้เสียงด่าทอจากด้านนอกเป็นเพียงเสียงลมพัดผ่านไป ในที่สุด... ในที่สุดนางและลูกเลี้ยงก็มีที่ซุกหัวนอนที่สมศักดิ์ศรีเสียที สงครามในบ้านหลังนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น และนางพร้อมแล้วที่จะสู้ให้ถึงที่สุด