ตอนที่ 4
บทที่ 4: กินจุ
“แม่ผัวแกไปไหนเสียล่ะ?”
ชายวัยกลางคนในชุดจงซานสีเทา ผมทรงสกินเฮดเอ่ยถาม
เฉินชิงอี๋จำเขาได้ เมื่อหลายวันก่อนก็เป็นเขาที่จัดการเรื่องพาเธอไปโรงพยาบาล เขาเป็นผู้ดูแลชุมชนต้าเยวี้ยน
เฉินชิงอี๋เอ่ยเสียงเบา “แม่สามีบอกว่า… แม่สามีบอกว่าช่วงนี้ยุ่งมาก เหนื่อยมาก อยากจะรีบเข้านอน ให้… ให้ฉันเก็บกวาดบ้าน” สองมือของเธอประสานกัน บ่าห่อลง ผมเผ้าปรกหน้า มองยังไงก็เป็นสะใภ้ที่ยอมคน โดนแม่ผัวทุบตีด่าทอ พวกเพื่อนบ้านเห็นสภาพนั้นก็พากันถอนหายใจอีกครั้ง
ยังจะมาเสแสร้งอีก
นี่มันเผลอหลุดปากออกมาแล้วนี่หว่า ยายแก่บ้านั่นคงตีจนเหนื่อยเลยอยากพักผ่อนกระมัง อะไรกัน ยุ่งจนเหนื่อย! ทำอะไรกันนักหนา?
บางคนก็เห็นใจ บางคนก็สมน้ำหน้า มองเฉินชิงอี๋ด้วยสายตาที่แตกต่างกันออกไป ส่วนจ้าวเหล่าไท่ในบ้านก็บิดตัวไปมาไม่หยุด บิดแล้วบิดอีก แต่ก็หลุดไม่ออก ให้ตายสิ หลุดไม่ออก! พวกแกเพื่อนบ้านสารเลว ฟังแต่คำพูดของอีตัวดีนี่ พวกแกเข้ามาดูสิ เข้ามา!
แต่ละคนก็โง่เหมือนหมู โง่สิ้นดี!
มะล่ายกเก๋ง! (คำด่า)
เข้ามาช่วยคนหน่อยโว้ย!
จ้าวเหล่าไท่ของฉันนี่มันน่าเวทนานัก!
พวกแกเชื่อคำพูดของอีตัวดีนั่นแล้วเหรอ? สมองพวกแกไปไหนกันหมด? หมาแดกไปแล้วรึไง?
ไม่ว่าจ้าวเหล่าไท่จะบิดตัวยังไงก็ไม่หลุด ไม่เพียงแต่หลุดไม่ออก ปากยังถูกยัดด้วยถุงเท้าเหม็นๆ ของตัวเอง จนแทบจะสำลักตายอยู่แล้ว จะตายเอา! อีตัวดีนี่ไปเรียนรู้การทรมานคนมาจากใครกัน ถึงขนาดเอาถุงเท้าเหม็นๆ ยัดปาก!
ไอ้คนสันดานเสีย!
เมื่อก่อนฉันสั่งสอนแกน้อยเกินไปจริงๆ!
จ้าวเหล่าไท่ด่าในใจอย่างสาดเสียเทเสีย เฉินชิงอี๋ที่หน้าประตูก็พาเด็กๆ ทั้งสองคนของตัวเองออกมาแล้ว เม้มปากพูดเบาๆ “ฉันต้องทำงานต่อแล้ว…”
พวกเพื่อนบ้านที่มามุงดูต่างก็สงสารมาก พูดว่า “งั้นแกรีบไปเถอะ เดี๋ยวแม่ผัวแกก็โกรธเอาอีก”
“เวรกรรมแท้ๆ”
“ถ้าจะให้ฉันว่านะ ที่จ้าวเหล่าไท่ทำแบบนี้ก็ไม่ผิดหรอก ถ้าไม่ดุๆ หน่อย แล้วแกจะแต่งงานใหม่ได้ยังไง!” ก็มีพวกปากเสีย ที่พูดจาเหมือนพ่นขี้ออกมา “อีตัวซวย ใครแตะต้องก็ซวยไปด้วย ให้ข้าวให้น้ำให้อยู่อาศัยก็บุญเท่าไหร่แล้ว ยังอยากได้อะไรอีก? นี่ถ้าเป็นเมื่อก่อน ป่านนี้ขายแกให้คนอื่นไปแล้ว!”
