เล่นบทแม่หม้ายทหารผู้รันทด

ไล่ออกจากหมู่บ้าน?

เซี่ยเหยียนแค่นเสียงหยันในลำคอ แววตาของนางทอประกายเย็นเยียบและแฝงไว้ด้วยแผนการอันแยบยล

คิดว่านางจะยอมถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว รอให้จ้าวจินซิ่วไปลากผู้ใหญ่บ้านมาจัดการตนเองอย่างนั้นหรือ? ฝันไปเถอะ! ในสมรภูมินี้ ผู้ใดลงมือก่อนย่อมเป็นผู้กุมความได้เปรียบ!

นางไม่รอช้าแม้แต่วินาทีเดียว ร่างกายที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักขยับไหวอย่างรวดเร็ว ความคิดของนางแล่นเร็วยิ่งกว่าสายฟ้าฟาด นางต้องสร้าง ‘หลักฐาน’ แห่งความน่าสงสาร!

แวบเดียวเท่านั้น เซี่ยเหยียนก็หายเข้าไปในมิติลับส่วนตัวของนาง ภายในโกดังที่หยุดเวลา นางคว้าสบู่ก้อนเล็กที่ได้มาเป็นรางวัลจากภารกิจก่อนหน้าติดมือ ก่อนจะกลับออกมาสู่โลกภายนอกในเสี้ยวพริบตา ทุกอย่างเกิดขึ้นเงียบเชียบและไร้ร่องรอย

นางใช้สบู่ก้อนนั้นป้ายที่ใต้ตาอย่างรวดเร็ว ความระคายเคืองแล่นปราดเข้ามาทันที ดวงตาของนางเริ่มร้อนผ่าวและแดงก่ำขึ้นเรื่อยๆ หยาดน้ำใสๆ เอ่อคลอขึ้นมาจนแทบจะรินไหล

จากนั้นเซี่ยเหยียนก็ฉีกทึ้งชายเสื้อของตนเองให้ดูเก่าและขาดรุ่ยยิ่งกว่าเดิม ใช้ฝ่ามือตบดินที่พื้นขึ้นมาลูบใบหน้าและแขนขาให้มอมแมม เมื่อส่องดูกระจกทองเหลืองบานเล็กที่แตกเป็นรอยร้าว สภาพของนางในยามนี้ช่างดูน่าเวทนาสมใจอยากราวกับหญิงม่ายผู้ถูกข่มเหงรังแกจนหมดสิ้นหนทาง

“เสี่ยวตง” นางหันไปกระซิบกับเด็กน้อยที่มองมาด้วยแววตาหวาดหวั่น “อยู่ในห้อง อย่าออกไปไหน รอแม่กลับมา”

หลินเสี่ยวตงพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง เขามองแผ่นหลังของสตรีที่เพิ่งจะแสดงความเกรี้ยวกราดดุจพยัคฆี บัดนี้กลับกลายเป็นเปราะบางราวกับจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ

เซี่ยเหยียนไม่รีรออีกต่อไป นางเปิดประตูและพุ่งตัวออกไปราวกับลูกธนูที่หลุดจากแหล่ง นางไม่ได้วิ่งไปทางบ้านของผู้ใหญ่บ้านโดยตรง แต่เลือกเส้นทางที่ต้องผ่านใจกลางหมู่บ้าน ที่ซึ่งชาวบ้านมักจะจับกลุ่มพูดคุยกันในยามเย็น

“ช่วยด้วย! ช่วยข้าด้วย!”

เสียงร้องที่แหบพร่าและสั่นเครือของนางดังขึ้น เรียกสายตานับสิบคู่ให้หันมามองเป็นตาเดียว ภาพของสะใภ้รองตระกูลหลินที่เนื้อตัวมอมแมม ผมเผ้ายุ่งเหยิง ดวงตาแดงก่ำและเต็มไปด้วยหยาดน้ำ กำลังวิ่งโซซัดโซเซราวกับหนีตาย สร้างความตกตะลึงให้แก่ชาวบ้านอย่างยิ่ง

“นั่น... นั่นมันสะใภ้รองบ้านหลินไม่ใช่รึ?”

“เกิดเรื่องอันใดขึ้น? เหตุใดนางถึงมีสภาพเช่นนี้?”

เซี่ยเหยียนไม่สนใจเสียงซุบซิบนินทา นางวิ่งตรงไปยังบ้านของผู้ใหญ่บ้านเฉินเป่ากั๋วที่ตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้านทันที นางล้มลงไปกองกับพื้นหน้าประตูบ้านหลังนั้นอย่างพอดิบพอดี พร้อมกับเปล่งเสียงร่ำไห้ออกมาอย่างน่าสงสาร

“ท่านผู้ใหญ่บ้าน! ได้โปรดให้ความเป็นธรรมแก่ข้าด้วย!”

ประตูบ้านเปิดผางออก เผยให้เห็นร่างสูงใหญ่ของชายวัยกลางคนผู้มีใบหน้าเปี่ยมคุณธรรม เฉินเป่ากั๋วขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเห็นสภาพของเซี่ยเหยียน ชาวบ้านที่วิ่งตามมามุงดูก็เริ่มส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้น

“เซี่ยเหยียน เจ้าเป็นอะไรไป?” เฉินเป่ากั๋วถามเสียงเข้ม

ยังไม่ทันที่เซี่ยเหยียนจะได้เอ่ยปาก ร่างของจ้าวจินซิ่วที่วิ่งหน้าตื่นตามมาพร้อมกับหลินเจียวก็ปรากฏตัวขึ้น นางชี้หน้าเซี่ยเหยียนแล้วตะโกนด่าทอทันที

“เจ้าสารเลว! ยังมีหน้ามาร้องแรกแหกกระเชออีกรึ! ท่านผู้ใหญ่บ้าน อย่าไปเชื่อมัน! นางทำร้ายลูกสาวข้า! ดูสิ ดูข้อมือเจียวเจียวของข้าสิ!”