ยังมีคนเห็นด้วย “ใครๆ ก็เคยเป็นสะใภ้มาก่อนทั้งนั้นแหละ ดูแลแม่ผัวเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว ตอนที่บ้านหลินรับแกเข้ามาก็ลำบากมากแล้ว แกไม่มีสินสอดติดตัวมาสักแดง เข้ามาก็ต้องทำงานหนักเหมือนวัวเหมือนควาย! พวกที่เป็นแม่ผัวน่ะ ยังไงก็มีเหตุผลอยู่แล้ว”
“โอ๊ย นี่มันยุคไหนแล้ว พวกป้าพูดแบบนี้ ถ้าเรื่องรู้ถึงสำนักงานเขต เดี๋ยวโดนจับไปอบรมเอานะ” ก็มีคนทนฟังไม่ได้
“มายุ่งอะไรด้วย! ปากฉันอยู่ที่ตัวฉัน! อีกอย่างนี่มันก็แค่คุยกันในหมู่เพื่อนบ้าน จะอะไรกันนักกันหนา? จะให้คนอยู่กันยังไง?”
“ใช่สิ”
เห็นท่าว่าทุกคนกำลังจะทะเลาะกัน ชายวัยกลางคนในชุดจงซานที่มาก่อนก็เอ่ยขึ้น “ไม่เช้าแล้ว กลับไปทำกับข้าวกันเถอะ พวกป้าๆ ทั้งหลาย กับข้าวเย็นที่บ้านทำเสร็จกันรึยัง? มามุงดูบ้านคนอื่นอยู่ได้ รีบกลับไปๆ”
ชายชุดจงซานก็ไม่อยากจะยุ่งเรื่องของบ้านหลิน เขาพูดเตือนๆ แล้วก็เอามือไพล่หลังเดินจากไป
คนอื่นๆ เห็นว่าจริงด้วย นี่กับข้าวเย็นที่บ้านยังไม่ได้ทำนี่นา จะมายุ่งเรื่องชาวบ้านมากไม่ได้
“ฉันยังไม่ได้ทำกับข้าวเย็นเลย”
“ฉันก็ยังไม่ได้ทำ… พวกแกเห็นไหม? จ้าวเหล่าไท่แอบกินไก่ย่างอยู่ในบ้านน่ะ! ดูแกสิ…”
“แกมันเห็นแก่ตัว เมื่อก่อนก็แอบกินอยู่แล้ว ดูสิ ไม่เคยสนใจลูกสะใภ้เลย”
“อย่าว่าแต่ลูกสะใภ้เลย แม้แต่หลานยังไม่สนใจเลย นี่มันคนแบบไหนกัน…”
ทุกคนต่างก็วิพากษ์วิจารณ์แล้วก็จากไป เฉินชิงอี๋ก็ปิดประตูลง แล้วก็ลงกลอนประตูอีกครั้ง
“แม่…” เด็กน้อยร้องเรียกแม่อย่างแหบแห้ง แล้วก็คว้าชายเสื้อของเฉินชิงอี๋ไว้ เฉินชิงอี๋ก้มลงตบไหล่เล็กๆ แล้วพูดว่า “ไม่เป็นไร ลูกอยู่กับน้องนะ”
ถึงจะเป็นฝาแฝด แต่เธอก็ยังแยกออกว่าใครเป็นพี่ ใครเป็นน้อง
เฉินชิงอี๋ไม่ได้เปิดไฟ เข้าไปในห้องด้านในแล้วดึงผ้าม่านลง จากนั้นถึงค่อยเปิดไฟ ตั้งแต่เข้ามาในบ้าน เธอก็ยังไม่ได้สำรวจอะไรอย่างละเอียด ตอนนี้พอได้ดูดีๆ ก็พบว่าบ้านนี้มันช่างว่างเปล่า นอกจากเตียงแล้ว ก็มีแค่ตู้เสื้อผ้าเตี้ยๆ สูงๆ แค่นั้น บนผนังมีรูปท่านผู้นำติดอยู่ นอกนั้นก็ไม่มีอะไรอีก
เฉินชิงอี๋กวาดสายตาไปมองหญิงชราที่กำลังดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้น แล้วก็ไม่ได้สนใจอะไร เดินเข้าไปคลำตัวเธออยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เจอกุญแจอย่างรวดเร็ว ยายแก่คนนี้ขี้เหนียวขนาดที่ตู้กับข้าวตัวเองยังต้องล็อค กลัวว่าลูกสะใภ้จะแอบกิน
เฉินชิงอี๋เปิดตู้กับข้าว ก็เห็นว่าในตู้มีไข่ไก่ในตะกร้าเล็กๆ สิบกว่าฟอง มีหมูสามชั้นตุ๋นชามหนึ่ง มีหมั่นโถวสิบกว่าลูก มีผักผัดอีกสองสามอย่าง เธอจำได้แล้ว นี่คืออาหารที่เหลือจากตอนที่หลินจวิ้นเหวิน สามีเธอตาย แล้วจัดโต๊ะเลี้ยงแขกในชุมชนสามโต๊ะ
ถึงจะเรียกว่าของเหลือ แต่จริงๆ แล้วเป็นของที่หญิงชราแอบเก็บเอาไว้ก่อน
โครกคราก
เสียงท้องร้องดังขึ้น เฉินชิงอี๋ทนไม่ไหวแล้ว หลายวันมานี้เธอไม่ได้กินอะไรจริงจังเลย
โครกคราก
เสียงท้องร้องดังขึ้นอีก เฉินชิงอี๋หันไปมอง ก็เห็นเด็กๆ ทั้งสองคนมองตู้กับข้าวตาละห้อย น้ำลายไหลยืด
เฉินชิงอี๋ไม่รู้ว่าช่วงสองสามวันนี้เด็กๆ ได้กินข้าวกันบ้างรึเปล่า สองวันนี้เธอสลบไป วันก่อนหน้านี้… วันก่อนหน้านี้เธอจมอยู่กับความเสียใจที่หลินจวิ้นเหวินตายไปแล้ว ไม่ได้สนใจลูกๆ เลย เฉินชิงอี๋รู้สึกเจ็บแปลบในใจ
เธอกดมือลงบนอกตัวเอง ตัวเธอเองไม่ชอบเด็ก แต่พอเห็นเด็กสองคนนี้ ก็รู้สึกสงสารขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ
เธอถึงขั้นรู้สึกว่าตัวเองก็คือเฉินชิงอี๋ บางทีนี่อาจจะเป็นชาติก่อนของเธอก็ได้
ไม่งั้นจะเป็นไปได้ยังไงที่ชื่อเหมือนกัน หน้าตาก็คล้ายกันด้วย
เธอหลุบตาลงแล้วพูดว่า “ลูกไปหาเก้าอี้มานั่งนะ แม่จะทอดไข่ให้กิน”
กลืนน้ำลายเอื๊อก!
เสียงกลืนน้ำลายดังขึ้นกว่าเดิม
เด็กๆ ทั้งสองคนเบิกตากลมโต พี่ชาย เสี่ยวเจีย พูดเบาๆ “ย่าตี”
เด็กแฝดชื่อ เสี่ยวเจีย เสี่ยวหยวน
สำหรับพวกเขาแล้ว ไข่ไก่เป็นของที่ล้ำค่าที่สุด มีแต่ตอนที่พ่ออยู่บ้านเท่านั้นถึงจะได้แอบกิน ย่าไม่ให้กิน แถมถ้าแอบกินก็จะโดนตี เสี่ยวเจียมองเฉินชิงอี๋ตาละห้อย ส่ายหน้า “ตีเจ็บ”
เด็กหญิง เสี่ยวหยวน ก็ส่ายหน้า “ไม่กิน”
เฉินชิงอี๋มองเด็กๆ ที่ผอมแห้งแล้วก็ขี้กลัว ก็ถอนหายใจ ก้มลงสบตาพวกเขา แล้วพูดว่า “จากนี้ไป แม่จะเป็นคนดูแลบ้านหลังนี้ แม่บอกว่ากินได้ ก็คือ กินได้”
เธอชี้ไปที่เก้าอี้ แล้วพูดว่า “ลูกไปนั่งตรงนั้น”
โชคดีที่เด็กๆ เป็นเด็กดี ถึงจะกลัวมาก แต่ก็ยังนั่งลงอย่างเชื่อฟัง แต่ก็ไม่กล้าที่จะอยู่ห่างจากแม่อย่างเด็ดขาด แถมยังไม่กล้าเข้าไปในห้องด้านในอีกด้วย เฉินชิงอี๋ตักน้ำมาล้างกระทะ จากนั้นก็เริ่มก่อไฟ เธอหาขวดน้ำมันไม่เจอ แต่กลับเห็นผ้ามันๆ วางอยู่ในชาม เธอถึงได้นึกขึ้นมาได้ว่า ตอนนี้ น้ำมันหายาก แต่ละบ้านก็ใช้อย่างประหยัด ทุกคนส่วนใหญ่ก็จะใช้แบบนี้ เธอเอาผ้ามันๆ เช็ดไปรอบๆ กระทะเหล็ก ถือว่าเป็นการใส่น้ำมันแล้ว เฉินชิงอี๋ไม่รอช้า ตอกไข่ลงไปหกฟอง