ชาวบ้านต่างหันไปมองข้อมือที่เริ่มบวมของหลินเจียว แต่สายตาของพวกเขากลับไม่ได้แสดงความเห็นใจนัก เพราะสภาพของเซี่ยเหยียนนั้นดูน่าสังเวชกว่าหลายเท่าตัว

เซี่ยเหยียนเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่แดงก่ำและชุ่มโชกไปด้วยน้ำตาจ้องมองผู้ใหญ่บ้านอย่างตัดพ้อ นางส่ายหน้าช้าๆ น้ำเสียงสั่นเทาจนจับใจความแทบไม่ได้

“ข้า... ข้าไม่ได้ทำ” นางสะอื้น “ท่านแม่สามีกับน้องสามี... พวกเขาจะมาแย่งของดูต่างหน้าของพี่หลินเจี้ยนจวินไปเจ้าค่ะ!”

คำพูดประโยคเดียวของนางราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงกลางวงสนทนา!

‘หลินเจี้ยนจวิน’ คือสามีผู้ล่วงลับของนาง คือทหารหาญผู้พลีชีพเพื่อชาติ! ในยุคสมัยที่ทหารคือเกียรติยศสูงสุด การล่วงเกินครอบครัวของวีรชนถือเป็นเรื่องร้ายแรงที่สังคมไม่อาจให้อภัยได้!

“ของดูต่างหน้า?” เฉินเป่ากั๋วทวนคำเสียงเย็นเยียบ

“เจ้าค่ะ” เซี่ยเหยียนกอดอกแน่นราวกับกำลังปกป้องสิ่งล้ำค่า “เป็นเหรียญตราและจดหมายฉบับสุดท้ายที่พี่เจี้ยนจวินส่งมาให้ข้า... ข้ามีเพียงสิ่งนี้ไว้ดูต่างหน้าเขา แต่พวกท่าน... พวกท่านกลับจะเอามันไปให้หลินเจียว บอกว่าจะเอาไปเป็นสินสมรส!”

นางปั้นเรื่องเท็จผสมจริงได้อย่างแนบเนียน ความจริงคือหลินเจียวต้องการกล่องไม้ใบนั้น แต่นางผูกเรื่องเข้ากับ ‘ของดูต่างหน้าวีรชน’ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ!

“เหลวไหล!” จ้าวจินซิ่วกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง “ข้าจะเอาของคนตายไปทำอะไร! นังแพศยาตอแหล!”

แต่เสียงของนางกลับถูกกลบด้วยเสียงก่นด่าของชาวบ้านที่เริ่มคล้อยตามเซี่ยเหยียนโดยสิ้นเชิง

“โหดร้ายเกินไปแล้ว! นั่นมันของของวีรชนนะ!”

“บ้านหลินนี่ช่างเลือดเย็นนัก แม้แต่ของดูต่างหน้าคนตายก็ยังจะเอา!”

“น่าสงสารสะใภ้รองนัก สามีก็ตายจากไป ยังต้องมาถูกคนในบ้านรังแกอีก!”

สถานะ ‘ภรรยาวีรชน’ กลายเป็นเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดของเซี่ยเหยียนในบัดนี้ มันคือโล่ทางสังคมและกฎหมายที่ไม่มีผู้ใดกล้าล่วงละเมิด

เฉินเป่ากั๋วมีสีหน้าเคร่งขรึมลงทันที เขาจ้องมองไปยังจ้าวจินซิ่วด้วยสายตาตำหนิอย่างรุนแรง “จ้าวจินซิ่ว! เรื่องที่เซี่ยเหยียนพูดเป็นความจริงหรือไม่!”

“ข้า... ข้า...” จ้าวจินซิ่วอ้ำอึ้ง นางถูกบทละครอันเหนือชั้นของเซี่ยเหยียนต้อนจนมุม จะปฏิเสธก็ไม่มีใครเชื่อ จะยอมรับก็เท่ากับยอมรับว่าตนเป็นคนใจดำอำมหิต

“พอแล้ว!” เฉินเป่ากั๋วตวาดลั่นจนทุกคนเงียบกริบ เขาหันไปพยุงเซี่ยเหยียนให้ลุกขึ้นยืนด้วยตัวเอง ก่อนจะประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ

“ในเมื่อพวกเจ้าตกลงกันเองไม่ได้! ข้าในฐานะผู้ใหญ่บ้าน จะไปที่บ้านตระกูลหลินด้วยตนเอง! ข้าจะไปดูให้เห็นกับตา ว่าเรื่องราวทั้งหมดมันเป็นอย่างไรกันแน่!”

คำประกาศของผู้ใหญ่บ้านทำให้ใบหน้าของจ้าวจินซิ่วซีดเผือดเป็นกระดาษ แต่มุมปากของเซี่ยเหยียนกลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันที่ไม่มีผู้ใดทันสังเกต

สงครามยกที่สอง... กำลังจะอุบัติขึ้น ณ บ้านตระกูลหลิน และครั้งนี้นางไม่ได้สู้เพียงลำพัง แต่มี ‘ความยุติธรรม’ ของหมู่บ้านเดินเคียงข้างไปด้วย