ตอกไข่ลงไปในกระทะ แล้วก็เริ่มผัด
กลิ่นหอมของไข่ก็อบอวลไปทั่ว
กลืนน้ำลายเอื๊อกๆ
เด็กๆ กลืนน้ำลายกันเสียงดังกว่าเดิม แม้แต่เฉินชิงอี๋เองก็ยังทนไม่ไหว เธอ กลืนน้ำลายลงคอ แล้วก็รู้สึกว่าอยากจะกระโดดลงไปในกระทะ ไข่ผัดสุกไวมาก พอไข่สุก เฉินชิงอี๋ก็ตักไข่ขึ้น จากนั้นก็เติมน้ำลงในกระทะ แล้วก็เอาตะแกรงมาวาง เริ่มอุ่นหมั่นโถว เธอเหมือนโดนผีสิง เอาหมั่นโถวทั้งหมดวางลงบนตะแกรง แถมยังเอาผักมาวางบนจานอีกสองจาน จากนั้นก็เริ่มถือจานมาหาเด็กๆ แล้วพูดว่า “กินข้าวได้แล้ว”
เสี่ยวเจีย เสี่ยวหยวน มองแม่อย่างหวาดๆ น้ำลายไหลยืด เฉินชิงอี๋คีบไข่มาหนึ่งคำ กินเข้าไปทั้งคำ
น้ำตาไหลลงมาทันที ฮือๆๆ อร่อยเหลือเกิน
ไม่คิดเลยว่าตัวเองจะตกต่ำถึงขนาดที่กินไข่คำเดียวแล้วร้องไห้
“แม่…” เด็กๆ ทั้งสองคนมองแม่อย่างเป็นห่วง “แม่ร้องไห้ทำไม”
เฉินชิงอี๋ปาดน้ำตา แล้วพูดว่า “แม่ไม่เป็นไร!”
เธอถามว่า “กินเองได้ไหม?”
เด็กๆ ทั้งสองคนรีบพยักหน้า พวกเขากินเองได้
เฉินชิงอี๋ยื่นจานให้ “พวกเจ้าสองคนกินกันนะ”
“แม่ก็กินด้วย~” เสี่ยวเจียพูดเสียงนุ่มนวล เสี่ยวหยวนที่อยู่ข้างๆ ก็พยักหน้าอย่างแรง
เฉินชิงอี๋ลูบหัวเด็กๆ ทั้งสองคน แล้วพูดว่า “แม่กินหมั่นโถว พวกเจ้าเห็นไหม? แม่เอาหมั่นโถวมาอุ่นหลายลูกเลย มีให้กินเยอะแยะ พวกเจ้ากินไปเถอะ”
เด็กๆ กระพริบตา
เฉินชิงอี๋ “รีบกินเข้า ถ้าไม่กินแม่จะโกรธแล้วนะ”
เด็กๆ ทั้งสองคนรีบก้มหน้าลง ซวบซาบๆ น้ำลายไหลย้อย
เฉินชิงอี๋ก็อดทนความอยากไว้ แล้วหันกลับไปมองหม้อ หม้อยังไม่เดือด เธอหันไปเอากุญแจเปิดตู้เก็บของในบ้าน เธอต้องสำรวจดูว่าในบ้านมีอะไรบ้าง อืม มีแป้งสาลีผสมแป้งข้าวโพดถุงหนึ่ง มีข้าวฟ่างถุงหนึ่ง มีข้าวขาวอยู่แค่ครึ่งถุงเล็กๆ
เฉินชิงอี๋สำรวจดูแล้ว พอหันกลับไปมอง ก็เห็นว่าเด็กๆ ทั้งสองคนแทบจะมุดหน้าลงไปในจานแล้ว สองคนกวักช้อน ตักไข่ผัดกินคำโตๆ เคี้ยวก็ไม่เคี้ยว กลืนลงไปอย่างรวดเร็ว
เฉินชิงอี๋ “ค่อยๆ กิน ไม่มีใครแย่ง”
เธอเข้าไปในห้องด้านใน เห็นว่าจ้าวเหล่าไท่ยังคงดิ้นทุรนทุรายอยู่ เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วลากจ้าวเหล่าไท่มาไว้ที่มุมห้อง จากนั้นก็ขึ้นเตียงดึงผ้าห่มลงมา โยนใส่ตัวจ้าวเหล่าไท่ คลุมตัวจ้าวเหล่าไท่ไว้
จ้าวเหล่าไท่ “!!!”
อีผู้หญิงบ้าคนนี้จะทำอะไรกันแน่!
จะทำอะไร!
ช่วยด้วย!
ใครก็ได้ช่วยเธอด้วย!
เฉินชิงอี๋ไม่สนใจว่ายายแก่คนนี้จะคิดอะไร เธอได้กลิ่นหมั่นโถว เฉินชิงอี๋รีบออกมา เธอจะตายเพราะหิวอยู่แล้ว เหมือนกับว่าทั้งตัวกำลังร้องตะโกนว่า ฉันหิวมาก ฉันหิวมาก ฉันหิวจริงๆ
แค่แป๊บเดียว เด็กๆ ทั้งสองคนก็กินไข่หกฟองหมดแล้ว กำลังผลัดกันเลียจานอยู่
เฉินชิงอี๋เลิกคิ้ว “ไม่อิ่มเหรอ?”
เด็กๆ ทั้งสองคนลูบท้องน้อยๆ ของตัวเอง พูดเสียงนุ่มนวลว่า “อิ่มแล้ว”
พวกเขาไม่ได้กินอะไรอร่อยๆ แบบนี้นานแล้ว
เฉินชิงอี๋พยักหน้า มองเด็กๆ ที่ใต้ตาคล้ำ คิดว่าสองคนนี้คงจะนอนไม่หลับมาหลายวันแล้ว เธอรับจานมา แล้วก็อุ้มเด็กๆ ขึ้นไปวางบนเตียง แค่อุ้มเด็กสองคน เธอก็แทบจะเซแล้ว
ร่างกายของเธอมันอ่อนแอมากจริงๆ
เดิมทีก็อ่อนแออยู่แล้ว แถมยังไม่ได้กินอะไรมาหลายวัน จะดีขึ้นได้ยังไง
เธอวางเด็กๆ ลงบนเตียง สั่งว่า “นอนเถอะ”
“แม่…”
เด็กๆ จับมือเฉินชิงอี๋ไว้อย่างหวาดกลัว กลัวว่าพอตื่นขึ้นมา แม่ก็จะหายไปเหมือนกับพ่อ เด็กๆ ทั้งสองคนกลัวมาก จับมือเฉินชิงอี๋ไว้แน่น ไม่ยอมปล่อย เฉินชิงอี๋ก้มลงมองมือเล็กๆ แล้วพูดว่า “งั้นลูกปล่อยมือก่อน แม่จะไปเอาหมั่นโถว”
เสี่ยวเจียพูดเบาๆ ว่า “ครับ~”
เฉินชิงอี๋ “จะกินด้วยไหม?”
เสี่ยวเจียมองแม่อย่างตาละห้อย เฉินชิงอี๋ “งั้นก็กินด้วยนิดหน่อย”
จ้าวเหล่าไท่ที่ถูกคลุมโปงอยู่บนเตียง “อู้อี้ๆๆ”
เธอก็อยู่นี่ด้วย!
พวกแกสองตัวแสบไม่เห็นเหรอ?
ก็ไม่แปลกใจหรอกว่าทำไมเธอถึงไม่รักพวกเขา ที่แท้ก็เป็นไอ้พวกเนรคุณนี่เอง!
ไม่รู้จะมาหาย่าบ้างเลยเหรอ?
ให้ตายสิ!
ยายแก่ส่งเสียงอู้อี้ด่าทอ เฉินชิงอี๋ก็เอาข้าวมาวางไว้บนเตียง เธอหักหมั่นโถวให้เด็กๆ คนละชิ้นเล็กๆ แล้วพูดว่า “กินไข่ไปแล้ว กินเยอะไม่ได้ เดี๋ยวจะไม่สบาย”
เด็กๆ ทั้งสองคนพยักหน้าเงียบๆ
เฉินชิงอี๋รู้สึกว่าตัวเองหิวจนแทบทนไม่ไหวแล้ว ไม่พูดอะไรมาก กัดหมั่นโถวไปครึ่งลูก กินคำโตๆ
เฉินชิงอี๋กินคำแล้วคำเล่า แป๊บเดียวหมั่นโถวก็หมดไปหนึ่งลูก พอกินหมั่นโถวเข้าไปในท้อง ก็เหมือนกับว่ากินพุทราไปเม็ดเดียว เธอเริ่มกินลูกที่สอง ลูกที่สาม… กินไปเรื่อยๆ กินไปโดยที่ไม่รู้สึกอิ่มเลย เฉินชิงอี๋เริ่มคาดเดาอะไรบางอย่างในใจ เธอจัดการกินหมั่นโถวสิบกว่าลูกจนหมดเกลี้ยง
ถึงขนาดผู้ชายที่ทำงานหนักๆ ยังกินหมั่นโถวไม่หมดสิบลูก แต่เฉินชิงอี๋กินหมดแล้วกลับยังไม่รู้สึกอะไรเลย
ถึงแม้จะกินหมั่นโถวหมดแล้ว ก็ยังรู้สึกหิวอยู่ดี
เฉินชิงอี๋ “พวกเจ้านอนก่อนนะ แม่ยังไม่อิ่ม เดี๋ยวจะไปหาอะไรกินอีก”
เด็กๆ ทั้งสองคนพยักหน้าอย่างเหม่อลอย
เฉินชิงอี๋ไม่อยากจะกินข้าวขาวที่มีอยู่น้อยนิด รีบเอาแป้งสาลีผสมแป้งข้าวโพดมานึ่งขนมปังข้าวโพดก้อนใหญ่ๆ แต่เธอก็ใส่แป้งสาลีลงไปด้วยนิดหน่อย ไม่งั้นคนสมัยใหม่อย่างเธอจะกินลงได้ยังไง? เฉินชิงอี๋ไม่กล้ากินหมูสามชั้นตุ๋น
ไม่ใช่ว่าไม่อยากกิน แต่เป็นเพราะร่างกายนี้ไม่มีน้ำมัน ถ้ากินเข้าไปเดี๋ยวจะท้องเสีย
เฉินชิงอี๋ยุ่งอยู่กับการทำอาหาร เธอนึ่งขนมปังข้าวโพดก้อนใหญ่ๆ แล้วก็คิดอะไรขึ้นมาได้ ตอนที่พวกเธอกลับมา แม่ผัวกำลังแอบกินไก่ย่าง กินไปครึ่งตัว อีกครึ่งตัวที่เหลือล่ะ? ตอนนั้นมัวแต่โดนตี ดูเหมือนว่าจะวางไว้บนเตา แล้วก็หายไป? นี่มัน… ใครขโมยไปกัน?
เฉินชิงอี๋พูดไม่ออก
ยังมีคนทำแบบนี้ด้วยเหรอ?
นี่คนรึเปล่า?
เฉินชิงอี๋ด่าขโมยไก่ในใจ แล้วนั่งลงก่อไฟ ไฟลุกโชน เฉินชิงอี๋หยิบฟืนขึ้นมาท่อนหนึ่ง ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็หักมันลงอย่างแรง กร๊อบ หัก!
ไอน้ำร้อนๆ พุ่งออกมาจากหม้อ เฉินชิงอี๋เปิดหม้อ เอาขนมปังข้าวโพดกินทีละสองก้อนๆ หม้อขนมปังข้าวโพด… สามสิบกว่าก้อน ค่อยๆ ลดลง… พอก้อนขนมปังข้าวโพดในหม้อลดลง เฉินชิงอี๋ก็หยิบฟืนขึ้นมาสี่ห้าท่อน แล้วหักมันลงอย่างเบามือ กร๊อบ หักอีกแล้ว
นี่ไม่ใช่แรงของเฉินชิงอี๋คนเดิม
แต่เป็นแรงของเธอ!